----------------------------------------------คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่----------------------------------------
เงินซื้อได้กระทั่งวิญญาณของคน
วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม ผมไปฟังคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการและASTVตลอดจนคณะประกอบด้วยคุณแอน-จินดารัตน์ เจริญชัยชนะ คุณบัณฑิต ปิ่นมงคลกุล
และคุณต่อพงษ์ เศวตามร์ มาพูดที่ Grand Theatre, Los Angeles Trade-Technical College อยู่ในดาวน์ทาวน์ แอล.เอ. ( W. Washington
Blvd. at Grand
Ave.) หัวข้อที่มาพูดวันนั้นชื่อหนึ่งปีที่ผ่านไป ใครทำอะไรไว้กับเมืองไทย จัดโดยนสพ.สยามมีเดีย, S.S.K.Produce,Inc., Rama International และ
Wongchai Insurance
หอประชุมทั้งชั้นล่างและชั้นบนรวม
1,500 ที่นั่ง ผมคิดว่าน่าจะมีคนไปฟังกว่า 1 พันคนอาจจะ 1,000-1,100
คน ประมาณนี้ วันนั้นได้พบทั้งคนเก่าและคนแก่ไปกันจำนวนมาก แม้กระทั่งคนที่อยู่ตรงข้ามกับคุณสนธิ
ลิ้มทองกุล ก็ไป ผมว่าเป็นเรื่องดีเพราะจะได้ฟังข้อเท็จจริงจากปากเขาโดยตรง
ได้พบและทักทายกับคุณสนธิ
เหมือนเดิม โดยการไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ คุณสนธิบอกเหนื่อยมาก
ต้องเดินทางไปหลายแห่ง อีกทั้งเวลาต่างๆไม่ตรงกันเราไม่ได้คุยกันมากนักเพราะคุณสนธิมีแฟนๆรอขอลายเซ็น
ให้เซ็นเสื้อบ้างและขอถ่ายรูปด้วย
กล่าวได้ว่าเห็นแล้วปลื้มใจแทนคุณสนธิ เรียกว่าดีกว่าไปไหนเจอไข่เน่าปาใส่
นี่คือเกียรติภูมิที่เขาได้รับ
คุณสนธิบรรยายยาวเหยียด
โดยชี้ให้เห็นเบื้องหลังข่าว ต่างๆที่เกิดขึ้น
สถานการณ์ก่อนจะเกิดนั้นต้องมีที่มาที่ไป โดยเฉพาะระบอบทักษิณยังสามารถใช้เงินซื้อได้ทุกอย่าง
เช่นการซื้อทีมสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ พรีเมียร์ลีกของอังกฤษคิดเป็นเงิน
8 พันล้านบาท คุณสนธิฟันธงไปเลยว่าคุณทักษิณฟอกเงินเพราะไม่มีหลักฐานการนำเงินออกนอกประเทศ
แล้วใครว่าทักษิณเป็นคนดีของแผ่นดิน?
เมื่อขนเงินออกนอกประเทศไปซุกไว้ที่ไหนบ้างก็ไม่รู้
หากเป็นอเมริกาแล้ว คุณทักษิณคงถูกดำเนินคดีแน่นอนเพราะหาแหล่งที่มาของเงินไม่ได้ ประเด็นนี้เราสามารถนำมาวัดมาตรฐานทางกฎหมายระหว่างอังกฤษกับสหรัฐอเมริกาได้ทันที
สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือคดีใช้เงิน 30 ล้านบาทเพื่อซื้อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
คุณสนธิเล่าว่า แต่ที่น่าสนใจคืออะไรรู้ไหม พฤศจิกายน 2549 ม.ล.ไกรฤกษ์
เกษมสันต์ หนึ่งในตุลาการศาลฎีกา และหนึ่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ท่านได้ทำจดหมายถึงท่านประธานศาลฎีกาว่ามีคนสองคนมาล็อบบี้ซื้อเสียงจากท่าน จ่ายให้
30 ล้าน แล้วท่านไม่รับ ท่านทำเรื่องและส่งให้ท่านประธาน(ศาลฎีกา)ปัญญา ถนอมรอด ท่านปัญญาก็ไม่ได้เทคแอคชั่น จนด้วยเกล้า ท่านก็เก็บไว้ในลิ้นชัก เก็บเงียบ แล้วนักวิ่งเต้นคนนี้ก็ไปพูดกับท่านอุดม เฟื่องฟุ้ง
และที่สำคัญไอ้หมอนี้เคยไปหาท่านอำนวย ธันธรา มาแล้ว
ท่านอำนวยคืออดีตอธิบดีศาลอาญา สำคัญตรงไหน
สำคัญตรงที่วันนั้นท่านเป็นอธิบดีศาลอาญาในการพิพากษาจำคุก 3 หนา
5 ห่วงไง เอาเงินไปให้ท่าน บอกให้พลิกคดี
ท่านไม่รับ เพราะฉะนั้นมันก็สามารรถที่จะใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 2 อันนี้
แล้วมามองย้อนหลัง เพราะฉะนั้นคดีซุกหุ้นมึงก็ซื้อด้วย เหตุผลที่เชื่อว่าซื้อ เพราะว่าได้มีการฟ้องร้องคุณประสงค์ สุ่นศิริ
เรื่องคดีหมิ่นประมาท แล้วคุณประสงค์ขึ้นศาล แล้วพาอดีตผู้พิพากษา มาซึ่งอยู่ในตุลาการรัฐธรรมนูญ อดีตผู้พิพากษาก็ยืนยันว่าได้มีการติดต่อท่านเพื่อที่จะซื้อเสียงในคดีซุกหุ้น เพราะฉะนั้นแล้วระบอบทักษิณคือระบอบที่ใช้เงินเพื่อซื้อศาล ซื้อโน่นซื้อนี่ เพื่ออะไร ซื้อประเทศ ตรงนี้ต่างหากที่เป็นเรื่องที่น่ากลัว ถ้าเรามองย้อนหลังกันอย่างนี้คุณสนธิกล่าว
คดีนี้ตามมาด้วยอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา อนุมัติออกหมายจับ พ.ต.อ.ชาญชัย
เนติรัฐการ ในข้อหาให้สินบนแก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ เพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 167 และมาตรา
144 ซึ่งมีความผิดโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 14,000 บาท
เรื่องเริ่มจาก คุณวีระ
สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.)
เข้าร้องทุกข์ต่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์
เตมียาเวส รักษาราชการแทน ผบ.ตร.
โดยนำเรื่องที่ท่านจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรมเปิดเผยว่ามีพยานหลักฐานและพยานบุคคลหนักแน่นเอาผิดได้ พยานบุคคลนั้นคือ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
รองประธานศาลฎีกาคนที่ 2 คุณสมชาย พงษธา ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ทั้งคู่ปฏิเสธรับเงินสินบน
พ.ต.อ.ชาญชัย
เนติรัฐการ เข้ามอบตัวสู้คดีและศาลให้ประกันตัวไปในวงเงิน
2 แสนบาท ตามประวัติแล้วพ.ต.อ.ชาญชัย เคยเป็น ผกก.สภ.อ.โพธิ์ชัย
จ.ร้อยเอ็ด (ระหว่าง
1 ต.ค.2543-1 ต.ค.2545)
เกษียณเมื่อ 2548 จบการศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2509 เพื่อนร่วมรุ่น คุณสมชาย
วงศ์สวัสดิ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรมสามีของ
เยาวภา วงศ์สวัสดิ์
ซึ่งเป็นน้องสาวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ดังนั้นหากท่านนำจิ๊กซอว์มาต่อกันจะเห็นภาพที่เกิดขึ้นเป็นขบวนการ
อีกข่าวหนึ่งที่กำลังปูดขึ้นมา คุณชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย
นักวิชาการอิสระออกมาเปิดเผยว่ามีบุคคลระดับสูงใน คมช.ขอร้อง
คตส.ให้ยกเว้นดำเนินคดี คุณสุริยะ
จึงรุ่งเรืองกิจ อดีต รมว.คมนาคมและอดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย ในโครงการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด(CTX)เพื่อแลกกับการสนับสนุนจากกลุ่มการเมืองให้บุคคลระดับบิ๊ก คมช.ได้เป็นนายกรัฐมนตรีโดยจะมีนักการเมืองและการเงินสนับสนุนบิ๊กคมช.ผู้นี้
ตอนนี้ถนนทุกสายพุ่งเป้าไปยังพล.อ.สนธิ
บุญรัตกลิน ประธานคมช. หากตีความเช่นนี้ก็หมายความว่าเป็นบิ๊กบังอยากเป็นนายกรัฐมนตรีเพราะมีข่าวถามกันอยู่เสมอว่าปลดเกษียณแล้วท่านจะเล่นการเมืองหรือไม่
อีกทั้งในคมช.นั้นไม่มีใครใหญ่กว่าบิ๊กบัง
หากบิ๊กบังคิดเช่นนั้นก็คือการคิดสั้น ผมมองเห็นภาพเหมือนตอนพล.อ.สุจินดา
คราประยูร ยึดอำนาจแล้วขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงต่อมาโดยมีพรรคสามัคคีธรรมให้การสนับสนุน อยู่ได้ไม่นานก็เกิดเหตุการณ์พฤษภาคมทมิฬ
2535 แล้วเป็นไง ?
ถึงตรงนี้แล้วผมขอเรียกพี่ สักหน่อย ผมคิดว่าพี่บังน่าจะไปศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองตรงนี้ดู อย่าถึงกับขายจิตวิญญาณเลย .....อ่านต่อ
|