การเมืองกับอิทธิพลของท้องถิ่น
ฉบับที่แล้วผมเกริ่นไว้ว่าผมจะเชิญพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ
เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์มาลงในคอลัมน์นี้ เมื่อพิจารณาแล้วผมได้นำพระนิพนธ์นี้ไปลงเป็นเอกเทศในบทความพิเศษจะเหมาะสมกว่า
โปรดเปิดไปอ่านได้ในส่วนที่ 2 ครับ
สิ่งที่น่าพูดถึงคือผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาทุกคนอยากทราบคะแนนของแต่ละพรรคการเมืองและล่าสุดเมื่อวันที่
31 ธันวาคมที่โรงแรมเอส ซี ปาร์ค คุณสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนก็ประกาศจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับอีก
3 พรรคประกอบด้วย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา (รช.) พรรคมัชฌิมาธิปไตย (มฌ.) และพรรคประชาราช
(ปชร.)รวม 254 เสียง
เหตุผลที่ต้องเร่งแถลงก่อนวันที่ 4 มกราคมตามกำหนดนั้นคุณสมัครบอกว่ามีความจำเป็น เพราะบรรยากาศขณะนี้ไม่สู้ดีนัก
โดยมีขบวนการของคนที่อยู่นอกวงการเมืองไม่ต้องการที่จะให้มีการจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จและมีอันต้องกระทบกระเทือน
ซึ่งไม่อยากทิ้งเอาไว้ให้เป็นเช่นนี้ ขณะเดียวกันมีข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ที่มีรัฐมนตรีบางคนออกมาพูดถึงการจัดตั้งรัฐบาลว่า
อาจจะมีมือที่มองไม่เห็นมาช่วยในการจัดตั้ง โดยผมอยากจะบอกว่า ความจริงมือที่มองไม่เห็นนั้น
ต้องการให้การตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จมากกว่า มีความพยายามที่จะยุบพรรคพลังประชาชน
ในทางการเมืองผมมองว่ามีเหตุปัจจัย 2 ประการที่ส่อเค้าให้คุณสมัครชิงธงประกาศจัดตั้งรัฐบาล
ประการแรกคุณบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพร้อมด้วยพรรคเพื่อแผ่นดินออกคำแถลงมา
5 ข้อให้พรรคพลังประชาชนยอมรับเงื่อนไข ก่อที่ 2 พรรคจะเข้าร่วมรัฐบาลด้วย
ทั้ง 5 ข้อสั้นๆก็คือ 1.ต้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ 2.ใครจะไปก้าวร้าวหรือละเมิดพลเอกเปรม
ติณสูลานนท์
ในฐานะประธานองคมนตรีไม่ได้ 3.จะต้องไม่มีการล้างแค้นหรืออาฆาตมาดร้ายเกิดขึ้น
4.คดีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะต้องเดินไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม
5. คตส.จะต้องไม่ถูกยุบ
ประการที่สอง กกต.ให้ใบแดงว่าที่ส.ส.บุรีรัมย์เขต 1 ของพรรคพลังประชาชนรวม
3 คน ใบแดงคือการตัดสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งของบุคคลทั้ง 3 รวม 1
ปี จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาและชดใช้ค่าเลือกตั้งในเขตด้วยฐานทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
คนอย่างคุณสมัครย่อมรู้ทิศทางการเมืองดีจึงชิงประกาศจัดตั้งรัฐบาลไว้ก่อน
พร้อมกับวางกรอบเวลาจัดตั้งรัฐบาลตามกรอบกฎหมาย คือหลังจากที่ กกต.ประกาศรับรองผล
วันที่ 4 มกราคม ก็จะเปิดสภาในวันที่ 22 มกราคม วันที่ 23-24 มกราคม
เลือกประธานสภา วันที่ 25-26 เลือกนายกรัฐมนตรี
ผมคิดว่าในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลโดยมารยาทแล้วต้องให้พรรคพลังประชาชนดำเนินการไปตามขั้นตอนเพราะได้รับเลือกมามากที่สุด
ใครจะชอบหรือไม่ชอบเราจะต้องยอมรับกติกามารยาทของระบอบประชาธิปไตย
ส่วนใครจะขัดขวางไม่ให้พรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลก็ถือเป็นสิทธิทางการเมืองเช่นกัน
หากเราให้คำจำกัดความไว้ว่าการเมืองคือการแสวงหาอำนาจ ซึ่งแน่นอนการแสวงหาอำนาจให้กับตนเองและพรรคตนเองย่อมไปทำลายอำนาจการเมืองของอีกพรรคหนึ่งหรือฝ่ายหนึ่ง
จากนั้นจะต้องรักษาอำนาจไว้ ผมจึงไม่แปลกใจหากพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคอื่นใดจะเข้ามาช่วงชิงอำนาจการจัดตั้งรัฐบาล
เพราะพวกเขาได้รับเลือกตั้งเข้ามาเช่นกัน
สิ่งที่ผมอยากพูดในฉบับนี้ขอให้ย้อนไปมองผลการเลือกตั้งที่ถือว่าลบล้างคำสบประมาทหลายประการ
ประกอบด้วย ประการแรกมักจะมีคนพูดเสมอว่าการทำรัฐประหารทำให้คนเบื่อหน่ายการเมืองและการเลือกตั้ง
เรื่องนี้ไม่จริงเพราะคนไปลงคะแนน 74 % ถือว่ามากทีเดียว แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและสนใจลงคะแนนเสียง
ประการที่สองพรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงมากขึ้นกว่าครั้งไหนๆคือ
165 เสียง ปกติปชป.จะคุมเสียงเฉพาะภาคใต้และกรุงเทพฯบางเขต แต่ผลเลือกตั้งที่ผ่านมาปชป.ได้คะแนนเสียงคนกรุงเทพฯและยังก้าวไปยังภาคตะวันออก
ภาคกลาง ภาคเหนือและภาคอีสานอีกด้วย
ประการที่สามพรรคพลังประชาชนคือพรรคแปลงร่างจากพรรคไทยรักไทย ยังคงได้คะแนนเสียงมากกว่าพรรคอื่นๆ ไม่ได้หมายความว่าคนรักทักษิณหรือพ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร หรือพรรคไทยรักไทย แต่คะแนนเสียงเหล่านี้เป็นคะแนนของรากหญ้าและคะแนนของอิทธิพลท้องถิ่นที่มีมาแต่โบราณ
ทำไมผมกล่าวเช่นนี้ เพราะอิทธิพลของท้องถิ่นนั้นขึ้นอยู่กับว่าพรรคการเมืองใดจะเข้าไปจีบได้
การจีบจะใช้เสน่หาจีบ,ใช้เงิน,ใช้สิ่งของหรือใช้คำมั่นสัญญาบางประการจีบก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ตัวอย่างเช่นสมมติว่าปู่ผมเป็นกำนัน
พ่อผมเป็นนายกเทศมนตรีท้องถิ่นและผมเป็นส.ส. ถ้ามีการเลือกตั้งผมก็ยังได้เป็นส.ส.อยู่ดี
สิ่งเหล่านี้สั่งสมกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด รุ่นลูกของผมอาจได้เป็นส.ส.อีกหากยังรักษาบารมีและอิทธิพลในพื้นที่ไว้ได้
ที่ผมพูดเช่นนี้ผมมีตัวอย่างให้เห็นกรณีพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาที่มีคุณสุวัจน์
ลิปตพัลลภ มีส่วนสำคัญอยู่เบื้องหลัง
คุณสุวัจน์เป็นหัวหน้าพรรคชาติพัฒนามาก่อนและถูกบีบให้ทิ้งพรรคเข้ามาอยู่กับพรรคไทยรักไทย อิทธิพลของคุณสุวัจน์ในโคราชยังมีอยู่ ดังจะเห็นได้จากผลการเลือกตั้งที่โคราช(อย่างไม่เป็นทางการ)
มีทั้งหมด 6 เขต ส.ส. 16 คน
พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาได้ส.ส.เข้ามา 5 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน
5 คน พรรคพลังประชาชน 5 คน และพรรคประชาธิปัตย์ 1 คน โคราชจึงเป็นการกระจายส.ส.ได้ชัดเจนที่สุด
หันไปมองจังหวัดสุพรรณบุรี คุณบรรหาร ศิลปอาชาและพรรคชาติไทยยังกวาดเรียบ
5 ที่นั่ง มองไปที่จังหวัดพิจิตรทั้งพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์และลูกชายคือคุณศิริวัฒน์
ขจรประศาสน์ เข้ามาในเขตสอง
ส่วนเขต 1 เป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์และพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา
ที่สุราษฎร์ธานีทั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายเชน เทือกสุบรรณ ลูกชายได้รับเลือกตั้งเข้ามา
ตัวอย่างเหล่านี้จะเห็นได้ว่าการเมืองต่างจังหวัดหรือในบางเขตเลือกตั้งนั้นขึ้นอยู่กับการปลูกฝังกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย คนที่คิดจะลงสนามเลือกตั้งในต่างจังหวัด แต่ไม่เคยมีผลงานในเขตนั้น,ไม่มีคนรู้จัก,ไม่มีหัวนอนปลายตีนหรือไม่มีคนผลักดันก็ยากที่จะประสบผลสำเร็จ
บางครั้งผลักดันแล้วแต่สู้กระสุนของฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ก็อาจหลุดได้เช่นกัน
หากเรายึดถือระบอบเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์วัดความเป็นประชาธิปไตย เราก็
จะต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง อีกทั้งการเมืองในระบบนี้ตามกติกาแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงทุก
4 ปี
ทุกคนมีโอกาสที่จะเข้าสู่สนามการเมือง แต่ละคนมีหุ้นส่วนการเลือกตั้งคนละ
1 คะแนนเท่ากัน
รัฐบาลในระบบนี้ย่อมมีดีตรงที่ผ่านเข้ามาจากเลือกตั้ง มีการยุบสภาได้
หรือนายกรัฐมนตรีประกาศลาออกได้ ขอให้วนเวียนอยู่แบบนี้ อย่าพยายามสร้างเงื่อนไขอื่นใดที่จะทำให้ระบบเลือกตั้งเบี่ยงเบนไป
ไม่เช่นนั้นเราก็อาจจะพบมือที่มองไม่เห็น(Invisible Hand)ของนายอดัม สมิทธ์ ยื่นเข้ามา คราวนี้กว่าจะได้เลือกตั้งกันคงอีกนาน.....อ่านต่อ
|