
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
วัฒนธรรมทางการเมืองไทย
ต้องแย่งกันลงพื้นที่เป็นเพราะระบบ
ผู้อ่านคงได้อ่านข่าวพ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตรอง ผกก.สันติบาล
และเป็นผู้แสดงความจำนงลงสมัคร ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์เดินเข้าไปหากลุ่มผู้สื่อข่าวที่บริเวณหน้าห้องประชุม
พร้อมให้สัมภาษณ์ ว่า การคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคเมื่อวันที่
31 ต.ค.ทราบว่ามีการเรียกรับเงินจากผู้ที่ต้องการลงสมัคร
ส.ส. 10 ล้านบาท วันดังกล่าวมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท หาก กกต.สนใจก็พร้อมจะไปให้ข้อมูล
พ.ต.ท.สันธนะกล่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังอนุมัติให้ลูกของคนตระกูลดังลงสมัครแทนตน
ทั้งที่ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคตั้งแต่ปี 2547 ขณะนี้ได้ลาออกจากสมาชิกพรรคแล้ว
และหากพรรคจะฟ้องร้องก็ยินดีรับทุกข้อกล่าวหา
ตัวอย่างนี้เป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะที่พรรคชาติไทยก็มีปัญหาที่นายชูวิทย์
กมลวิศิษฎ์ ออกมาล่อนายบรรหาร ศิลปอาชา
นายธีรวัฒน์ หลีนวรัตน์
รองเลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาและพ.ต.อ.อดิศร ด้วงพลู หัวหน้าทีมผู้สมัคร
ส.ส.เปิดแถลงข่าว ณ ที่ทำการพรรค ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี
เพราะมีมติจากพรรคไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส.ในปทุมธานี ทั้ง 2 เขตรวม 6 คน ทำให้ว่าที่ผู้สมัคร
ส.ส.ต่างไม่พอใจพรรคที่มีมติออกมาแบบนี้ และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ได้เปิดตัวออกหาเสียงในพื้นที่มาแล้วเกือบ
1 เดือน
กลุ่มของพวกผมก็จะดำเนินการทางการเมืองต่อไปจนกว่าจะถึงวันที่
16 พฤศจิกายน
ซึ่งเป็นวันเปิดรับสมัครวันสุดท้าย ถ้าพวกผมหาพรรคได้ก็จะเข้าสังกัดและลงสมัครทันทีนายธีรวัฒน์กล่าว
วันที่ 12 พ.ย.นางลีนา จังจรรจา
สมาชิกพรรคมัชฌิมาธิปไตยออกมาเรียกร้องต่อสื่อมวลชน ภายหลังไม่อาจลงสมัครรับเลือกตั้ง
ส.ส.แบบแบ่งเขตของ กทม.ได้ เธอเคยผิดหวังจากลงรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.แบบสัดส่วนมาแล้วครั้งแรก
เพราะพรรคยกเลิกใบรับรองคุณสมบัติของเธอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(กกต.)แถมยังเสนอเงิน 1 ล้านบาท เพื่อแลกกับการไม่ลงสมัคร ส.ส.ของพรรคอีกด้วย
เธอบอกว่าจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากนายประชัย หัวหน้าพรรค 1,000
ล้านบาท
ตอนนี้กกต.ก็คงเป็นงงเพราะกฎหมายระบุว่าหากมีการให้เงินเพื่อลงสมัครสามารถเอาผิดทางกฎหมายได้ แต่คราวนี้เป็นการเสนอให้เงินเพื่อไม่ให้ลงสมัคร
คงจะต้องพิจารณาในข้อกฎหมายต่อไป
ปัญหาภายในพรรคพลังประชาชนที่มีข่าวว่ากลุ่มผู้สมัครส.ส.กทม.ไม่พอใจเหตุเพราะมีการสอดไส้นำนายจตุพร
พรหมพันธุ์และนายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ลงสมัครระบบสัดส่วนในกทม.
กลุ่ม 6 (พื้นที่กรุงเทพฯ-นนทบุรี-สมุทรปราการ)
2
คน ในบัญชีรายชื่อผู้สมัครลำดับ 4 และ 5 แล้วตัดรายชื่อผู้สมัครเดิมทิ้ง
2
คน คือนายจารุพงษ์ เรืองสุวรรณ และนายคณวัฒน์ วสินสังวร
มีรายงานว่า บุคคลที่มีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้สมัครคือ
2
อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นายเนวิน ชิดชอบและคุณหญิงสุดารัตน์
เกยุราพันธุ์ มีการประชุมเปลี่ยนแปลงชื่อผู้สมัครกลางดึกคืนวันที่
6 พ.ย.ก่อนจะยื่นรายชื่อผู้สมัครต่อ
กกต.ในวันเปิดรับสมัคร ส.ส.ระบบสัดส่วนวันที่ 7 พ.ย.
และนี่คือที่มาที่นายสมัคร
สุนทรเวช เปิดศึกกับนักข่าวด้วยการตีตั๋วรวนเมื่อได้รับคำถามเรื่องนี้ จนนายสมัครใช้ความเก๋าย้อนถามนักข่าวว่าเมื่อคืนคุณไปร่วมเมถุนกับใครหรือเปล่า?เป็นการเบนประเด็นเพราะการเข้าไปเป็นผู้จัดการในพรรคพลังประชาชนจะถือว่าขัดต่อกรณีที่
2 คนถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปีหรือไม่
เพราะหากทำผิด พรรคพลังประชาชนอาจถุกยุบได้ นี่คือเบื้องลึกของนายสมัครที่สกัดคำถามของนักข่าว
ความวุ่นวายในพรรคการเมืองไทยนั้นกลายเป็นระเบียบแบบแผนทางการเมืองไปแล้ว
จนจะขึ้นถึงขั้นวัฒนธรรมทางการเมือง เพราะอะไร? ก็เพราะระบบของไทยเป็นแบบนี้ แตกต่างไปจากระบบพรรคการเมืองของประเทศอื่น
พรรคการเมืองไทยมีคณะกรรมการพรรคเป็นคนคัดเลือกตัวผู้สมัครลงเลือกตั้ง
คณะกรรมการฯอาจจะเลือกเพราะผู้นั้นเต็งหามหรือนอนมาแบบไม่มีใครสู้ในเขตนั้น,เลือกเพราะให้เงินสนับสนุนพรรคอย่างเพียงพอ,เลือกเพราะผู้ใหญ่ฝากฝังมาและเลือกเพราะเป็นลูกท่านหลานเธอนามสกุลดัง
ฯลฯ
ขณะที่ต่างประเทศจะใช้ระบบคัดเลือกแบบต่อสู้กันภายในพรรคก่อนจึงจะเป็นตัวแทนพรรคเข้าไปแข่งขันกับพรรคอื่น ดังเช่นในสหรัฐอเมริกา หากสมาชิกพรรคเดโมแครตหรือพรรครีพับลิกันคนใดเห็นว่าตัวเองเหมาะสมที่จะลงสมัครส.ส.เขตนั้นเขตนี้ก็จะต้องมีการเลือกตั้งภายในที่เรียกว่า
Primary Election อาจมีสมาชิกพรรคเดียวกันลงแข่ง
5-10 คน แต่คนจะได้รับชัยชนะมีอยู่คนเดียวเป็นตัวแทนพรรคไปชิงกับพรรคอื่นถือเป็นประชาธิปไตยและยุติธรรม
ตัวอย่างนี้เราจะได้เห็น
Primary Election เดือนกุมภาพันธ์ 2008 ที่การเลือกตัวแทนพรรคลงชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดี(Presidential
Primaries)ซึ่งมีขึ้นทั้งพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน
เพราะจอร์จ บุช เป็นประธานาธิบดีสองเทอมแล้วต้องพ้นตำแหน่งเพราะกฎหมายบังคับ เมื่อใครได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรคก็จะไปชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีเดือนพฤศจิกายน
2008
ผมจึงไม่แปลกใจที่นักการเมืองไทยแย่งชิงกันลงในเขตพื้นที่
หากไม่ได้รับเลือกลงสมัครอาจหาเรื่องลาออกจากพรรค, เปิดโปงเรื่องภายในพรรคและย้ายไปอยู่พรรคใหม่ กลายเป็นระเบียบแบบแผนทางการเมืองไป พฤติกรรมเช่นนี้ทำให้ระบบพรรคการเมืองของไทยไม่เข้มแข็ง นำไปสู่การเมืองที่ปราศจากเสถียรภาพด้วย
เพราะเราขาดวินัยภายในพรรค
ทั้งๆที่จริงการทำงานการเมืองไม่ใช่เพียงแต่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเท่านั้น
อาจทำงานภายในพรรคตามความถนัด ซึ่งพรรคการเมืองเป็นองค์กร ต้องการผู้วางนโยบายและควบคุมนโยบายของพรรคให้เป็นไปตามการหาเสียง,คนจัดเก็บและแยกแยะสถิติข้อมูลทางการเมืองแก่พรรคและส.ส.,ระบบบัญชีเงินของพรรค,ระบบบัญชีสมาชิกพรรค,ระบบข้อมูลข่าวสาร-เว็บไซท์,
การวางยุทธวิธีด้านการประชาสัมพันธ์และการหาเสียง ,การวางแผนตอบโต้ข่าวสารจากพรรคตรงข้ามหากถูกโจมตีไปจนถึงตำแหน่งภารโรงภายในพรรค
พรรคการเมืองสมัยใหม่จะบริหารแบบครอบครัวไม่ได้ ต้องกระจายศูนย์อำนาจออกไปเพื่อระดมสมาชิกใหม่เข้ามาพรรค
จัดตั้งสาขาพรรคตามจังหวัดต่างๆ พรรคจึงจะเติบโตและเข้มแข็ง
ปัจจุบันประเทศไทยจดทะเบียนพรรคการเมืองไว้ถึง 63 พรรค ถือว่ามากมายสำหรับประเทศที่มีพลเมือง
65 ล้านคน แม้จะจดไว้มากมายหลายพรรค แต่พรรคการเมืองเหล่านี้จัดส่งส.ส.ระบบสัดส่วนเพียง
31 พรรค โดยส่งตั้งแต่ 1 เขตไปถึง 8 เขต
เมื่อพ้นการเลือกตั้งก็คงเหลือไม่กี่พรรคที่ได้รับเลือกเข้ามา
ที่เหลือก็ไปรอฤดูกาลเลือกตั้งอื่นที่จะมีขึ้น
ดังนั้นการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม หากพรรคการเมืองใดได้เสียงระหว่าง
150-180 (จาก 480 เสียง) ถือว่าเป็นพรรคใหญ่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จากนั้นก็คงมีการต่อรองเพื่อจัดสรรปันส่วนและแบ่งเค๊กตามประเพณีทางการเมืองที่ได้กระทำมา
ผมให้เวลา 2 ปีจะมีการประกาศยุบสภาและล้างไพ่เกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ก็เป็นวิถีทางประชาธิปไตย.....อ่านต่อ
|