----------------------------------------------คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่----------------------------------------
จตุคามรามเทพเป็นปรากฎการณ์
กับเงินสะพัด 40,000 ล้านในปี 2550
ผมอยากเรียกว่าจตุคามรามเทพที่กำลังฮิตกันอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่กระแส
(Fever)ธรรมดา แต่น่าจะขึ้นไปอยู่ในระดับปรากฎการณ์หรือ Phenomenon ถือเป็นความสำเร็จแบบเหลือเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น
การจัดสร้างจตุคามรามเทพในปี 2529-2530
รวมทั้งวัตถุมงคลต่างๆอย่างที่เล่ามาเมื่อฉบับที่แล้วรวม 10
อย่างที่นครศรีธรรมราชนั้นก็เพียงเพื่อหารายได้มาสร้างศาลหลักเมืองใหม่จะได้ปัดเป่าภัยต่างๆให้พ้นเมืองนคร
แต่จตุคามรามเทพที่เป็นแว่นๆนั้นคือพระผงสุริยัน-จันทรา กลับมาฮิตมากเมื่อพล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชถึงแก่อนิจกรรม
เพราะมีการสร้างขึ้นมาเพื่อนำมาแจกในพิธีพระราชทานเพลิงศพ อีกทั้งในระหว่างตั้งศพสวดพระอภิธรรมอยู่นั้นได้มีครูสตรีผู้หนึ่งถ่ายภาพไว้
เห็นบุรุษสูงอายุชุดขาวรูปร่างหน้าตาเหมือนขุนพันธ์นั่งอยู่ปลายโลงศพ
และนสพ.ไทยรัฐนำมาลง
ความขลังต่างๆเกิดขึ้นและจตุคามรามเทพจึงร้อนแรงมากขึ้น ประชาชนแห่ไปยื้อแย่งขอถึงกับเหยียบกันตาย
ข่าวความเชื่อและความต้องการมีส่วนสำคัญในการหนุนส่งให้ผู้คนจัดหามาไว้ครอบครอง ยิ่งได้รุ่นเก่ารุ่นแรกๆเท่าไรก็ยิ่งดี มูลค่าของวัตถุมงคลชนิดนี้ก็เพิ่มขึ้น เพราะรุ่นแรกปี 2530 หมดแล้ว คนที่ต้องการจึงสู้ราคา
ทำให้ราคาถีบตัวสูงขึ้น จุดนี้เองที่นำมาสู่การทำเทียมและเลียนแบบเพื่อผลประโยชน์ของนักฉวยโอกาส
ที่ผมมองว่าเป็นปรากฎการณ์จตุคามรามเทพนั้น ไม่เพียงแต่จะฮิตในนครศรีธรรมราช
แต่ยังแผ่กระจายไปยังจังหวัดต่างๆของประเทศไทยและกระจายไปสู่ต่างประเทศทั้งเอเชีย,ยุโรปและอเมริกา
นี่คืออิทธิพลที่เกิดขึ้น สถานีทีวี BBC ของอังกฤษเห็นปรากฎการณ์เช่นนี้จึงส่งผู้สื่อข่าวไปเจาะข่าวและทำสารคดีนำออกตีแผ่ไปทั่วโลก
เป้าหมายหลักของการสร้างจุตคามรามเทพในยุคต่อมาก็เพื่อนำรายได้ไปทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ทางศาสนา,การศึกษาและสาธารณประโยชน์อื่นๆตามวัตถุประสงค์ของผู้สร้าง
กลายเป็นคตินิยมอีกอย่างหนึ่งของชาวพุทธที่เชื่อว่าการสร้างสิ่งดีๆให้กับพระพุทธศาสนาจะทำให้เรามีความสุขในโลกนี้และโลกหน้า
เป็นการซื้อสวรรค์ทางใจประการหนึ่ง
ชาวพุทธอีกส่วนหนึ่งอาจไม่เห็นด้วยเพราะไม่ต้องด้วยคำสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งก็เป็นความเห็นของแต่ละบุคคล
ความเชื่อของแต่ละคนห้ามกันไม่ได้ เช่นเมื่อไม่นานมานี้กระแสความนิยมในหลวงพ่อคูณมีสูงมาก
ทั้งรูปหลวงพ่อคูณ,รูปปั้น,ตะกรุด,ผ้ายันต์ ฯลฯได้รับการเช่าบูชาไปมากมาย
หลวงพ่อคูณก็นำเงินมาสร้างโรงพยาบาล,สร้างสาธารณประโยชน์ ช่วงหลังหลวงพ่อคูณอาพาธกระแสนี้จึงลดลงไป
มองอีกด้านหนึ่งผู้จัดสร้างต้องนำผู้มีชื่อเสียงไปกดพิมพ์นับตั้งแต่สมเด็จพระพุฒาจารย์(สมเด็จเกี่ยววัดสระเกศ)
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์,พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์,นายชวน หลีกภัย
ฯลฯรวมทั้งการสร้างแต่ละรุ่นยังมีราชสกุลเข้ามาร่วมเช่นกิตติยากรสร้างรุ่น"เก้ามงคล องค์ราชัน"นำรายได้มอบถวายสมเด็จพระบรมราชินีนาถเพื่อช่วยเหลือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
,
เมื่อเร็วๆนี้นายชวน หลีกภัยได้รับเชิญจากราชสกุลอาภากร โดย น.ต.ภากร
ศุภชลาศัย และ ม.ร.ว.อิทธินันท์
อาภากร ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ให้กดพิมพ์นำฤกษ์องค์ท้าวจตุคามรามเทพรุ่นเปิดโลกโภคทรัพย์ พิมพ์พิเศษราชสกุลอาภากร โดยมูลนิธิราชสกุลอาภากรจัดสร้างขึ้น เพื่อหารายได้
10
ล้านบาทช่วยเหลือครอบครัวทหาร ตำรวจ และพลเรือนที่ประสบเหตุใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ผมมีตัวเลขจากบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่เคยทำนายไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์
2550 ว่าธุรกิจเกี่ยวข้องกับพระเครื่องและวัตถุมงคลในประเทศไทยปีนี้จะตกประมาณ
22,000 ล้านบาท แต่เมื่อเกิดปรากฎการณ์จตุคามรามเทพทำให้ยอดเงินพุ่งเป็น
4 หมื่นล้านบาท เพราะช่วงเวลานั้นมีผู้สร้างเพียง
50 รุ่น แต่เมื่อคำนวณตลอดปี
2550 จะมีการสร้างเพิ่มถึง 650 รุ่นหรือกว่านั้น จึงทำให้ยอดเงินพุ่งสูงขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจจากการวิเคราะห์ของหนังสือพิมพ์ข่าวสดรายวัน
ซึ่งมีคอลัมน์พระเครื่องและเซียนพระเขียนตลอดมา โดยชี้ว่าองค์จตุคามรามเทพ ถือเป็นศรัทธามาร์เก็ตติ้ง (Faith Marketing) ผู้ซื้อสินค้าตัดสินใจไม่ยากสร้างเม็ดเงินเป็นกอบเป็นกำต่อผู้ทำธุรกิจต่อเนื่อง
ความสำเร็จของศรัทธามาร์เก็ตติ้งประกอบด้วย
1.ตัวสินค้าและบริการโดนใจผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล
จิตใจต้องการเครื่องยึดเหนี่ยวประสานเข้ากับคำว่า "พิธีดี ชื่อรุ่นโดนใจ
พิมพ์สวย"
2.กระบวนการสื่อสารทางการตลาดที่ชัดเจน เริ่มต้นจากมีประเด็นจุดพลุ คือเรื่องราวประวัติของท่านขุนพันธรักษ์ราชเดช และประวัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์จตุคามรามเทพ ผนวกกับข่าวในสื่อต่างๆ ที่เกี่ยวกับอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ ระหว่างการประกอบพิธีบวงสรวง กลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเรื่องปากต่อปาก
ดังนั้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากปรากฎการณ์จตุคามรามเทพประกอบด้วย
1.ธุรกิจโฆษณาประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์หัวสีในประเทศไทยทำให้ยอดโฆษณาเติบโตในรอบ 10 เดือนที่ผ่านมา คาดว่าตลอดทั้งปี 2550
เม็ดเงินโฆษณาของวัตถุมงคลจะสูงถึง 500 ล้านบาท
2.ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพิธีบวงสรวง การจัดสร้างพระเครื่องและวัตถุมงคลแต่ละรุ่น ต้องมีพิธีบวงสรวงทั้งพิธีพุทธาภิเษกและพิธีเทวาภิเษก มีค่าใช้จ่ายอยู่ในเกณฑ์สูง และทำให้เม็ดเงินสะพัด ในธุรกิจดอกไม้และธุรกิจจัดเครื่องเซ่น/เครื่องบวงสรวง แม้กระทั่งสถานที่ในการปลูกเสกไม่ว่าจะเป็นที่นครศรีธรรมราชหรือที่อยุธยา ยังต้องมีค่าเช่าเกิดขึ้น
3.ธุรกิจปั๊ม/หล่อพระรับงานเพิ่มมากขึ้นเพราะต้องหันมาปั๊มและหล่อองค์จตุคามรามเทพด้วยนอกเหนือจากรับหล่อหรือปั๊มพระเครื่องบูชาตามปกติ
4.ธุรกิจแผง/ศูนย์พระเครื่องและเครื่องรางของขลังคึกคักมากเพราะต้องปรับตัวนำองค์จตุคาม-รามเทพมาวางโชว์แทนพระเครื่องและวัตถุมงคลประเภทอื่นๆ แผงพระเครื่องยังทำหน้าที่เป็นตัวแทนเปิดรับจององค์จตุคามรามเทพรุ่นต่างๆ
5.ธุรกิจสิ่งพิมพ์ เดิมหนังสือพระแยกออกเป็น 2 ประเภทคือ หนังสือเกี่ยวกับราคาเช่าบูชาวัตถุมงคลโดยจะเป็นราคากลางที่ใช้อ้างอิง(หรือหั่งเช้งพระ) และหนังสือวิชาการด้านต่างๆ เกี่ยวกับพระเครื่องและวัตถุมงคล เมื่อกระแสความนิยมองค์จตุคามรามเทพเกิดขึ้น ทำให้หนังสือพระหันมาตามกระแส ทางโรงพิมพ์ยังมีงานพิมพ์โปสเตอร์ แผ่นพับและใบจองเพิ่มขึ้นอย่างมาก
6.ธุรกิจที่เกี่ยวกับอุปกรณ์การสะสมพระเครื่องและวัตถุมงคล
เช่นกล่องพลาสติก,กล่องกระดาษ,การผลิตตลับพระ,ธุรกิจอัดกรอบพระ,ธุรกิจจำหน่ายสร้อยลูกปัด/เชือกถัก
ฯลฯเติบโตอย่างมาก
7.บรรดาเกจิอาจารย์ชื่อดังได้รับกิจนิมนต์ไปร่วมการปลูกเสกทำให้ท่านเหล่านี้มีรายได้เพราะเดินทางแต่ละครั้งจะต้องมีค่าโดยสารรูปละ
3-4 หมื่นบาท บางพิธีต้องนิมนต์เกจิ 9 รูปไปถึง99 รูป บางพิธีก็ 500-600
รูป บางรูปก็ต้องนิมนต์เป็นแสน ยิ่งมีอิทธิปาฏิหาริย์เข้ามาเกี่ยวข้องยิ่งดัง
ทุกอย่างเป็นไปตามกฎพระพุทธศาสนาและกฎประวัติศาสตร์
กล่าวคือเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย หรือประวัติศาสตร์มีเกิด-เจริญ-เสื่อมและดับสูญ
เป็นของคู่กัน ดังนั้นปรากฎการณ์ขององค์จตุคามรามเทพ
เมื่อตลาดอิ่มตัวก็ต้องมีขาลงในกลุ่มผู้สร้างและผู้บริโภคเหมือนกัน ไม่มีใครเลี่ยงกฎเหล่านี้ได้
เชื่อว่าในปี 2551 การสร้างองค์จตุคามรามเทพจะลดดีกรีความร้อนลงแน่นอน.....อ่านต่อ
|