----------------------------------------------คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่----------------------------------------
6 ตุลาคม 2519: สมัคร สุนทรเวช
บิดเบือนประวัติศาสตร์ที่ตัวเองเกี่ยวข้อง
ความจริงแล้วห้วงเวลานี้เป็นห้วงของวาเลนไทน์
ว่าด้วยเรื่องของความรัก การมอบความรักแก่กันและกัน
แต่เมื่อมีการบิดเบือนประวัติศาสตร์อย่างจงใจจำเป็นต้องออกมาบอกความจริงแก่ผู้อ่านที่ไม่ทราบข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ คนที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์มากมายและรับรู้กันทั่วโลก
ยังไม่ลืมเหตุการณ์นั้นง่ายๆ
เรื่องเกิดจากนายสมัคร สุนทรเวช
นายกรัฐมนตรี(ต่อไปผมจะเรียกว่ามันกับไอ้หมักเป็นหลัก)ให้สัมภาษณ์แดน
รีเวอร์ส์ (Dan Rivers)โฆษก CNN ในรายการ Asia Talk
เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์บอกว่าเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม
2519 นั้นมีคนตายคนเดียวแล้วถูกนำมาเผาแล้วเผาอีก (ผมนำบันทึกมาลงไว้ในส่วนสามของฉบับนี้เพื่อจะได้ศึกษาข้อเท็จจริงและภาพถ่ายที่เกิดขึ้น)
เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นการจัดตั้งเพื่อล้างแค้นขบวนการนิสิตนักศึกษาและประชาชนโดยตรง
หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 การจัดตั้งดังกล่าวได้เกิดขบวนการขวาพิฆาตซ้ายประกอบด้วยกลุ่มนวพล,กระทิงแดง,ลูกเสือชาวบ้าน,ชมรมแม่บ้าน,ชมรมวิทยุเสรีมีสถานีวิทยุยานเกราะและพ.อ.อุทาร
สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นแกนนำโดยใช้กำลังตำรวจตชด.เข้าล้อมปราบ กลุ่มเหล่านี้มาจากการจัดตั้งของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.)
เหตุการณ์เริ่มจากจอมพลถนอม
กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกโค่นอำนาจและถูกขับออกนอกประเทศในเหตุการณ์วันที่
14 ตุลาคม 2516 เดินทางจากสิงคโปร์เข้าประเทศไทยโดยบวชเป็น
สามเณรถนอมเข้ามา ต่อมาบวชเป็นพระที่วัดบวรนิเวศจึงเกิดการต่อต้านขึ้นมา กลุ่มต่อต้านที่นครปฐมถูกแขวนคอ 2
ศพ เป็นเหตุให้เกิดการประท้วงใหญ่ตามมา
มีการจัดเล่นละครล้อเลียนผู้ถูกแขวนคอที่ลานโพธิ์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามด้วยภาพแต่งเติมถูกนำไปตีพิมพ์ในนสพ.ดาวสยามและบางกอกโพสต์
ไปวาดหุ่นให้เหมือนสมเด็จพระบรมฯเข้าก็เลยตีปี๊บกลายเป็นเรื่อง กล่าวหาว่ามีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพขึ้นมา
รวมทั้งเป็นพวกคอมมิวนิสต์ที่จะยึดครองประเทศไทย นี่ล่ะครับการใช้สถาบันมาเป็นประโยชน์แก่พวกตน
ระหว่างนั้นผมทำงานประจำอยู่โต๊ะข่าวนสพ.รวมประชาชาติ ตรงข้ามโรงเรียนสันติราษฎร์บำรุง ก็ไม่ได้ไปไหนล่ะครับเฝ้าข่าวและโต๊ะข่าวตลอดเวลา ส่วนนักข่าวและช่างภาพก็ออกสนามเพื่อทำข่าว
นักข่าวใหม่คนหนึ่งคือคุณสาจิต
(ผมจำนามสกุลไม่ได้)จบนิเทศศาสตร์จุฬาฯมาและให้ไปทำข่าวที่สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยความที่ยังสลัดคราบนักศึกษาออกไม่พ้น
เขาก็เข้าไปร่วมกับฝูงชน ถูกจับกุมและถูกทำร้ายไปด้วย
เรื่องนี้เรามาทราบกันภายหลังจากที่เหตุการณ์คลี่คลาย แต่กว่าจะมารับรู้ก็นานมากครับเพราะห้วงนั้นต่างคนต่างหนี ด้วยภัยกำลังจะมาถึงตัว คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินนำโดยพลเรือเอกสงัด
ชลออยู่(จอว์สใหญ่)สั่งปิดหนังสือพิมพ์ระหว่างวันที่ 6-8 ตุลาคม 2519
หนังสือพิมพ์รวมประชาชาติที่ผมสังกัดอยู่ไม่ได้รับอนุญาตให้เปิด
นักศึกษา นักหนังสือพิมพ์ นักวิชาการและปัญญาชนถูกกวาดล้าง เป็นการผลักดันให้คนเหล่านี้หนีเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.)
กว่าจะดึงกลับมาสู่เมืองได้ก็ใช้เวลาพอสมควรโดยคำสั่งที่ 66/23 ในสมัยพลเอกเปรม
ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีให้ทุกคนกลับเข้ามาร่วมกันพัฒนาประเทศ
จากพ.ศ.2519 ถึงพ.ศ. 2523
เป็นเวลา 4 ปีเศษที่รัฐบาลต้องหันมาต่อสู้กับกองกำลังที่เพิ่มขึ้นของพคท.
สำหรับไอ้หมักนั้นมันเป็นคนปากหมาตลอดกาลคือมีปากไว้ผายลมแทนรูทวารหนักเท่านั้น อย่างเช่นในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ไอ้มันคนนี้(สำนวนไอ้หมัก)บอกว่าในมหาวิทยา
ลัยธรรมศาสตร์มีอุโมงค์ส้องสุมอาวุธไว้เพียบ คือมีปากก็พูดไปไม่คำนึงถึงว่าเป็นการเนรคุณสถาบันที่ประสิทธิ์ประศาสน์วิชาแก่ตัวเองมาก่อน
พูดแบบขอให้คนอื่นฉิบหายไว้ก่อนและไม่เคยมีการขอโทษ
ไม่มีการแก้ไขในสิ่งผิด นี่คือสันดานไอ้หมัก
ผมก็ไม่ทราบว่าไอ้มันคนนี้เป็นลูกพระยามาจากขุมไหนถึงได้มีแต่สำรอกแบบพวกไพร่ตลอดมา
มิน่าเล่าเมื่อสัปดาห์ก่อนจึงมีตัวเหี้ยไปสังวาสกันในสระน้ำข้างห้องทำงานของมันในทำเนียบ
คงเป็นสัตว์คู่บุญบารมีของไอ้หมักแน่ๆเลย
เหมือนเช่นการให้สัมภาษณ์
CNN ก็เช่นกัน ผมเห็นว่าเป็นการจงใจบิดเบือนประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ไอ้หมักไม่รู้ข้อเท็จจริง แต่ต้องการยั่วยุตามสันดานดิบที่ขุดไม่ออกจากสมองของมัน มันเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อ Reputation
ของมันเองในฐานะที่มันเป็นนายกรัฐมนตรี หนักเข้าเสียหายต่อประเทศไทยโดยรวม
เพราะนักข่าวต่างประเทศมีข้อมูลอยู่ในมือเต็มเปี่ยมต้องดูหมิ่นดูแคลนประเทศไทยที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นพวกพันธุ์ปากพล่อย
หลังเหตุการณ์ครั้งนั้นไอ้หมักยังได้ดีขึ้นไปอีก
เป็นรัฐมนตรีมหาดไทยในสมัยที่นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี
แต่อยู่ได้ไม่นานเพราะนายธานินทร์ประกาศว่าประชาธิปไตยของประเทศไทยจะต้องใช้เวลา
12 ปี หมายความว่าพวกเขาจะอยู่ในอำนาจ
12 ปี จากนั้นหมดอำนาจโดยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี
คนที่มีส่วนร่วมหรือประสบการณ์ตรงเวลานั้นโดยเฉพาะนิสิตนักศึกษาอาทิเช่น
สุธรรม แสงประทุม ขณะนั้นเป็นเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(ติดคุกอยู่
3 ปี) ,น.พ.
สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี(หนีเข้าป่า),จาตุรนต์ ฉายแสง ฯลฯ คนเหล่านี้เคยอยู่พรรคไทยรักไทย
บางคนก็แปลงมาเป็นพรรคพลังประชาชนและได้ดิบได้ดีกันในรัฐบาลทักษิณและรัฐบาลปัจจุบัน พวกเขาไม่ออกมาตอบโต้ไอ้หมักแน่นอน แม้ว่าพวกเขาจะถูกมันกระทำอย่างโหดเหี้ยมเพราะพวกเขากลายเป็นสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์ไปแล้ว ยอมที่จะอยู่ร่วมสังวาสกับคนถ่อยสถุลอย่างไอ้หมัก
นอกจากนี้ยังมีคนดีๆอีกหลายคนที่อยู่นเหตุการณ์โดยตรงอาทิเช่น
ประยูร อัครบวร, ดร.ธงชัย วินิจกุล (ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนอยู่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน)
ฯลฯ ผมก็จำได้ไม่หมด
คนที่ประสบชะตากรรมร้ายแรงมากกว่าคนอื่นคือ
อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ขณะนั้นเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถูกทำร้ายร่างกายและต้องออกมาลี้ภัยการเมืองนอกประเทศจนถึงแก่อนิจกรรม
เมื่อสถานการณ์คลี่คลายผมได้ออกหนังสือพ็อตเก็บบุ้ครวมเรื่องสั้นและบทกวีมาเล่มหนึ่งชื่อ
ฆาตกรรมเดือนตุลา ปกหลังทางสำนักพิมพ์นำรูปนักศึกษที่ถูกแขวนคอและเมื่อเป็นศพแล้วยังถูกรุมทำร้ายด้วยความหื่นกระหายของฝูงชน
ทั้งๆที่คนเหล่นี้ผมเชื่อว่าไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ นี่คือเมืองคนพุทธแต่จิตใจหยาบช้าอำมหิตยิ่ง
ผมเชื่อว่าพวกที่ทำร้ายนักศึกษาวันนั้นก็คงไม่ตายดี ดูอย่างไอ้ผู้พันตึ๋งหรือพันตรีเฉลิมชัย
มัจฉากล่ำ หัวหน้ากระทิงแดง นักเลงอาชีวะหมายเลข 1 พอศาลตัดสินสั่งประหารชีวิต(ในคดีฆ่าผู้ว่ายโสธร)มันขี้ราดออกมาทันที
สำหรับบทกวีที่เขาคัดย่อมาลงปกหลังหนังสือผมเขียนไว้ตั้งแต่เหตุการณ์
14 ตุลาคม 2516 ดังนี้
เสรีภาพ
เป็นรางวัลของการต่อสู้
เป็นของขวัญราคาแพง
มันถูกซื้อมาด้วยสีแดงของเลือด
ความเข้มข้นของจิตใจ
และหยาดน้ำตาแห่งความแค้น
ของผู้อยู่เบื้องหลัง
.....อ่านต่อ
|