เหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 บริเวณข้างหอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ เจ้าหน้าที่อาวุธครบมือทั้งบาซูก้า(ปืนยิงรถถัง)บุกเข้าล้อมปราบนักศึกษา
นักศึกษาที่เสียชีวิตถูกนำศพมารวมกันที่บริเวณสนามฟุตบอล   ที่เหลือถูกควบคุมตัวไปดำเนินคดี
 
บางคนเสียชวิตแล้วถูกจับแขวนคอที่ต้นมะขามสนามหลวงและยังทารุณกรรมศพด้วยวิธีการต่างๆนานา
 
จากนั้นนำศพมากองรวมกันแล้วเผาด้วยยางรถยนต์ เป็นความเหี้ยมโหดของสังคมพุทธ
 

----------------------------------------------คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่----------------------------------------

เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล

วันที่ 14 ตุลาคม 2550 เป็นวันครบรอบ 34 ปีสำหรับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516  และเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมาก็ครบวาระ 31 ปี ของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 คนที่อยู่ในทั้ง 2 เหตุการณ์คงร่วมความรู้สึกได้ดี  ผมไม่เขียนถึงรายละเอียดของเหตุการณ์เพราะมีบันทึกทางประวัติศาสตร์ไว้อยู่แล้ว ทั้งสองเหตุการณ์สัมพันธ์และเกี่ยวเนื่องกัน

วันที่ 14 ตุลาคม 2516 ขบวนการนักศึกษาประชาชนโค่นล้มระบอบเผด็จการถนอม-ประภาส ซึ่งระบอบเผด็จการในประเทศไทยฝังรากลึกมานาน นับตั้งแต่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เข้ายึดอำนาจเบ็ดเสร็จเดือนธันวาคม 2501 และสืบทอดอำนาจตลอดมา

ในปี 2506 จอมพลสฤษดิ์ตายไป แต่จอมพลถนอม กิตติขจร ,จอลพลประภาส จารุเสถียร และคณะทหารยังสืบทอดอำนาจต่อเนื่อง บางช่วงก็ปล่อยให้มีการเลือกตั้งเช่นปี 2512 แล้วก็ยึดอำนาจกลับไปอีกเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514

ขบวนการนักศึกษาประชาชนเริ่มเติบโตและเข้ามาท้าทายอำนาจรัฐ โดยจัดกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญขึ้นมาในช่วงปี 2516  นำโดยธีรยุทธ บุญมี เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยจนกระทั่งถูกจับกุมและนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดวันที่ 14 ตุลาคม 2516 จากนั้นเราได้รัฐบาลพระราชทานชุดศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

ขบวนการนักศึกษาประชาชนเร่งระดมให้ความรู้ประชาชนเรื่องประชาธิปไตย จนชกลุ่มที่กุมอำนาจรัฐอยู่หวาดผวาหวั่นเกรงว่าจะคุมไม่อยู่ จึงร่วมกันวางแผนยึดอำนาจคืนกลับ โดยส่งสามเณรถนอม กิตติขจร กลับเข้ามาจากสิงคโปร์ การส่งทหารตำรวจกลุ่มนวพล,กลุ่มกระทิงแดงและกลุ่มลูกเสือชาวบ้านออกปฏิบัติการ จนกลายเป็นการล้อมปราบนำไปสู่การนองเลือดอีกครั้งที่สนามฟุตบอลธรรมศาสตร์และสนามหลวง เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519

บุคคลเหล่านี้ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยถูกเรียกว่า”วีรชน”กลับกลายเป็นพวกผู้ก่อการร้ายหรือเป็นพวกญวนที่จะเข้ามาทำลายประเทศชาติ

นายสมัคร สุนทรเวช ถึงกับบอกว่าธรรมศาสตร์คือแหล่งส้องสุมอาวุธ เป็นการเนรคุณสถาบันที่ตนเคยได้รับประสิทธิ์ประสาทวิชามา  ถึงวันนี้คนเดือนตุลาคมทั้งเหตุการณ์ 14 ตุลาคมและ 6 ตุลาคมที่เข้าไปอยู่ภายใต้อุ้งตีนของนายสมัคร สุนทรเวช ในนามพรรคพลังประชาชน(พปช.)ได้อย่างไร? ผมก็ไม่ทราบว่าพวกเขาเป็นโรคอัลไซเมอร์ไปแล้วหรือจึงลืมเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519  

เหตุการณ์ครั้งนั้นนักศึกษา ประชาชน ปัญญาชน นักหนังสือพิมม์ถูกกวาดล้างครั้งใหญ่ จนต้องหลบหนีเข้าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.)เพื่อจับอาวุธลุกขึ้นสู้  ดังนั้นสิ่งที่น่านำมาพิจารณาก็คือเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เปรียบเสมือนคำพูดที่ว่า”เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล” เป็นการทำลายล้างขบวนการนักศึกษาประชาชนได้อย่างแยบยลที่สุด

หลังเหตุการณ์เราได้รัฐบาลหอยโดยมีนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย นายดุสิต ศิริวรรณ(สมัยเรียนอยู่มช.ได้รับฉายาว่า”จืดข้าวบูด”)เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและ ฯลฯ

รัฐบาลหอย(หอยคือชื่อเล่นของนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นลูกของนายแห กรัยวิเชียร เจ้าของโรงรับจำนำแถวสี่แยกแม้นศรี)ประกาศว่าจะสร้างประชาธิปไตยตามขั้นตอน 12 ปี ทำให้คณะทหารทนไม่ได้ยึดอำนาจกลับคืนโดยมีพลเอกเกรียงศักด์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ก็ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มลูกป๋าจปร. 7 หนุนขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีพลตรีจำลอง ศรีเมือง ประธานรุ่นจปร.7 เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี    

ผลจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นการส่งมันสมองของประเทศให้เข้าไปร่วมกับพคท.ย่อมไม่เกิดผลดีต่อประเทศชาติเป็นแน่  ระยะเวลาตั้งแต่ 6 ตุลาคม 2519 ถึงปี 2523 รัฐบาลคงเห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้นต้องเซ็นคำสั่งที่ 66/23 เพื่อดึงคนออกจากป่ามาร่วมพัฒนาประเทศไทย คนที่จัดทำร่างคำสั่ง 66/23 ก็คือพลตรีชวลิต ยงใจยุทธ (ยศขณะนั้น)

ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ระบบเลือกตั้งอีกครั้งจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 คนที่มีบทบาทในครั้งนั้นก็คือพลตรีจำลอง ศรีเมือง (จปร.7)กับพลเอกสุจินดา คราประยูร (จปร.5) โดยมีขบวนประชาชนโดยเฉพาะชนชั้นกลางเข้าไปร่วม ได้รับการขนานนามว่า”ม็อบมือถือ”เพราะโทรศัพท์มือถือเริ่มมีบทบาทในฐานะเครื่องมือสื่อสาร

 พัฒนาการทางการการเมืองไทยของไทยเริ่มเปลี่ยนบทบาทจากทหารเข้ามาสู่ยุคของทุนเต็มตัวที่เห็นได้ชัดเจนก็คือพรรคไทยรักไทยนำโดยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาใช้นโยบายประชานิยมและได้รับความนิยมจากคนระดับรากหญ้ามาก สร้างฐานการเมืองและขยายวงกว้างออกไป แต่ตัวพ.ต.ท.ทักษิณก็มีนโยบายแบบกินหัวกินหางกินกลางตลอดตัวกับประเทศชาติเพราะอำนาจเงิน รวมทั้งกินแบบไม่แบ่งเช่นบีบพรรคการเมืองอื่นที่ทุนน้อยกว่าหรือมีชะนักติดหลังเรื่องคอร์รัปชั่นให้เข้ามาสวามิภักดิ์กับพรรคไทยรักไทย

หนักเข้าจึงกลายเป็น”เผด็จการทางรัฐสภา” องค์กรอิสระที่เข้าตรวจสอบรัฐบาลก็ถูกครอบงำ ฯลฯ ทำให้เกิดกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโดยมีแกนนำ 5 คนและยังมีหัวหน้ากลุ่มอื่นๆเข้ามาร่วม จนเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

สังเกตได้ว่าเริ่มจากขบวนการนักศึกษาประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ส่งผลต่อเนื่องมายังขบวนการชนชั้นกลาง ขยายออกมาสู่ภาคอื่นๆที่เข้าร่วมเช่นนักธุรกิจ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจที่มองเห็นภาพการเมืองชัดเจนขึ้น และล่าสุดขบวนการประชาชนขยายมายังนายสนธิ ลิ้มทองกุล นักสื่อสารมวลชนที่จัดตั้งแถวต่อกรกับอำนาจรัฐ  ปรากฎการณ์เช่นนี้ถือเป็นการพัฒนาการต่อสู้ของคนในสังคม  ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่งที่จะแบกรับภาระคนเดียว

วงจรนี้กลับมาอีกครั้งเกิดภาวะ “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล” กรณีโยกพลเอกสพรั่ง กัลยาณมิตร ขึ้นไปเป็นเสมียนในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงกลาโหมตัดเส้นทางการคุมกำลัง เตะโด่งพลเรือเอกบรรณวิทย์ เก่งเรียน รองปลัดกลาโหมไปเป็นประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม เพราะไม่ยอมเซ็นงานโครงการจัดซื้อรถหุ้มเกราะล้อยางของประเทศยูเครนที่ใช้งบจัดซื้อ 3.98 พันล้านบาท ทั้งที่มูลค่าแท้จริงไม่ถึงพันล้าน เพราะเห็นว่าด้อยคุณภาพ และมีราคาแพงเกินความเป็นจริง ทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)เคยทักท้วงไปแล้ว

เรื่องนี้คนไทยจะต้องร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริงเพราะอยู่ดีๆจะมางาบเงิน 2 พันล้านบาทอันเป็นภาษีอากรของประชาชนไปได้อย่างไร  ต้องกระชากหน้ากากเหลือบเหล่านี้ออก

สภาพของ”เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล”เกิดขึ้นเพราะกลุ่มที่กุมอำนาจรัฐอยู่ในปัจจุบันโดยเฉพาะคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)ที่เป็นเพื่อนนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 6 (ตท.6)ทั้งหมด ตลอดจนรัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ เกรงว่าจะคุมคนเหล่านี้ไม่อยู่  หวั่นจะถูกตรวจสอบเหมือนที่ทักษิณ ชินวัตร กำลังถูกตรวจสอบ

สังคมไทยช่วงนี้จึงเกิดระส่ำหนักมากขึ้นเพราะไม่มีการปรับโครงสร้างของสังคมเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่  แต่ละคนเล่นกันไปคนละเพลง  อย่างพวกนักเลือกตั้ง(ผมไม่อยากเรียกว่านักการเมือง)ก็คอยแต่จะลงเลือกตั้งผสมโน่นผสมนี่  ไม่เคยเข้าร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงทางการเมือง   เมื่อเปลี่ยนแปลงเสร็จก็จะรอลงเลือกตั้งอย่างเดียว นักเลือกตั้งเหล่านี้เป็นพวก”ปลิงและทาก”ทางการเมืองที่น่าเบื่อมาก

พรรคการเมืองไทยไม่มีนโยบายที่จะให้การศึกษาแก่ประชาชนด้านความรู้และความสำนึกทางการเมือง  มีแต่จะเข้าไปเป็นรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศ เพื่อจัดการภาษีอากรของประชาชนผ่านงบประมาณ เพื่อที่จะได้สัมปทานจากรัฐ บทบาทของพรรคการเมืองไทยมีแค่นี้จริงๆ  

ผมไม่มีทางเลือกอะไรเลยกับพรรคการเมืองไทยเห็นชื่อสมัคร สุนทรเวช,เสนาะ เทียนทอง,บรรหาร ศิลปอาชา,พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ,พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ ฯลฯ ทำให้ประสาทผมเสียไปหมด คนเหล่านี้ทำไมไม่คิดอยู่บ้านพักผ่อน  ผมอยากคนไทยในสหรัฐช่วยทำจดหมายไปเรียกร้องให้พวกเขาพักผ่อนเสียก่อน สนับสนุนคนหนุ่มสาวในพรรคขึ้นมารับภาระ  ก่อนที่เราจะลงทะเบียนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร.....อ่านต่อ

 

 
 
 
 
 

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy Editor USA How to Laws&Immigrations American Ways Interview Columns Once upon the times tupna Society&Business Business Society Special Reports Sports Decoded destiny Letter to Editor Leter From Thailand Cartoon Shopping