
คนไทยในต่างแดนต้องลงทะเบียน
ขอสิทธิ์เลือกตั้งภายในวันที่ 25 ตุลาคม
ฉบับนี้ผมอยากรณรงค์เรื่องการเลือกตั้ง
ซึ่งกำหนดว่าจะมีขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ผมได้รับจดหมายจากสถานกงสุลใหญ่แอล.เอ.ให้ช่วยกรอกรายละเอียดขอใช้สิทธิ์เลือกตั้งกลับไปภายในวันที่
25 ตุลาคม
เหตุเพราะผมเคยลงทะเบียนเลือกตั้งไว้นานแล้ว
สถานกงสุลใหญ่จึงเตือนสติผมมา(รวมทั้งคนอื่นๆด้วย)ที่เคยลงไว้มันมลายไปกับการประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญเมื่อเดือนกันยายน
2549 หลังจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติเข้าทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐ
ดังนั้นผมจึงขอเชิญชวนทุกท่านช่วยกันกรอกใบขอสิทธิ์เลือกตั้งส่งกลับไปยังสถานกงสุลใหญ่ภายในวันที่
25 ตุลาคมนี้ จะส่งทางไปรษณีย์ก็ได้หรือทางแฟกซ์ก็หมายเลข (323)962-2128
หากท่านอยู่ไกลปืนเที่ยง(ไกลจากสถานกงสุลใหญ่หรือสถานทูต)ก็ขอแนะนำให้ดาวน์โหลดเอาแบบฟอร์มที่
www.thai-la.net
ตอนนี้เราก็มาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่อยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญปี
2550 ซึ่งประกาศใช้ไปแล้ว อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ต้องมีกฎหมายอีก
3 ฉบับเข้ามาประกอบรัฐธรรมนูญนั่นคือ
พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง
และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.
ทั้ง 3 ฉบับก็เสร็จสิ้นแล้ว แต่จะมีผลบังคับใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา
หลังจากนั้นภายใน 90 วันจะต้องจัดการเลือกตั้งให้เสร็จสิ้น เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ
2550 มาตรา 296
ในวันที่ 16 ตุลาคมทราบว่าครม.พิจารณาผ่านร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง
23 ธันวาคม จากนั้นก็จะนำพระราชกฤษฎีกานี้ขึ้นทูลเกล้าฯถวายในหลวง
เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ตามกำหนดคาดว่าพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่
24 ตุลาคม (การเลือกตั้งจะต้องเกิดขึ้นภายในวันที่
22 มกราคม 2551 คือ 90 วัน)
รัฐธรรมนูญเดิมกำหนดให้มีส.ส. 500 คน แยกออกเป็นส.ส.ระบบเขต
400 เขตทั่วประเทศหรือ 1 เขต 1 คน ที่เหลืออีก 100 คนมาจากระบบบัญชีรายชื่อเรียกว่าส.ส.
Party List โดยนำเอาสัดส่วนของ
ส.ส.ระบบเขตมาคำนวณว่าพรรคใดได้รับเลือกตั้งกี่คนแล้วจะได้ส.ส.ปาร์ตี้ลีสต์กี่คน
เป็นต้น
ระบบใหม่เปลี่ยนแปลงไป รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีส.ส.ได้ 480 คน
แบ่งเป็นส.ส.ระบบเขต 400 คน แทนที่จะเป็น 1 เขต 1 คนเหมือนเดิมก็กำหนดเขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้นให้มีส.ส.ได้
3 คน เรียกว่าแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์
ส่วนส.ส.แบบปาร์ตี้ลีสต์ก็เปลี่ยนแปลงไปเรียกว่าส.ส.ระบบสัดส่วน แบ่งพื้นที่ของประเทศออกเป็น 8 กลุ่มจังหวัด
แต่ละกลุ่มจังหวัดมีส.ส.ระบบสัดส่วนได้ 10 คน แต่ละพรรคต้องจัดทำบัญชีผู้สมัครส.ส.ในระบบสัดส่วนรวม
8 บัญชี
คราวนี้เรามาดูพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองต่างๆผมเชื่อว่าหลังเลือกตั้งจะมีการผสมพันธุ์กันและมีการต่อรองทางการเมืองกันมาก เหมือนการเลือกตั้งพ.ศ.2518 ครั้งนั้นอาจารย์คึฤทธิ์
ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคมมีส.ส.น้อยกว่า แต่ช่วงชิงจัดตั้งรัฐบาลได้เกินหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อาจารย์คึกฤทธิ์จึงขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี การจัดตั้งรัฐบาลในยุคต่อๆมาก็เช่นกันคือผสมกันตลอดเวลา
มาดูสนามการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ขอแยกออกเป็น 2 กลุ่มประกอบด้วยกลุ่มแรกเป็นพรรคฝ่ายค้านเดิมประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ มี นายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้า,พรรคชาติไทย มีนายบรรหาร ศิลปอาชา ป็นหัวหน้า และพรรคมหาชนโดย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์
เป็นหัวหน้า
กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มอำนาจเก่าที่แยกสลายออกไปเป็นหลายพรรคประกอบด้วยพรรคนอมินีทักษิณคือพรรคพลังประชาชน(พปช.)
มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้า, พรรคมัชฌิมาธิปไตย
มีนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ เป็นหัวหน้า โดยมีอดีตส.ส.จากกลุ่มมัชฌิมาของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน มาสมทบ
พรรคประชาราชโดยนายเสนาะ
เทียนทอง เป็นหัวหน้า ตอนนี้ป๋าเหนาะประกาศออกมาแล้วว่าจะชู นายกร ทัพพะรังสี
นักการเมืองเลือดเนื้อเชื้อไขซอยราชครูขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี,พรรคเพื่อแผ่นดินโดยนายสุวิทย์
คุณกิตติ อดีตส.ส.ไทยรักไทย
พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เกิดการรวมตัวกันระหว่างกลุ่มรวมใจไทยของนายสมคิด
จาตุศรีพิทักษ์ กับกลุ่มชาติพัฒนาของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ทั้งคู่ติดหล่มการเมือง
5 ปีที่ประชุมได้เลือกพลเอกเชษฐา ฐานะจาโร อดีตผบ.ทบ.ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคโดยมีประดิษฐ์
ภัทรประสิทธิ์ เป็นเลขาธิการพรรค
ล่าสุดพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ไม่ทราบว่าจะสังกัดพรรคใดหรือจะตั้งพรรคการเมืองเล็กๆขึ้นมาเพื่อไว้เป็นอำนาจต่อรองทางการเมืองหรือพูดง่ายๆตั้งไว้รอเสียบ
มาถึงตรงนี้ทำให้ผมมองไปเหมือนการเลือกตั้งพ.ศ.2518 ที่กล่าวไว้ช่วงต้นๆคือโดยหลักการแล้ว
พรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แต่เมื่อดูภาพรวมแล้วผมเชื่อว่าไม่มีพรรคใดได้รับเสียงข้างมากแบบเด็ดขาด
ดังนั้นรัฐบาลชุดใหม่จะต้องเป็นรัฐบาลผสม
คราวนี้จะต้องจับตามองไปว่าพรรคใดจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ก็มีอยู่ 2 พรรคคือพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคพลังประชาชน
(พรรคนี้มีอดีตส.ส.พรรคไทยรักไทยคุมพื้นที่อยู่หลายจังหวัด)อีกทั้งยังเชื่อว่ามีท่อน้ำเลี้ยงจากทักษิณต่อเข้าไป
เพราะการเลือกตั้งต้องใช้เงินมาก
ไม่เพียงแต่ค่าสมัครและค่าหาเสียงเท่านั้น ยังจะต้องมีคืนหมาหอนตามมาอีก
เรื่องการใช้เงินนี้อาจารย์ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินว่าจะมีเงินสะพัดในช่วงก่อนเลือกตั้งเพื่อหาเสียงและอื่นๆประมาณ
30,000 ล้านบาท
หลังเลือกตั้งจะเป็นการช่วงชิงเพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลระหว่างปชป.กับพปช.แน่นอน ส่วนพรรคอื่นๆผมอยากเรียกว่าพรรครอเสียบกล่าวคือเมื่อพรรคแกนนำมีข้อเสนอที่ดีมาให้เช่นกระทรวงนั้นกระทรวงนี้ก็พร้อมที่จะเข้าไปเสียบหรือพร้อมที่จะถูกเสียบ คาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่น่าจะแล้วเสร็จปลายเดือนกุมภาพันธ์ต่อต้นเดือนมีนาคม
2551
จากนั้นผมให้เวลาอีก 2 ปีเมื่อเสียบกันไปเสียบกันมาไม่มัน
สมใจ อาจมีการประกาศยุบสภาเลือกตั้งใหม่ นี่คือวงวรการเมืองไทยที่ผมประสบมา ทนเอาหน่อยครับไหนๆก็ไหนๆแล้ว ไปลงทะเบียนเลือกตั้ง
เราก็หวังว่าการเมืองของประเทศไทยอาจดีขึ้นมาบ้าง
เพราะนักการเมืองไม่ได้เลวไปหมดทุกคน.....อ่านต่อ
|