สมัคร สุนทรเวช ในระหว่างการสนองพระบรมราชโองการ

รัฐบาลนอมินีไม่ต้องคิดอะไรมาก

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 28 มกราคมมี ยงยุทธ ติยะไพรัช  เป็นประธานฯมีวาระสำคัญคือการเสนอชื่อผู้เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ ก็เป็นไปตามความคาดหมายที่ สมัคร สุนทรเวช ได้รับเสียงจากสภา 310 เสียง ขณะที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ลงแข่งได้รับเสียง 163 เสียง งดออกเสียง 3 คนและขาดประชุม 1 คนคือม.ร.ว.กิติวัฒนา ไชยันต์ ส.ส.สัดส่วนจากพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ป่วยและพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล

วันที่ 29 ม.ค.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายร่างประกาศพระบรมราชโองการ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ซึ่งผู้ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคือนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่  25 ของประเทศไทย

สมัคร สุนทรเวช อายุ 73 ปี หลังจากเข้าสู่วงการเมืองมาเกือบ 40 ปีจึงขึ้นสู่จุดสูงสุดในฝ่ายบริหาร ถือเป็นความสมหวังของชายชรา

ชายชราอย่างสมัคร สุนทรเวช จึงเข้ามาประจวบเหมาะกับหนังเรื่อง No Country for Old Men  ที่ได้รับรางวัล the Screen Actors Guild Awards ประกาศไปเมื่อวันที่ 27 มกราคมที่แอล.เอ.  หนังเรื่องนี้อาจได้รับรางวัลออสก้าร์ในงานประกาศผลรางวัลวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้

ตามหลักแล้วหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีจะต้องบริหารประเทศทุกด้านทุกทางในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร  แต่ Agenda ที่สมัคร สุนทรเวช วางไว้คือแม้จะเป็นนายกรัฐมนตรีก็จะปฏิบัติตัวตามปกติ  เช่นารจัดรายการ "สนทนาประสาสมัคร" ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ อยู่ในระหว่างการหารือว่าจะดำเนินการอย่างไร และออกอากาศวันไหน เบื้องต้นอาจเลื่อนจากวันเสาร์ไปเป็นวันอาทิตย์

จะมีการจัดรายการอาหารเหมือนเดิม แต่จะเปลี่ยนรูปแบบเป็นการพูดคุยการทำอาหาร เพราะเป็นการประชาสัมพันธ์อาหารไทยให้เป็นที่รู้จักต่อไป นอกจากนั้นยังมีแนวคิดจะจัดรายการนำเที่ยวเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเช่นเดียวกับที่ผู้นำบางประเทศปฏิบัติอยู่  

หลังการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเสร็จสิ้นสมัคร สุนทรเวช ก็เดินทางไปยังตลาด อตก. เพื่อจ่ายตลาดนำไปประกอบอาหารตามปกติ ไม่ได้มีการจัดเลี้ยงใดๆ แต่จะไปซื้อซี่โครงไก่นำมาต้มกับฟักเพื่อการประหยัดหรือไม่นั้นยุคนี้คงไม่มีเพราะฐานะของสมัคร สุนทรเวช ดีกว่าเดิมมากเพราะท่อน้ำเลี้ยงท่อใหญ่นั่นเอง

ขณะเดียวกัน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ไม่ปฏิเสธตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้ใครจะอยู่ในตำแหน่งไหนก็ได้ เพราะเป็นรัฐบาลที่เป็น”นอมินี” ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คนที่สั่งการแท้จริงในด้านนโยบายไม่ใช่คณะรัฐมนตรีชุดนี้  สมัคร สุนทรเวช จึงจะต้องปฏิบัติตัวไปตามปกติ คือหนักไปทางการจัดรายการทีวีตามที่ตนถนัด  หรือหมอสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี  ก็ต้องถือมีดหมอมาเยียวยาทางด้านเศรษฐกิจ

ทุกอย่างมีการกำหนดไว้เรียบร้อยเป็น Agenda หมด ตัวอย่างเหล่านี้จะเห็นได้ชัดเจนขึ้น ดังนี้

1.การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคมผ่านไป พรรคพลังประชาชนที่มีทุนหนักจากอดีตพรรคไทยรักไทยได้รับเลือกตั้งมากกว่าพรรคอื่นๆมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล

2.คุณหญิงพจมาน ชินวัตร เดินทางกลับเข้าประเทศไทย  มามอบตัวสู้คดีทุจริต หลังจากศาลมีหมายจับซึ่งก็ตั้งหลักอยู่นอกประเทศระยะหนึ่ง จนกระทั่งคนไทยอยู่ในความโศกเศร้าเมื่อสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ ฯสิ้นพระชนม์  โอกาสนี้เหมาะที่สุดเพราะไม่มีใครออกมาต่อต้านแน่นอน ยิ่งอ้างเหตุผล 1 ใน 3 ข้อว่าเข้ามากราบพระศพ การต่อต้านก็จะลดน้อยลง

การกลับมาของคุณหญิงพจมานจะต้องมีการ”เจรจา”ล่วงหน้าเพื่อรอ”ไฟเขียว”  เมื่อมอบตัวแล้วต้องได้รับการประกันตัวออกมาเพื่อสู้คดี   หากไม่ได้รับการประกันตัวคุณหญิงพจมานก็คงไม่กลับเข้ามา

3.คุณหญิงพจมานคือสตรีผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังการเมืองยุคพรรคไทยรักไทยตลอดมา จนได้รับฉายาว่า”นายหญิง” คู่กับ”นายใหญ่”เพราะทั้งคู่คือ”นายทุนพรรค”  การกลับเข้ามาย่อมมีส่วนสำคัญในการกำหนดแนวทางรัฐบาลพรรคพลังประชาชนร่วมกับพรรคการเมืองอื่นๆ

4.มีข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะกลับเข้าประเทศไทยเดือนพฤษภาคม เพื่อมอบตัวสู้คดี หลังจากได้รับการประกันตัวแล้วก็จะไปบวชวัดยานนาวาหรือวัดใดวัดหนึ่ง อย่าลืมว่าข่าวนี้เป็นไปได้สูง ขอให้ถือตามภาษิตไทยที่ว่า”ไม่มีมูล หมาไม่ขี้”  หากไม่มีมูล  ข่าวนี้ก็จะแพลมออกมาไม่ได้

อาจเป็นข่าวโยนก้อนหินถามทางเพื่อดูปฏิกิริยาจากผู้คนทั่วไปและปฏิกิริยาจากการต่อต้านว่าจะมีมากน้อยแค่ไหน

อย่าลืมว่าสังคมไทยมักจะใช้”พระ”นำหน้าเสมอไม่ว่าจะเป็นการเกิด การตายรวมมาถึงการเมือง  เช่นจอมพลถนอม กิตติขจร ยอมลงทุนบวชเณรกลับเข้ามาประเทศไทย ก็ถือว่าใช้ผ้าเหลืองบังหน้าเพื่อหลบภัยการเมือง ไม่เช่นนั้นเข้ามาไม่ได้จะมีการประท้วงต่อต้านอย่างหนัก

อย่างไรก็ตามการเป็นเณรถนอมกลับเข้ามาเมื่ออายุ 67 ปีกลายเป็นเงื่อนไขให้เกิดการประท้วงของนิสิตนักศึกษาประชาชน เป็นการล้อมปราบ”พวกญวน”และ”พวกคอมมิวนิสต์”ที่สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนเกิดเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519  ซึ่งถือว่ามีการ”กำหนด”ไว้ล่วงหน้า เพื่อแก้แค้นเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516

 

5.มองย้อนกลับไปประวัติศาสตร์เรื่องการใช้”ผ้าเหลือง”เพื่อให้พ้นภัย หากศึกษาเพิ่มเติมจะเห็นได้ว่า ภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย(รัชกาลที่ 2 ) แห่งราชวงศ์จักรีเสด็จสวรรคตซึ่งพระองค์ไม่ได้ทรงแต่งตั้งใครขึ้นครองราชย์แทน และตอนนั้นก็ยังไม่มีกฎเกณฑ์เรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ แต่หากมองตามหลักความเป็นจริง สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎสมมุติวงศ์ พงอิศวรกระษัตริย์ ขัติยราชกุมาร พระโอรสองค์ใหญ่ของรัชกาลที่ 2 กับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี จะต้องได้ขึ้นครองราชย์

แต่ก็มีโอรสองค์ใหญ่อีกองค์หนึ่งที่เกิดก่อนคือพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ พระเจ้าลูกยาเธอของรัชกาลที่ 2 กับเจ้าจอมมารดาเรียม (ภายหลังได้รับการสถาปนาเป็น กรมสมเด็จพระศรีสุราลัย)ขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทำให้สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ (ซึ่งเป็นพระราชโอรสอันเกิดจากสมเด็จพระราชินี ไม่ใช่เจ้าจอม) ขณะนั้นทรงผนวชอยู่ เลยไม่ยอมสึกขออยู่ในผ้าเหลืองต่อ

ในวงการประวัติศาสตร์ถือว่าพระองค์ทรงหลบหนีภัยการเมืองเพราะหากสึกออกมา อาจจะต้องมี”ศึกราชบัลลังก์”ก็ได้  เมื่อรัชกาลที่ 3 เสด็จสวรรคต ในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2394 พระราชวงศ์และเสนาบดีมีมติเห็นชอบให้ถวายราชสมบัติแก่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎ จึงได้ให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ไปเฝ้าเจ้าฟ้ามงกุฎ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร แต่พระองค์ตรัสว่า ถ้าจะถวายพระราชสมบัติแก่พระองค์จะต้องอัญเชิญสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ขึ้นครองราชย์ด้วย เนื่องจากพระองค์ทรงเห็นว่าเป็นผู้ที่มีพระชะตาแรง ต้องได้เป็นพระมหากษัตริย์

ดังนั้นในสมัยที่พระองค์ครองราชย์จึงมีสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (สมเด็จเจ้าฟ้าจุฑามณี)เป็นพระเจ้าแผ่นดินด้วย  นักประวัติศาสตร์ตีความว่ารัชกาลที่ 4 ทรงมีพระกุศโลบายทางการเมืองที่ดีเพื่อไม่ให้พระเจ้าน้องยาเธอ (พูดภาษาชาวบ้านก็คือพ่อแม่เดียวกัน)ทรงเสียพระทัย

การเมืองหลังรัชกาลที่ 2 นั้นผมคิดว่าคงเข้มข้นทีเดียว แม้กระทั่งสุนทรภู่หรือพระสุนทรโวหารกวีเอกของไทยก็ขาดที่พึ่ง ดังที่ท่านได้เขียน”นิราศภูเขาทอง”ซึ่งจะหยิบยกมาให้เห็นภาพที่สุนทรภู่ต้อง

”กระเจิง”เหมือนกันว่า

เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตลบ

ละอองอบรสรื่นชื่นนาสา

สิ้นแผ่นดินสิ้นรสสุคนธา

วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์

ดูในวังยังเห็นหอพระอัฐิ

ตั้งสติเติมถวายฝ่ายกุศล

ทั้งปิ่นเกล้าเจ้าพิภพจบสกล

ให้ผ่องพ้นภัยสำราญผ่านบุรินทร์

จะเห็นได้ว่าสุนทรภู่ไม่แต่เพียงทรงคิดถึงรัชกาลที่ 2 เท่านั้น ยังภาวนาให้พระราชโอรสของพระองค์ “ทั้งปิ่นเกล้าเจ้าพิภพจบสกล ให้ผ่องพ้นภัยสำราญผ่านบุรินทร์” อีกด้วย

                ตอนนี้จะชอบหรือจะชัง สมัคร สุนทรเวช ก็ไม่มีทางเลือกเขาจะต้องเป็นนอมินีต่อไป แต่หากสมัคร สุนทรเวช ดื้อทางการเมืองไม่ฟังใครแม้กระทั่ง”นายทุน”หนุนก้นให้ออกมารับหน้าแทน  ตรงนี้ปัญหาวิกฤตทางการเมืองก็จะเกิด  หรือสมัครใช้”ปาก”ล่อใครต่อใครในพรรคร่วมรัฐบาล วิกฤติก็จะเกิด

                เอาล่ะครับการเมืองย่อมเปลี่ยนแปลงเสมอ  ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ว่าแน่ๆอย่างทักษิณ ชินวัตร ยังเปลี่ยนมือได้ ดังนั้นก็ควรเปิดโอกาสให้สมัคร สุนทรเวช ใช้”ปาก”บริหารประเทศไปก่อนในโลกนี้ล้วนเป็นอนิจจังทั้งนั้น.....อ่านต่อ

 

 
 
 
 
 

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy Editor USA How to Laws&Immigrations American Ways Interview Columns Once upon the times tupna Society&Business Business Society Special Reports Sports Decoded destiny Letter to Editor Leter From Thailand Cartoon Shopping