วัตถุมงคล”องค์ท้าวจตุคามรามเทพ”ที่สร้างรุ่นแรกพิมพ์ด้านหน้ารูปจตุคามรามเทพประทับนั่ง  พระหัตถ์ซ้ายวางเหนือเข่า พระหัตถ์ขวายกขึ้นในปางประทานพร  วงชั้นในล้อบรอบด้วย 12 นักษัตรสัญลักษณ์เมืองนคร ส่วนวงชั้นนอกเป็นราหูอมจันทร์  ด้านหลังจะเป็นรูปพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช บางรุ่นด้านหลังจะเป็นพระปิดตาเรียกว่าพังพกาฬ

 

จาตุคามรามเทพนครศรีธรรมราช
เมืองพระแต่มีภัยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

นครศรีธรรมราชห้วงเวลานี้เศรษฐกิจคึกคักดีมาก หลังจากที่”องค์จตุคามรามเทพ”อันเป็นวัตถุมงคล เข้ามาช่วยกอบกู้เมือง ผู้คนจากทุกสารทิศเดินทางไปเสาะหาจตุคามรามเทพที่เปิดแผงให้เช่าในตัวตลาดนับหลายร้อยแผง รถบรรทุกจตุคามที่พิมพ์แล้วเพื่อนำไปปลุกเสกเข้า-ออกจนพระธาตุเอียง เกิดกระแสต่อต้านจากชาวนครฯเพราะเกรงว่าพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองจะพังครืนลงมาเหมือนพระธาตุพนมในอดีต ขณะนี้จัดระเบียบเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

ผมมองจาตุคามรามเทพเป็นปรากฎการณ์อย่างหนึ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน จากที่คนนครฯนับถือมานาน จตุคามรามเทพแผ่กระจายไปทั่วประเทศและต่างประเทศ  ดังน้นจึงเป็นปรากฎการณ์ที่น่าศึกษายิ่ง

ผมจึงหวนกลับไปหาอดีตเกี่ยวกับนครศรีธรรมราชดังนี้

นครศรีธรรมราชเป็นเมืองโบราณที่มีความสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง และศาสนามากที่สุดเมืองหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมืองนี้มีชื่อเสียงเป็นที่ รู้จักกันอย่างกว้างขวางมาไม่น้อยกว่า 1,800 ปี หลักฐานทางโบราณคดีและหลักฐานทางเอกสารที่ปรากฏในขณะนี้ยืนยันได้ว่านครศรีธรรมราชมีกำเนิดมาแล้วตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 7 เป็นอย่างน้อย  

จากประวัติศาสตร์อันยาวนานประมวลได้ว่า “นครศรีธรรมราช"ปรากฏชื่อในที่ต่างๆ หลายชื่อ ตามความรู้ความเข้าใจที่สืบทอดกันมาและสำเนียงภาษาของชนชาติต่างๆที่เคยเดินทางผ่านมาในระยะเวลาที่ต่างกันเช่น “ตมฺพลิงฺคมฺ” หรือ“ตามฺพลิงฺคมฺ” (Tambalingam)หรือ“กมลี” หรือ “ตมลี” หรือ “กะมะลิง” หรือ “ตะมะลิง” เป็นภาษาบาลีที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์มหานิเทศ ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 7-8  

คัมภีร์นี้เป็นวรรณคดีอินเดียโบราณกล่าวถึงการเดินทางของ นักเผชิญโชค เพื่อแสวงหาโชคลาภและความร่ำรวยยังดินแดนต่างๆ อันห่างไกลจากอินเดีย คือบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ระบุเมืองท่าต่างๆ ในบริเวณนี้ไว้และในจำนวนนี้ได้มีชื่อเมืองท่าข้างต้น อยู่ด้วย

ชาวตะวันตกเรียกนครศรีธรรมราชว่า "ลิกอร์" สันนิษฐานว่าชาวโปรตุเกสที่เข้ามาติดต่อค้าขายในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นเป็นผู้เรียกก่อนโดยเพี้ยนมาจากคำว่า "นคร"

ส่วนชื่อ "นครศรีธรรมราช" มาจากพระนามของกษัตริย์ผู้ครองนครในอดีตทรงมีพระนามว่า "พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช" (ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช) มีความหมายว่า "นครอันเป็นสง่าแห่งพระราชาผู้ทรงธรรม" หรือ "เมืองแห่งพุทธธรรมของพระราชาผู้ยิ่งใหญ่" คนทั่วไปอาจรู้จักในนาม”เมืองนคร”หรือ”เมืองคอน”

นครศรีธรรมราชตั้งอยู่ริมอ่าวไทยทางใต้ถือเป็นจังหวัดมีพื้นที่ใหญ่อันดับ 2 ของปักษ์ใต้รองจากสุราษฎร์ธานี แบ่งการปกครองออกเป็น 21 อำเภอ 2 กิ่งอำเภอ 165 ตำบล 1428 หมู่บ้าน จังหวัดที่อยู่ติดกันนับจากทิศใต้วนตามเข็มนาฬิกาประกอบด้วย สงขลา,พัทลุง,ตรัง,กระบี่และสุราษฎร์ธานี

เท่าที่ผมพิจารณาดูนครศรีธรรมราชมีประวัติศาสตร์เข้ามาเกี่ยวพันหลายขั้นตอน แต่ผมจะไม่ย้อนกลับไปมากจนกลายเป็นเรื่องพิสดาร เอาเป็นอันว่าเมืองนี้ค่อนข้างรุนแรงและอาถรรพณ์พอสมควรเริ่มจากสมัยพระนารายณ์มหาราช(ทรงเป็นกษัตริย์องค์ที่ 4  ของราชวงศ์อู่ทองแห่งกรุงศรีอยุธยา พระองค์ทรงครองราชย์ระหว่างปีพ.ศ. 2199-2231 หรือ ค.ศ.1656-1688 ) ก็มีเรื่องเกี่ยวพันทางวรรณคดี นั่นคือศรีปราชญ์ กวีเอกคนหนึ่งของเมืองไทย สันนิษฐานว่าเป็นลูกชายของพระโหราธิบดีหรือพระมหาราชครู

ตามประวัติเล่าว่าศรีปราชญ์เข้ารับใช้เบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระนารายณ์ฯหลังจากที่พระองค์ทรงจนแต้มเมื่อทรงนิพนธ์โคลงบทหนึ่งคือ

อันใดย้ำแก้มแม่     หมองหมาย

 ยุงเหลือบฤๅริ้นพราย         ลอบกล้ำ

                พระองค์ก็มอบให้พระโหราธิบดีไปแต่งต่อ จนกระทั่งศรีปราชญ์ผู้เป็นลูกเห็นเข้าจึงแต่งเติมขณะนั้นยังชื่อเด็กชาย”ศรี”อายุ 9 ขวบ โดยแต่งต่อดังนี้

อันใดย้ำแก้มแม่     หมองหมาย

ยุงเหลือบฤๅริ้นพราย             ลอบกล้ำ

ผิวชนแต่จักกราย                 ยังยาก

ใครจักอาจให้ช้ำ                  ชอกเนื้อเรียมสงวน

                สมเด็จพระนาราย์ทรงโปรดมากจึงเรียกตัวเด็กชายศรีเข้าถวายตัวรับใช้ตั้งแต่บัดนั้นมา  จนกระทั่งศรีปราชญ์โตเป็นหนุ่ม มีเรื่องเล่าว่าไปมีเรื่องหรือไปลอบเป็นชู้กับ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ พระสนมเอกของ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช โทษครั้งนี้จะต้องถูกประหารชีวิต แต่พระโหราธิบดีขอไว้ลดโทษเป็นเนรเทศไปอยู่เมืองนครศรีธรรมราชอันเป็นเมืองทุรกันดาร

                เล่าให้สั้นเข้าศรีปราชญ์ไปทำความผิดอีก คราวนี้เจ้าพระยานครซึ่งเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรม ราชไม่เอาไว้ จึงสั่งให้ประหารชีวิต ในสมัยโบราณการประหารชีวิตจะผูกนักโทษติดกับเสาปิดตาพนมมือมัดมือด้วยดอกไม้ธูปเทียน มีเพชฌฆาตรำดาบตัดคอ โดยมี 2 ดาบ  หากดาบแรกคอไม่ขาด ดาบ 2 จะทำหน้าที่ตาม (เหมือนเพลงที่สุเทพ วงศ์กำแหง ขับร้องไว้ว่า “ดั่งถูกดาบสองซ้ำต้องอีกที  ลาก่อนคนดีชีพนี้อุทิศให้เธอ” )

                ศรีปราชญ์ได้เขียนโคลงสี่สุภาพไว้เหมือนกับการแช่งชักหักกระดูกเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช อันเป็นโคลงสี่สุภาพที่โด่งดังนำมาให้นักเรียนได้เรียนและท่องจำกันดังนี้

ธรณีนี่นี้                 เป็นพยาน

เราก็ศิษย์มีอาจารย์               หนึ่งบ้าง

เราผิดท่านประหาร             เราชอบ

เราบ่ผิดท่านมาล้าง              ดาบนั้นคืนสนอง

ตามประวัติศาสตร์เล่าว่าเมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้สูญเสียแม่ทัพเหล็ก(เจ้าพระยาโกษาฯ)ผู้เป็นเสาหลักแห่งกรุงศรีอยุธยาไปแล้ว ก็ทรงเศร้าโศกพระทัยยิ่งนัก เป็นเหตุให้ทรงรำลึกถึงศรีปราชญ์รัตนกวีคู่พระทัยขึ้นมา ทรงโปรดให้นำตัวศรีปราชญ์คืนกลับกรุง แต่ศรีปราชญ์ถูกเจ้าพระยานครประหารชีวิตไปแล้ว  จึงทรงพิโรธ ตรัสสั่งให้พระยารามเดโช นำทัพไปกุมเอาตัวเจ้าพระยานครล้างเสียด้วยดาบเล่มเดียวกันกับที่ใช้ประหารศรีปราชญ์ให้ตายตกไปตามกัน และทรงโปรดให้พระยารามเดโช ขึ้นเป็นเจ้าพระยารามเดโช เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชนับแต่นั้น

                ความรุนแรงประการที่สองที่ผมประมวลได้ก็คือเหตุการณ์ที่แหลมตะลุมพุกเมื่อคืนวันที่ 25 ต่อวันที่ 26 ตุลาคม 2505 ได้เกิดพายุโซนร้อน”แฮเรียต”พัดผ่านทางตอนใต้ของประเทศไทย ยังความเสียหายให้แก่จังหวัดต่างๆทางภาคใต้ถึง 12 จังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่แหลมตะลุมพุก อำเภอปากพนัง ได้รับความเสียหายมากที่สุด ไม่มีบ้านเรือนราษฎรและสิ่งก่อสร้างหลงเหลืออยู่เลย มีผู้เสียชีวิตไม่น้อยกว่า1,000 คน

                หลังเกิดเหตุ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชกระแสรับสั่งให้ กรมประชาสงเคราะห์ ช่วยเหลือโดยรีบด่วน พร้อมทั้งทรงติดต่อขอเครื่องบินจากกองทัพอากาศ ให้การสนับสนุนในการนำสิ่งของไปมอบให้แก่ผู้ประสบภัย ที่บริเวณแหลมตะลุมพุก ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2505  จากนั้นมีการระดมรับบริจาคเงินและสิ่งของช่วยผู้ประสบภัยและพระราชทานสิ่งของด้วยพระองค์เอง ปรากฏว่าช่วงระยะเพียง 1 เดือน มีผู้บริจาคเงินถึง 11 ล้านบาท และสิ่งของต่างๆประมาณ 5 ล้านบาท

                เงินส่วนหนึ่งพระองค์พระราชทานให้กระทรวงศึกษาธิการไปสร้างโรงเรียนประชาบาลที่ถูกพายุพัดไป 12 โรงใน 6 จังหวัดภาคใต้และพระราชทานชื่อว่าโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 1 ถึง 12 ตามลำดับ  จากนั้นยังมีเงินเหลืออยู่ 3 ล้านบาท ในหลวงทรงตั้งเป็นกองทุนช่วยเหลือและสงเคราะห์ผู้ประสบภัยทั่วประเทศด้วยการจัดตั้งเป็น”มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ “ตั้งแต่นั้นมา โดยมีความหมายว่า พระราชาและประชาชนต่างอนุเคราะห์ซึ่งกันและกัน ปัจจุบันคราวใดที่ประชาชนต้องประสบสาธารณภัย มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ จะเข้าช่วยเหลือทันที

                ใครอยากจะทราบเรื่องแหลมตะลุมพุกขอให้ไปถามคนปากพนัง ที่มีประสบการณ์โดยตรงในสมัยเด็กและรอดชีวิตมาได้ เขาชื่อคุณตุ๋ยหรือคุณสุทธิพร  สังข์มี เจ้าของห้องอาหารจิตรลดา ปักษ์ใต้บ้านเราอยู่เลขที่ 5233 ½  Sunset Blvd.,Hollywood โทร.(323)663-3104

                ฉบับต่อไปผมจะเขียนถึง”ภัย”ของเมืองนครยังมีอีกหลายเหตุการณ์จนถึงกับมีการสร้างศาลหลักเมืองขึ้นมาใหม่เพื่อปกปักรักษาเมือง  .....อ่านต่อ

 

 
 
 
 
 

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy Editor USA How to Laws&Immigrations American Ways Interview Columns Once upon the times tupna Society&Business Business Society Special Reports Sports Decoded destiny Letter to Editor Leter From Thailand Cartoon Shopping