----------------------------------------------คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่----------------------------------------
6 ตุลาคม อย่าหลงประเด็นกับไอ้หมัก
วันก่อนผมไปงานระดมทุนช่วยเหลือวัดพุทธิชิโนฮิลส์
จัดขึ้นที่ศูนย์ชุมชนเมืองอาร์เคเดีย รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้พบกับพรรคพวกหลายคนอาทิเช่นคุณวิรัช
เต็มสงสัย อดีตนายกสมาคมไทยทักษิณ,คุณบุญเรือง เกตุพงษ์สุดา และที่ไม่ได้เอ่ยนามอีกหลายคน
เรื่องที่คุยกันไม่พ้นการเมือง
การจัดตั้งรัฐบาล ที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรี โดยเฉพาะการเรียกชื่อคนอย่างเช่นนายสมัคร
สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีมหาดไทย คนในเมืองไทยส่วนใหญ่ไม่เรียกทั้งสองคนว่าท่านสมัครหรือท่านเฉลิม อย่างดีก็เรียกว่าสมัครหรือหากเป็นลูกพรรคก็จะเรียกว่าหัวหน้าหมายถึงนายสมัครตอนเป็นหัวหน้าพรรคประชากรไทย
หรือผู้กองเหลิมหรือเหลิม ดาวเทียม
อีกส่วนหนึ่งพวกเราได้ยินคำว่าไอัหมัก และไอ้เหลิม เป็นหลัก โดยเฉพาะคนทำหนังสือพิมพ์เวลาคุยกันข้างนอก เรียกไอ้หมักและไอ้เหลิมล้วนๆ
วัฒนธรรมการเรียกชื่อคนนำหน้าว่าไอ้นั้นพอจาระไนให้ฟังได้ว่า ข้อแรกเป็นเพื่อนสนิทกัน
ไม่เพียงแต่คำว่าไอ้เท่านั้น
ยังมีคำว่ากู-มึง นี่แสดงให้เห็นถึงความสนิทชิดเชื้อ
ในหมู่เพื่อนสนิทจะไม่มีคำว่าคุณหรือผมให้ได้ยิน
ข้อสองเรียกเพราะความไม่ให้ความเคารพนับถือ
แม้ว่าแม่งจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือแม่งจะเป็นรัฐมนตรีมหาดไทยก็ตาม
ข้อสามบางทีเรียกเพราะความเกลียด
จะเติมสร้อยเข้าไปด้วย ตัวอย่างเช่นไอ้สั-ว์หมัก
หรือ
ไอ้เหี้- หมักเป็นต้น เพื่อนผมบางคนที่เป็นชาวใต้เวลาพูดคุยกันจะออกคำว่า ย.ม. นำหน้าขึ้นมาก่อนเลยเป็นสร้อยข้างหน้า
บางครั้งก็จะต่อเติมสร้อยข้างหลังเป็นภาษาใต้ออกมาทันที
อย่างเช่นไอ้จุก คนหลังสวน ชุมพรเคยมีอาชีพเป็นกัลบก มิสเตอร์จุกคนนี้ชื่อจริงคือเชวง
ภริตานนท์ ทำงานเป็นช่างภาพสมัยก่อน 6 ตุลาคม 2519 อยู่หนังสือพิมพ์รวมประชาชาติ ที่ผมทำอยู่ ไอ้จุกเป็นน้องชายแท้ๆของคุณกำแหง
ภริตานนท์(ผู้ล่วงลับ-และคุณกำแหงก็เป็นนักศึกษารุ่นพี่ของผมเอง) เวลาไอ้จุกมันโกรธมันจะเติมสร้อยออกเป็นภาษาใต้ว่า
ไอ้ เหย็ด...แหม ลากเสียงยาวๆและดังอีกต่างหาก
ทำให้ทุกคนต้องหันไปมอง เพื่อนหลายคนก็ชอบกระเซ้าเหย้าแหย่มันเป็นประจำ
แหย่ไปแหย่มาโมโหกันก็มี
คนอย่างนายชวน หลีกภัย เพื่อนร่วมรุ่นนิติศาสตร์ มธ.2501 ของไอ้หมัก
ไม่มีใครเรียกว่าไอ้ชวนมีแต่เรียกด้วยความยกย่องเคารพนับถือว่าท่านชวน หากเป็นลูกพรรคประชาธิปัตย์สายใต้ที่สนิทกันก็จะเรียกพี่ชวน หรือออกสำเนียงใต้ว่าปี้จวน
ในวันแถลงนโยบายในสภาที่ไอ้หมักบอกว่าเหตุการณ์
6 ตุลาคมมีคนตายเพียงคนเดียวเพราะมันไปสนามหลวงเห็นเพียงคนเดียวจริงๆ ผมคิดว่าอย่าไปต่อล้อต่อเถียงให้มันพูดของมันไปตามที่มันได้พบเห็น
คนเดียวก็คนเดียว ผมคิดว่าอายุมัน 73 ปีเข้าไปแล้ว มันจึงจัดรายการชิมไปบ่นไป เพราะคนบ่นส่วนใหญ่มักจะแสดงให้เห็นว่าเป็นคนแก่ไปแล้วคือบ่นโน่น บ่นนี่
จนลูกหลานเอือมระอา อาจเป็นไปได้ว่าโรคอัลไซเมอร์กำลังถามหามัน
ดีนะที่มันยังจำได้ว่ามันเป็นรัฐมนตรีมหาดไทยหลังเหตุการณ์
6 ตุลาคม 2519 คือเป็นรัฐมนตรีมหาดไทยในรัฐบาลหอย(นายธานินทร์
กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรีขณะนั้นบอกว่ารัฐบาลเปรียบเสมือนหอยที่ถูกห่อหุ้มไว้โดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน
ตามประวัติแล้วนายธานินทร์เป็นลูกของนายแห กรัยวิเชียร เจ้าของโรงรับจำนำแถวสี่แยกแม้นศรี
)
ไอ้หมักได้รับแต่งตั้งวันที่
22 ตุลาคม 2519 ห่างกันเพียง 15 วันเท่านั้น
หน้าที่รัฐมนตรีมหาดไทยคือเข้ามาบริหารบ้านเมืองดูแลความสงบเรียบร้อยหลังเหตุการณ์ปิดประตูธรรมศาสตร์สังหารหมู่ในวันนั้น
พ่อแม่พี่น้องครับ.....(ผมพูดแบบนักการเมืองตอนหาเสียง)มันเป็นรัฐมนตรีมหาดไทยตอนนั้นมันจะไม่รู้ตัวเลขคนตาย
คนเจ็บหรือคนถูกจับกุมบ้างเลยหรือ
ถ้ามันจำไม่ได้ไม่มีตัวเลขอะไรทั้งสิ้นก็น่าจะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดควายที่ยังไม่พัฒนามากกว่า
ควายตอนนั้นยังไม่พัฒนาครับ
แต่ทุกวันนี้เมืองไทยมีควายที่พัฒนาแล้ว เช่นหมู่บ้านควายที่นายประภัทร
โพธสุธน สร้างขึ้นที่สุพรรณบุรี หากใครเคยไปเห็นไปดูจะชอบใจเพราะทุกวันนี้ควายพัฒนาแล้วและสอนได้
แต่ไอ้หมักยังไม่พัฒนา ยังสอนไม่ได้และก็จะไม่มีวันสอนได้สำหรับไอ้มันคนนี้
หรือว่ามันต้องการลบประวัติศาสตร์ที่เปื้อนเลือดของประเทศไทยตรงจุดนี้ หากมันต้องการตรงนี้ ก็นี่ล่ะคือสันดานไอ้หมัก
มันไปสนามหลวงมันต้องเห็นเลือด เห็นคนถูกเผาทั้งเป็น วิญญาณเหล่านั้นอาจจะยังคงมาหลอกหลอนอยู่ใต้จิตสำนึกของมัน
มันจึงไม่อยากรู้ ไม่อยากเห็น และอยากให้ลบไปจากความทรงจำ
แต่ความทรงจำจะลบไม่ได้จนกว่าไอ้หมักจะตายตกตามไป
คนปากพล่อยแบบนี้เราจะพูดดีด้วยไม่ได้
ไม่เกิดประโยชน์ มีอย่างเดียวคือการวิจารณ์-ตอบโต้-ขุดความชั่วของมันออกมาตีแผ่ วิธีการนี้เป็นแบบเกลือจิ้มเกลือ เพราะคนอย่างไอ้หมักไม่ต้องไปรบด้วยวิชากองโจร ต้องรบแบบกฎหมายของพระเจ้าฮัมมูราบีแห่งอาณาจักรบาบิโลเนีย(1792-1750
BC) ที่บอกว่าใช้วิธี ตาต่อตา ฟันต่อฟัน (An Eye
for an Eye,a Tooth for a Tooth)
แม้การอภิปรายในสภา นายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะอภิปรายอย่างไร จะอายุน้อยแค่ไหน
ก็ไม่ใช่ประเด็นที่จะหยิบยกเอามาพูดข่มกัน เพราะประวัติศาสตร์ชาติไทยทุกคนสามารถศึกษาค้นคว้าได้ หรือว่าไอ้หมักไม่ต้องเรียนประวัติศาสตร์ก็สามารถระลึกชาติได้หมด
ต่อไปนายอภิสิทธิ์ก็จะได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาถือเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติและศักดิ์ศรีตามฐานะ เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าไอ้หมักไม่รู้ มันรู้ทั้งรู้แต่เพราะโรคอัลไซเมอร์กำลังเจาะหัวมัน ทำให้มันต้องผายลมทางปากตลอดเวลา
เหตุการณ์ประวัติศาสตร์
6 ตุลาคม 2519 ของประเทศไทย
ผมก็อยากให้มีการชำระกันใหม่ เพราะเพียง 32 ปีที่ผ่านมายังมีความพยายามบิดเบือน
แล้วอนาคตภายหน้ามันจะไม่สูญหาย
คนเลวกลายเป็นคนดี และความชั่วคือความถูกต้องหรอกหรือ
พูดถึงการชำระประวัติศาสตร์
ผมได้รับบทความที่เขียนโดย ดร.ธงชัย วินิจจะกูล เรื่องอย่าหยุดแค่นายสมัคร ตีพิมพ์ครั้งแรก ในนสพ.กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2551โดยสรุปก็คืออาจารย์ธงชัยซึ่งเป็นผู้นำนักศึกษาขณะนั้นและเป็นผู้ถูกจับกุมด้วย
18 คน ต้องการให้สืบสาวราวเรื่องทั้งหมดเพราะเหตุการณ์นี้ไม่ได้มีเพียงนายสมัครเพียงคนเดียว
ยังมีหลายระดับเข้าไปเกี่ยวข้อง
ปัจจุบันดร.ธงชัยเป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์อยู่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ผมว่าท่านน่าจะเป็นผู้นำในการชำระประวัติศาสตร์
อีกทั้งท่านได้พบประสบการณ์ตรงตั้งแต่ต้นจนทุกวันนี้ ส่วนผมทำงานหนังสือพิมพ์ก็ต้องขอลุยไอ้ตัวที่บืดเบือนไว้ก่อนเพราะเป้ามันชัดเจน
หน้าที่ในส่วนของหนังสือพิมพ์คือไปคัดลอกสารานุกรม วิกิพีเดียมาลงตีพิมพ์ให้ได้อ่านอีกในส่วนที่
3 โปรดเปิดไปอ่านได้ครับจะได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรบ้างแม้จะยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม
อากให้ผู้อ่านได้มองห็นภาพครับ.....อ่านต่อ
|