
10 แนวทางประหยัดในภาวะปัจจุบัน
ในภาวะปัจจุบัน ผู้คนกำลังกระโจนเข้าสู่กระแสเศรษฐกิจที่เริ่มไม่ดีอาทิเช่นน้ำมันขึ้นราคา,บ้านถูกยึด,มีการตรึงเครดิตปล่อยกู้ รัฐบาลอเมริกันกำลังหมุนเงินเข้าสู่ระบบและหาทางแก้ปัญหาเรื่องบ้านถูกยึด
ผมเห็นว่าข้อเขียนจากนสพ.แอล.เอ.ไทมส์เป็นแนวทางที่ดีจึงนำมาแปลลงให้ผู้อ่านได้วางแนวทางชีวิตของตัวเองด้วย
เรื่องนี้เขียนโดย Kathy M. Kristof คอลัมนิสต์ Personal Financeของแอล.เอ.ไทมส์ แนะนำวิธีประหยัดในด้านต่างๆ เธอเริ่มว่าคุณไม่จำเป็นต้องไปสนใจเรื่องดัชนีผู้บริโภค(the U.S. consumer price index)เพราะดัชนีนี้เป็นทางการเพื่อตรวจวัดอัตราเงินเฟ้อที่กำลังพุ่งขึ้นเพราะจะทำให้คุณวิตกกังวลเปล่าๆ
แต่สิ่งที่คุณจะทำได้ก็คือการตรวจวัดดัชนีส่วนบุคคล(personal price index)มากกว่า เพราะจะช่วยให้คุณประหยัดได้หลายร้อยหรือหลายพันดอลลาร์ ดังนั้นขอแนะนำ(บัญญัติ)10
ประการประกอบด้วย
1.แก้ไขดอกเบี้ยเงินกู้อสังหาริมทรัพย์
หากใช้ดอกเบี้ยแบบปรับ(adjustable-rate mortgage)จัดการนำบ้านไปรีไฟแนนซ์เพื่อหาแบบ 30 ปีดอกเบี้ยตายตัว จะทำให้คุณทราบว่าค่าใช้จ่ายตายตัวแต่ละเดือนเป็นอย่างไร
เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาอัตราดอกเบี้ยแบบตายตัว
30 ปีเฉลี่ยอยู่ที่ 5.375 % ดังนั้นหากคุณกู้เงินต้น 4 แสนดอลลาร์
แต่ละเดือนคุณจะผ่อนบ้านเดือนละ 2,240 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตามอย่าเพิ่งโทร.หาโบรคเกอรทันทีเพราะอัตราดอกเบี้ยอาจลดลงอีกก็ได้ในเร็วๆนี้ ขอแนะนำให้เข้าไปดูเว็บไซท์ที่ www.bankrate.com อาจตรวจสอบทุกวันหรืออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
การได้ลดดอกเบี้ยเพียงครึ่งเปอร์เซนต์จะช่วยคุณประหยัดเดือนละ
32 ดอลลาร์ต่อเงินต้น 1 แสนดอลลาร์และหากกู้ 4 แสนดอลลาร์ใน 30 ปีจะทำให้คุณประหยัดได้
46,080 ดอลลาร์
2.ส่วนลดภาษีทรัพย์สิน
หากคุณซื้อบ้านในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเป็นโอกาสดีมากเพราะคุณคงเสียภาษีทรัพย์สิน(property tax) โดยทั่วไปแล้ว
1 % ของมูลค่าทรัพย์สินหรืออสังหาริมทรัพย์ที่คุณครอบครองอยู่ แต่อาจจะเสียเพิ่มเป็น
1.25-1.50 % ก็ได้เมื่อรวมเอาภาษีท้องถิ่นเข้าไปด้วย
ขณะนี้มูลค่าบ้านลดลงมาก DataQuick Information Systems รายงานว่าเดือนมกราคม 2008 ราคาบ้านเฉลี่ยปานกลางในเขตแอล.เอ.เคาน์ตี้ลดลง 11.9
% หรือคิดเป็น 458,000 ดอลลาร์ต่อหลัง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ดังนั้นการยื่นรายงานภาษีทรัพย์สินจะต้องลดลงด้วยตามมูลค่าบ้านแต่คุณจะต้องทำการบ้านด้วยการยื่นกรอกแบบฟอร์มให้ทราบว่ามูลค่าบ้านของคุณเหลือเท่าใด
ตัวอย่างเช่นในเขตออร์เรนจ์ เคาน์ตี้ ราคาเฉลี่ยปานกลางของบ้านทุกวันนี้ลดเหลือ
520,000 ดอลลาร์เมื่อเทียบกับ 6 แสนดอลลาร์ (ลดลง 8 หมื่น) ในอัตราภาษีทรัพย์สิน
1.25 % คุณจะประหยัดค่าภาษีได้ประมาณ 1,000 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตามมูลค่าบ้านจะมีการขึ้นลง
จากการประเมินราคาของสำนักงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินแห่งเคาน์ตี้ (The County Assessors Office)
ดังนั้นสิ่งที่จะทำได้ก็คือไปกรอกแบบฟอร์มจากสำนักงานเพื่อขอทราบมูลค่าบ้าน
ก่อนยื่นรายการเสียภาษีทรัพย์สิน
3.วางแผนซื้ออาหารในแต่ละสัปดาห์
อาหารบางประเภทราคาแพงและคุณซื้อมาใส่ตู้เย็นไว้อาจเน่าเสียหรือหมดอายุก่อนจะรับประทาน
คุณต้องโยนทิ้งหมดไม่อาจเรียกร้องกลับมาคืนได้ เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้เช่นพวกผักหรือสิ่งเน่าเสียอื่นๆจะต้องจัดแยกกันให้ชัดเจน
รวมทั้งทำรายการว่าวันนี้จะรับประทานอะไรบ้าง เพื่อจะได้ไม่ลืมอาหารที่อยู่ในตู้เย็นหรือช่องแช่แข็ง
ควรทำเป็นประจำ
การที่มีอาหารไม่เน่าเสียหรือทิ้งไปคิดง่ายๆอาจทำให้ประหยัดน้ำมันหรือซื้อน้ำมันเติมรถยนต์ได้ถึงแกลลอนในอัตราแกลลอนละ
3.50 ดอลลาร์ สัปดาห์หนึ่งคุณประหยัดได้
10 ดอลลาร์ ปีหนึ่งคิดเป็นเงิน 702 ดอลลาร์
4.อาหารประเภทของว่าง
จากประสบการณ์ของผู้เขียนทราบว่ามีค่าอาหารว่างหลังโรงเรียนสำหรับลูกๆตกปีละ
2,700 ดอลลาร์ โดยเฉพาะอาหารประเภทแฟ้สท์ฟู้ด ตัวอย่างเช่นหากซื้อ Burger King ต้องไม่น้อยกว่า 5 ดอลลาร์ ทว่าวิธีการนี้เธอเลี้ยงไปซื้อเบอร์ริโต้ที่
Costco (ที่ทำแบบแช่แข็งไว้)ขนาด
24 ชิ้นตกชิ้นละ 37 เซนต์ สมมติว่าเด็กต้องรับประทานเฉลี่ยวันละ 2
ชิ้นเมื่อเทียบกับการไปซื้อแฮมเบอร์เกอร์แล้วประหยัดได้มากกว่า อีกทั้งถ้าหั่นแคร์ร็อตและเซลเลอรี่ไว้ด้วยจะกลายเป็นอาหารกลางวันและอาหารว่างผสมเข้าไปอีกด้วย
5.การทำงานด้วยโทรศัพท์ประหยัดกว่า
ก่อนนี้ค่าโทรศัพท์ทางไกลแพงมาก บางคนอาจโทร.หายายที่มิชิแกนเดือนหนึ่งก็ตกเป็นร้อยๆ
แต่ทุกวันนี้บริษัทโทรศัพท์มีอัตราตายตัว(flat-rate plans) จะต้องศึกษาแต่ละแพลนว่าเหมาะสมกับตัวเองแค่ไหน(แถมอีกนิด ปัจจุบันมีโฟนคาร์ดที่ประหยัดลงไปอีก)
นอกจากนี้หาวิธีทำงานที่บ้าน(telecommute)
เพราะจะช่วยประหยัดค่าน้ำมันรถได้อีกมาก
ตัวอย่างเช่นหากคุณทำงานห่างจากบ้าน 20 ไมล์และโดยเฉลี่ยรถยนต์ของคุณกินน้ำมัน
20 ไมล์ต่อแกลลอน วันหนึ่งคุณต้องใช้ 7 ดอลลาร์ หากคุณใช้วิธีการทำงานที่บ้านสัปดาห์ละ
2 วันคุณจะประหยัดสัปดาห์ละ 14 ดอลลาร์หรือปีหนึ่ง 728 ดอลลาร์
และยิ่งไม่ไปทำงานไม่มีใครชวนไปกินอาหารกลางวันหรือนัดประชุม
การทำงานที่บ้านจะช่วยให้ประสิทธิภาพของงานดีขึ้นและเสร็จเร็ว
6.พรีเมี่ยมการซื้อประกันชีวิต
ปัจจุบันค่าพรีเมี่ยมประกันชีวิตลดลงมาก เรื่องนี้นายไบรอัน
ยูเดลล์ ประธานบริษัท AccuQuote แห่งเมือง
Wheeling รัฐอิลลินอยส์ระบุว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หากคนอายุ 35 ปีซื้อประกันชีวิตในอัตรา
5 แสนดอลลาร์ ระยะ 20 ปี จะจ่ายค่าพรีเมี่ยมปีละระหว่าง 700-800 ดอลลาร์
หากผู้นั้นมีสุขภาพดีในรอบ 10 ปีหลังเขาจะเสียค่าพรีเมี่ยมลดลงประมาณครึ่งหนึ่งหรือปีละ
310 ดอลลาร์ แต่ปัจจุบันคนอายุ 45 ปีอาจจ่ายค่าพรีเมี่ยมปีละ
625 ดอลลาร์ในเทอมแบบ 20 ปี
7.ตรวจสอบประกันสุขภาพ
หากคุณทำงานทั้งคู่และบริษัทมีนโยบายให้ประกันสุขภาพ ขอให้ศึกษาราคาและสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับในแต่ละนโยบายประกัน แต่โดยทั่วไปแล้วทุกวันนี้บริษัทจะช่วยเฉพาะพนักงานเท่านั้นไม่ครอบคลุมถึงครอบครัว ดังนั้นหากทั้งคู่ไม่มีเด็กในครอบครัว ค่าพรีเมี่ยมประกันจะถูกลงเมื่อซื้อให้กับคู่สมรส(จากบริษัทที่แต่ละคนทำงาน)
ในกรณีที่ครอบครัวมีหลายคนและมีเด็กขอให้ตรวจสอบรายละเอียดให้ดีเพราะบ่อยครั้งเมื่อนำประกันสุขภาพของทุกคนไปร่วมกันไว้ที่เดียว
หากเจ้าของประกันตกงาน การประกันสุขภาพร่วมกันก็จะถูกเพิกถอนไปด้วย
8.เลิกสูบบุหรี่
ปัจจุบันค่าบุหรี่ตกซองละ 4.50-5.00 ดอลลาร์
หากไปซื้อประกันชีวิตเขาจะสอบถามเรื่องการสูบบุหรี่เป็นอันดับแรก ตัวอย่างเช่นหากชายวัย 45 ปีกาเครื่องหมายในช่องสูบบุหรี่เมื่อไปซื้อประกันชีวิตแบบ
5 แสนดอลลาร์ ปกติจะเสียพรีเมี่ยมปีละ 625 ดอลลาร์ หากกาไปเช่นนั้นค่าพรีเมี่ยมตกปีละ
2,500 ดอลลาร์ การประกันสุขภาพก็เช่นกันค่าพรีเมียมจะแตกต่างกันระหว่างคนสูบบุหรี่และไม่สูบบุหรี่
แม้ว่าจะซื้อผ่านบริษัทที่คุณทำงานก็ตาม
การสูบบุหรี่วันละซองจะทำให้เสียค่าใช้จ่ายปีละ 1,825 ดอลลาร์
และหากซื้อประกันชีวิตอีกปีละ 1,875 ดอลลาร์จะทำให้คุณต้องจ่ายเงินถึง
3,700 ดอลลาร์ต่อปี คำแนะนำหากคุณหยุดสูบบุหรี่ได้จะทำให้ประหยัดและใช้เงินนี้ไปเที่ยวพักผ่อนที่ฮาวายได้ถึง
1 สัปดาห์ทีเดียว
9.วิธีทำให้หนี้ลดลง
ปัญหาสำคัญของผู้คนสมัยนี้คือการเป็นหนี้บัตรเครดิต หลายคนถือบัตรด้วยอัตราดอกเบี้ย
18 % ต่อปีซึ่งกว่าจะจ่ายหมดใช้เวลา 5 ปีและยังต้องจ่ายเป็น 2 เท่าของเงินต้นอีกด้วย
แต่บางคนใช้วิธีกู้เงินด้วยการใช้บ้านไปจำนองเพราะนำดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้ไปลดหย่อนภาษีได้ หลายคนแนะนำให้ใช้เงินกู้ประเภท home
equity loan เพื่อเอาเงินออกมาไปซื้อรถ โดยไม่ต้องกู้ธนาคารเพื่อซื้อรถโดยตรง
วิธีคิดเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่ จะต้องมาพิจารณากล่าวคือหนี้อันเกิดจาก
home equity สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ แต่หลายรายไม่เห็นด้วย
โดยระบุว่าการประหยัดหรือออมเงินเท่านั้นที่จะใช้หนี้ได้เช่นการฝากเงินที่ได้อัตราดอกเบี้ยมากกว่าเพื่อนำมาจ่ายหนี้ ทั้งหนี้เครดิต คาร์ด,เงินกู้ซื้อรถยนต์และหนี้อื่นๆรวมถึงเงินกู้อสังหาริมทรัพย์
10.ฉวยโอกาสจากบัตรของกำนัล
บัตรของกำนัลหรือที่เรียกว่า rewards cards หลายคนใช้เครดิต
คาร์ดซื้อทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า,อาหาร,สิ่งอำนวยความสะดวกแม้กระทั่งอาจจ่ายค่าผ่อนบ้าน
แต่ปัญหามีอยู่ว่าจะจัดการอย่างไรกับการจ่ายคืนบัตรเครดิต โดยจะต้องจ่ายคืนให้หมดทันที(หมุนเงิน)จากนั้นคุณจะได้บัตรกำนัลหรือ rewards อาจเป็นเงินสดหรือบัตรของขวัญ( gift certificates) วิธีการนี้ บัตรของกำนัลจะทำให้คุณได้รับปีละระหว่าง
400-600 ดอลลาร์
วิธีการของการรับ rewards card ง่ายๆดังนี้
เครดิต คาร์ดจะต้องไม่เสียค่าธรรมเนียมแถมยังแจกเงินสดคืนหรือบัตรของขวัญมาให้เพื่อซื้อสินค้าเช่นหนังสือในอะเมซอนด๊อทคอม
หรือเป็นคูปองอาหารจาก Costco
แต่ไม่จำเป็นต้องไปเอาระยะทาง(miles)หรือแต้ม(points)เพราะสิ่งเหล่านี้จำกัดในเรื่องสินค้าหรือให้ไปพักตามโรงแรมที่ถูกกำหนดเท่านั้น
ที่สำคัญอย่าไปสนใจในอัตราดอกเบี้ยจากคาร์ดเพราะเมื่อคุณจ่ายครบถ้วน
ตามกำหนดเวลาคุณก็จะไม่เสียดอกเบี้ยใดๆ คุณจะทราบได้อย่างไรว่าคาร์ดบริษัทไหนให้ประโยชน์กับคุณ
เข้าไปดูได้ที่
www.cardtrack.com และคลิกเข้าไปที่ search cards.
แต่ข้อสำคัญคุณจะต้องมีวินัยคือจ่ายหนี้คาร์ดให้หมดทุกเดือน
รวมทั้งอย่าเห็นว่าเป็นพลาสติกคิดจะซื้ออะไรก็ซื้อโดยไม่จำเป็นแก่ตัวเอง
เป็นยังไงครับ แนวทางที่นักเขียนด้านการเงินแนะนำ
ผมคิดว่าน่าจะนำไปปรับใช้ได้เพื่อความอยู่รอดแห่งยุคสมัย.....อ่านต่อ
|