ใครจะเป็นรัฐบาลหลังเลือกตั้ง
ทำไมแม้วเรียกร้องรัฐบาลแห่งชาติ
ปัญหากล้วยๆครับ พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนมากเกินกว่ากึ่งหนึ่งของ
480 ย่อมมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลและเข้าบริหารประเทศ หมายความว่าหลังเลือกตั้งจะมีประธานสภาฯรองประธานสภาฯเลือกโดยส.ส.ทั้งสภา
และยังต้องมีกรรมาธิการคณะต่างๆ หากใครไม่มีโอกาสเป็นรัฐมนตรีบริหารกระทรวงก็อาจขอตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ เรียกว่าตกลงกันให้ได้ก่อน จากนั้นมีพิธีเปิดสมัยประชุมสภาฯตามขั้นตอน
สภาฯจะเป็นคนลงมติรับรองผู้ถูกเสนอชื่อขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
ตรงนี้คือจุดสำคัญ นายกรัฐมนตรีจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนเกินกว่ากึ่งหนึ่งของส.ส.ทั้งสภา
แล้วใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
เราก็ต้องมาดูคะแนนเสียง
โพลต่างๆที่ออกมาบอกว่าพรรคพลังประชาชนจะได้รับเลือกระหว่าง
180-190 คนเพราะเป็นคนเก่าแก่มาจากพรรคไทยรักไทยซึ่งยังรักษาฐานเสียงของตัวเองไว้ได้หนาแน่น
ทั้งภาคอีสานและภาคเหนือ ตามด้วยพรรคประชาธิปัตย์อยู่ระหว่าง
120-130 คน พรรคประชาธิปัตย์มีฐานที่มั่นอยู่ภาคใต้และกรุงเทพฯบางเขต
นอกจากนั้นก็จะมีพรรคชาติไทย,พรรคเพื่อแผ่นดิน,พรรคมัชฌิมาธิปไตยและพรรคอื่นอยู่ในระดับกลางๆระหว่าง
20-40 คนกระจายกันไป รวมทั้งยังจะมีพรรคต่ำสิบหมายความว่าได้ส.ส.ไม่เกิน 10 คนปะปนเข้ามา
เมื่อพรรคพลังประชาชนได้รับเลือกมามาก แต่ไม่ได้กุมชัยชนะเด็ดขาด(แต่นายสมัคร
สุนทรเวช บอกว่าจะได้ 240 เสียง)โดยมารยาทจะเป็นพรรคที่ติดต่อกับพรรคอื่นเข้ามาร่วมจัดตั้งรัฐบาลเพื่อให้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งหรือมีประมาณ
241 คน แต่ในทางการเมืองถือว่าไม่ปลอดภัยมีโอกาสตกม้าตายได้ ดังนั้นจะต้องกว้านพรรคอื่นเข้ามาร่วมให้ได้มากนั่นคือ
290 คนปลอดภัยกว่า
นี่เป็นความหวังของนายสมัคร
สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพปช.ผู้มีความเก๋าทางการเมือง 1 ใน 10 คนที่มีอยู่ในปัจจุบัน
คนอื่นๆที่เก๋าทางการเมืองมีอีกอาทิเช่นพ.อ.สมคิด ศรีสังคม,นายชวน
หลีกภัย,นายบัญญัติ บรรทัดฐาน,นายบรรหาร ศิลปอาชา,นายเสนาะ เทียนทอง
ฯลฯ
สมมติว่าพรรคอื่นไม่มีใครเอากับนายสมัคร พรรคพลังประชาชนก็จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ก็มาถึงคิวของพรรคประชาธิปัตย์เพื่อระดมพรรคอื่นๆเข้ามาร่วม แน่นอนจะต้องมีการต่อรองด้านเก้าอี้ของกระทรวงต่างๆแบ่งเป็นกระทรวงเกรด
A,B,C ก็ว่ากันไป ภาษาทางการเมืองเขาเรียกว่าแบ่งเค๊ก
เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นกับประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2518 หลังจากพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคมที่มีส.ส.เพียง 18 เสียงก็ได้รับการสนับสนุนเป็น
นายกรัฐมนตรี แต่อย่าลืมว่าอาจารย์คึกฤทธิ์มีบารมีมากในช่วงนั้น(รวมทั้งบางคนบอกว่าอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นคนกะล่อนด้วย)จึงได้รับการยอมรับสูง
การจัดตั้งรัฐบาลผสมมักจะอยู่ได้ไม่นานเพราะแต่ละคนก็จะเข้ามาช่วงชิงผลประโยชน์ หากไม่ได้ตามใจที่ตัวเองปรารถนาอาจจะออกอาการตีตั๋วรวนทำให้รัฐบาลผสมไม่มั่นคง เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับวินัยและจริยธรรมทางการเมืองของแต่ละคน
คราวนี้ก็มาถึงข่าวที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์ที่ฮ่องกงวันที่
7 ธันวาคมขอให้แต่ละพรรคการเมืองร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลสมานฉันท์แห่งชาติร่วมกันบริหารประเทศและแก้ไขรัฐธรรมนูญ
จากนั้น 2 ปีค่อยประกาศยุบสภาฯแล้วจัดการเลือกตั้งทั่วไปใหม่
ความจริงแล้วเรื่องนี้ผมเคยอ่านบทความที่คอลัมนิสต์นิตยสาร
Asia Week เขียนไว้ในทำนองว่ามีข้อเสนอจากแหล่งข่าวของพรรคพลังประชาชน(ก็คือตัวแทนของพ.ต.ท.ทักษิณ)ว่าหากพรรคพลังประชาชนได้รับเลือกตั้งเสียงข้างมากและจัดตั้งรัฐบาลได้
ขอให้ทหารอย่าเข้ามายุ่งโดยจะบริหารประเทศ 2 ปีจากนั้นมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วประกาศยุบสภาจัดการเลือกตั้งใหม่
การให้สัมภาษณ์ที่ฮ่องกงวันที่ 7 ธันวาคม
พ.ต.ท.ทักษิณสอดคล้องกับข่าวที่คอลัมนิสต์จากเอเชียวีคเขียนไว้
พ.ต.ท.ทักษิณคงมองแล้วว่าพรรคพลังประชาชนไม่มีโอกาสเป็นรัฐบาล แม้ว่าจะได้คะแนนเสียงมากกว่าพรรคอื่นก็ตาม
ดังนั้นทางออกของพ.ต.ท.ทักษิณ(ที่ชักใยพรรคพปช.อยู่เบื้องหลัง)คือการออกมาสร้างภาพสมานฉันท์ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ
โดยมีนายสมัคร สุนทรเวชและน.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ออกมาเป็นลูกคู่ขานรับ ประเภทซ้ายหันขวาหันตามนายสั่ง
ในทางการเมืองเขาเรียกว่าพ.ต.ท.ทักษิณตกเป็นรองอยู่หลายขุม ยิ่งช่วงนี้ภาพการทำความผิดทางการเมืองและการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนเริ่มผุดขึ้นมาอีกเริ่มจาก
1. กรณีการติดสินบนเลือกตั้งที่โคราช 2.กรณีนายสิทธิชัย โควสุรัตน์
รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินและผู้สมัครฯ แบบสัดส่วนพรรคเพื่อแผ่นดินถูกพรรคพปช.ปลอมลายเซ็น
และ 3.กรณีพ.ต.ท.ทักษิณพูดผ่าน VCD ช่วยพรรคพปช.หาเสียงเลือกตั้งแจกจ่ายไปทั่วภาคเหนือและภาคอีสาน
น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ออกมาบอกว่าคนจัดทำและแจกจ่ายคืออดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย
1 ใน 111 คนที่ถูกเว้นวรรคการเมือง
ดังนั้นพรรคพลังประชาชนไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย เป็นการเตะลูกฟุตบอลออกไปจากตัว แต่คณะกกต.สามารถเอาผิดผู้กระทำได้โดยลากออกมาจากปากของน.พ.สุรพงษ์ว่าผู้นั้นเป็นใคร?
จากนั้นนำตัวมาสอบสวนเพื่อเอาผิดเพิ่มเติมเพราะทำผิดพรบ.พรรคการเมืองและพรบ.เลือกตั้ง อาจสืบสาวเรื่องราวทั้งหมดว่ามีโยงใยอย่างไร
ปัญหามีอยู่ว่ากกต.จะทำหรือไม่ ?
ทั้งหมดเป็นเงื่อนไขทางกฎหมายที่เอาผิดพรรคพปช.ได้ถึงขั้นยุบพรรคและตัดสิทธิการเมือง
ถึง 10 ปี
หากพปช.เจอคดีนี้เข้า ในสายของพ.ต.ท.ทักษิณมีสิทธิ์สูญพันธุ์ทางการเมืองได้ทันที โปรดอย่าล้อเล่น เพราะพ.ต.ท.ทักษิณเองก็เจอคดีอยู่มากมายหลายคดี
ที่ไม่ยอมเข้าไปให้การ
ดังนั้นจึงเป็นทางเดียวที่พ.ต.ท.ทักษิณทำได้ในขณะนี้คือการเสนอบทสมานฉันท์ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ แต่ผมว่าเป็นเรื่องยาก ทุกคนต้องแยกออกระหว่างการเมืองกับกฎหมาย หากทำผิดกฎหมายแล้วไม่ดำเนินคดี ประเทศชาติจะเป็นประเทศชาติได้อย่างไร
ดังนั้นการเลือกตั้งต้องเดินหน้าต่อไป
หากจะมีการสมานฉันท์ก็ควรแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ
เปลี่ยนกฎหมายพรรคการเมืองให้มีพรรคเดียวให้มีสภาเดียว ถามว่าทำได้ไหม ?
หลังการเลือกตั้งคงวุ่นวายต่อไปครับ
เพราะพรรคพลังประชาชนมีนโยบายอยู่ 2 อย่างตามที่นายสมัครหาเสียงคือเอาตัวพ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศไทยและเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม
111 คน โดยไม่ได้มองว่าชาวบ้านจะเดือดร้อนอย่างไร ประเทศไทยจะมีอนาคตไปทางไหน
หากนายสมัครเอาพ.ต.ท.ทักษิณกลับเมืงไทยไม่ได้ ผมสงสัยว่าแกอาจจะไปผูกคอตายนะครับ
อนึ่งพรรคมัชฌิมาธิปไตย
ภาษาอังกฤษเขียนไว้ว่า the Middle
Path Democracy Party (MPD)พรรคพลังประชาชนภาษาอังกฤษคือ
the People Power Party (PPP) พรรคเพื่อแผ่นดิน
ภาษาอังกฤษเขียนว่า the Puea Pan
Din Party (PPD).....อ่านต่อ
|