----------------------------------------------คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่----------------------------------------
ทางรถไฟอีสานและสายอื่นเพื่อเศรษฐกิจ
การคมนาคมและการท่องเที่ยวของไทย
ฉบับที่แล้วผมพาไปเที่ยวอ.โขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ผมเห็นว่ามีจุดน่าสนใจที่จะนำมาเขียนถึงเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจรวมถึงการท่องเที่ยวโดยใช้ทางรถไฟมาเป็นตัวตั้ง
ซึ่ง สุวิทย์
ธีรศาศวัต แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์และโบราณคดี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นเขียนเรื่องทางรถไฟสายอีสานในสมัยรัชกาลที่ ๕-๗ ไว้ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ดังนี้
การสร้างรถไฟสายอีสานเริ่มจาก สายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา
เป็นสายแรกของรัฐบาลไทย จุดมุ่งหมายหรือความคาดหวังของรัฐบาลที่จะเห็นประโยชน์อันเกิดจากการสร้างทางรถไฟสายนี้ ปรากฏในประกาศสร้างทางรถไฟสยามจากกรุงเทพฯ ถึงเมืองนครราชสีมา ลงวันที่
22 มีนาคม ร.ศ.
109 (พ.ศ. 2433
นับอย่างปฏิทินปัจจุบัน พ.ศ.
2434 ) ความตอนหนึ่งว่า
"(รัชกาลที่ 5) ทรงพระราชดำริเห็นว่า การสร้างหนทางรถไฟเดินทางไปมาในระหว่างหัวเมืองไกล เป็นเหตุให้เกิดความเจริญแก่บ้านเมืองได้เป็นอย่างสำคัญอันหนึ่ง เพราะทางรถไฟอาจจะชักย่นหนทางหัวเมืองซึ่งตั้งอยู่ไกลไปมาถึงกันยากให้กลับเป็นหัวเมืองใกล้ไปมาถึงกันได้โดยสะดวกเร็วพลัน การย้ายขนสินค้าไปมาซึ่งเป็นการลำบากก็สามารถจะย้ายขนไปมาถึงกันโดยง่าย เมื่อเป็นดังนี้หัวเมืองใดซึ่งที่ดินอุดมดี แต่สินค้ายังไม่บริบูรณ์ เพราะขัดหนทางไปมายากไม่สามารถที่จะย้ายขนสินค้าที่จะบังเกิดขึ้นไปมาค้าขายแลกเปลี่ยนกันกับหัวเมืองอื่นได้ ก็คงมีผู้อุตส่าห์คิดสร้างทำเลเพาะปลูกสั่งสินค้านั้นให้มากยิ่งขึ้น เป็นการเปิดโอกาสให้อาณาประชาราษฎรมีทางตั้งการทำมาหากินกว้างขวางออกไป แลทำให้ทรัพย์สมบัติกรุงสยามให้มากยิ่งขึ้นด้วย
ทั้งเป็นคุณประโยชน์ในการบังคับบัญชาตรวจตราราชการ บำรุงรักษาพระราชอาณาเขตให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุขได้โดยสะดวก อาศัยเหตุทั้งปวงนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระราชดำริ พร้อมด้วยความคิดท่านเสนาบดีเห็นสมควรจะสร้างทางรถไฟตั้งแต่กรุงเทพฯ ถึงเมืองนครราชสีมาเป็นสายแรก"
การสร้างเส้นทางรถไฟตามพระราชดำริของในหลวง
ร.5 มี 2 ประการคือประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและประโยชน์ด้านการเมืองการปกครอง
การก่อสร้างเริ่มเมื่อวันที่
วันที่
9
มีนาคม
พ.ศ.2435 เปิดเดินรถได้ในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.
2440 ไปถึงอยุธยาระยะทาง 71 กิโลเมตร การก่อสร้างดำเนินต่อไปและสถานีต่างๆเปิดเดินรถได้ดังนี้ นครราชสีมา 21 ธันวาคม
2443,สถานีท่าช้าง 1 พฤศจิกายน 2468,บุรีรัมย์ 1 เมษายน 2468, สุรินทร์ 1
พฤษภาคม
2469 ,สถานีห้วยทับทัน 1 พฤษภาคม 2470,สถานีศรีสะเกษ 1 สิงหาคม 2471 และไปสุดที่สถานีอำเภอวารินชำราบ จ.อุบลฯเมื่อ 1 เมษายน 2473 ก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
2 ปีเศษ
ทางด้านอีสานกลางและอีสานเหนือมีการก่อสร้างหลังจากอีสานใต้เสร็จสิ้นแล้วและเปิดเดินรถดังนี้สถานีบัวใหญ่(โคราช) 1
พฤษภาคม
2474 ,สถานีเมืองพล(ขอนแก่น) 2474 ,สถานีบ้านไผ่
2475สถานีขอนแก่น 1 เมษายน 2476,สถานีอุดรธานี 24 มิถุนายน 2484 ,สถานีหนองคาย
23 กันยายน 2499
นับตั้งแต่นั้นมาทางรถไฟไม่ได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติม
ผมจึงเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะนำพระราชดำรัสของพระพุทธเจ้าหลวง ร.
5 มาสานต่อ เพราะผลที่ตามมาจะเป็นประโยชน์ต่อไปในภายภาคหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย
ทุกวันนี้ประเทศไทยพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศได้มากมายหลายแห่ง การเดินทางมีทั้งทางบกทางน้ำและทางอากาศ และทางบกยังต้องเพิ่งทางรถยนต์เพราะในเขตหลายอำเภอรถไฟหรือเครื่องบินเข้าไปไม่ถึงหรือไม่คุ้มค่าหากจะสร้างสนามบินขึ้นมาเพิ่มเติม
เมื่อได้ไปเที่ยวโขงเจียมคราวที่แล้วผมจึงเห็นแนวคิดว่า เมืองไทยยังพัฒนาได้อีกมาก กล่าวคือรถไฟสายอีสานใต้ หากจะสร้างเพิ่มเติมจากสถานีวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เลียบชายแดนของประเทศขึ้นไปถึงหนองคายก็น่าจะทำได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องมีการศึกษาเบื้องต้นเช่นผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม,ค่าเวนคืนที่ดิน,จำนวนเงินลงทุน,ความคาดหวังที่จะได้รับหลังจากก่อสร้างเสร็จ
ความคิดแบบนักเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นของผมก็คือ หากเราก่อสร้างทางรถไฟต่อเติมจากวารินชำราบ คู่ขนานไปกับทางรถยนต์ผ่านกิ่งอ.สว่างวีรวงศ์ ตรงเข้าเขตอ.พิบูลมังสาหารและขึ้นสู่อ.โขงเจียมไปยังอุทยานผาแต้ม ผ่านเข้าเขตอ.เขมราฐ ตรงไปยังจังหวัดมุกดาหาร,ไปอ.ธาตุพนมอ้อมเข้าสู่จังหวัดสกลนครก่อนที่จะตัดตรงเข้าสู่ตัวจังหวัดนครพนมและสร้างเชื่อมต่อไปยังจังหวัดหนองคาย อาจคิดเป็นเฟสแรกของการก่อสร้าง
ส่วนเฟสที่สองต่อไปนั้นหากท่านมีแผนที่ประเทศไทยจะทราบได้ว่าสามารถสร้างทางรถไฟแยกออกไปได้อีกหลายเส้นทางกล่าวคือจากจังหวัดมุกดาหารตรงเข้ามายังจังหวัดกาฬสินธ์สู่ขอนแก่น
(ซึ่งมีทางรถไฟผ่านอยู่แล้ว) จากนั้นตรงไปยังจังหวัดเพชรบูรณ์และไปบรรจบสายเหนือที่จังหวัดพิจิตร
เราก็จะได้ทางรถไฟที่ต่อเชื่อมกับเกือบทั่วประเทศ
ลองมาคำนวณดูว่าหากมีการก่อสร้างจริง ถือเป็นการสร้างงานให้กับคนในพื้นที่ แทนที่คนอีสานหรือคนจังหวัดอื่นใดที่ทางรถไฟผ่านจะเข้ามารับจ้างในกรุงเทพฯเช่นขับรถแท็กซี่,เป็นคนงานตามโรงงานหรืออื่นๆ เราก็จะได้ใช้แรงงานของเขาช่วยพัฒนาเศรษฐกิจให้คนมีงานทำ สิ่งที่จะตามมาในเบื้องแรกคือโรงงานถลุงเหล็กทำรางรถไฟ,โรงงานปูนซีเมนต์,วัสดุก่อสร้างทุกประเภทที่จะนำไปก่อสร้างอื่นๆเช่นชานชลาสถานี,ร้านค้า,ร้านอาหาร,โรงแรมที่พัก เมื่อแล้วเสร็จคนในพื้นที่ก็จะมีงานทำต่อเนื่อง
การนำสินค้าพื้นเมือง,พืชผักผลไม้ต่างๆออกมาจำหน่ายหมุนเวียนก็จะทำให้เกษตรกรในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้นเพราะรถไฟสามารถขนส่งได้จำนวนมาก ค่าใช้จ่ายถูกกว่าการขนส่งด้านอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นการลดค่าซื้อน้ำมันดิบจากต่างประเทศลงได้ด้วย
มองในแง่การท่องเที่ยว ภาคอีสาน(รวมทั้งภาคอื่นๆ)ในระยะหลังถือว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)ไปจัดทำและพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวตลอดจนปลุกอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้ดีมาก ผู้คนจากภาคหนึ่งจะเดินทางไปเที่ยวอีกภาคหนึ่งเพื่อได้เห็นวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นก็จะสะดวกยิ่งขึ้น
จริงอยู่ปัจจุบันทางรถยนต์ก็สามารถแล่นไปมาหาสู่กันได้สะดวก แต่อย่าลืมว่าเราต้องมองถึงอนาคตไม่ว่าจะเป็นประชากรที่เพิ่มขึ้น,พลังงานน้ำมันนับวันน้อยลงและแพงขึ้น จึงหันไปใช้พลังงานอย่างอื่นทดแทนเช่นคำว่าเครื่องยนต์ Hybrid เป็นต้น ทางรถไฟสายอีสานสร้างสิ้นสุดตั้งแต่ปี 2499
นี่ก็เข้าไป 51 ปีแล้ว เราควรจะคิดถึงคนรุ่นหลังว่าเราจะสานต่อพระราชดำริของพระพุทธเจ้าหลวง
รัชกาลที่ 5 ต่อไปได้อย่างไร
มองมาที่สหรัฐเมื่อคิดทำ
Freeway
ขึ้นมาก็เพิ่งคิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณปี 1946 เมื่อ อัล กอร์ ซีเนียร์(พ่อของอดีตรองประธานาธิบดีอัล
กอร์)ไปสงครามและเห็น Autobahn ในเยอรมนีที่แล่นกันอย่างสะดวก
ก็นำมาเสนอสร้างฟรีเวย์ในสหรัฐ ทำให้เรามีฟรีเวย์ใช้กันในปัจจุบัน
ประเทศไทยในสมัยจอมพลสฤษดิ์
ธนะรัชต์ ก็มี ดร.ป๋วย
อึ๊งภากรณ์ เป็นผู้วางแผนเศรษฐกิจมีการก่อสร้างถนนมิตรภาพอันเป็นสายยุทธศาสตร์และสายเศรษฐกิจเข้าสู่ภาคอีสานกับภาคกลาง ความเจริญก็เกิดขึ้น
เราควรคิดกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีนี้
จะทำให้ประเทศไทยไปโลด ประชากรไปมาหาสู่กันสะดวก นี่ผมยังไม่ได้พูดถึงการเชื่อมต่อทางรถไฟไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
แต่ท่านนายกรัฐมนตรีพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ไปติดต่อจีนเพื่อทำทางรถไฟจากจีนเข้ามาทางเหนือของไทย จะทำให้การเดินทางไปมาหาสู่กันสะดวกยิ่งขึ้น
ผมถือเป็นวิธีคิดแบบรัฐบุรุษคือคิดไปข้างหน้าเพื่อคนรุ่นต่อไป ไม่ใช่มานั่งคิดเล็กคิดน้อยในปัจจุบันเท่านั้น
.....อ่านต่อ
|