----------------------------------------------คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่----------------------------------------
พบกับเพื่อนเก่าที่บ้านไม้แดง
บางครั้งคนเราได้พบกันโดยบังเอิญ
จำได้ว่าครั้งหนึ่งกลับกรุงเทพฯพบกับอัศวิน อภัยวงศ์ เพื่อนเก่าสมัยที่เคยทำอยู่ประชาชาติรายวัน
สวนทางกันที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ยังจำกันได้ทราบว่าเขาไปทำธุรกิจโรงแรมอยู่แถวอรัญประเทศ
เคยทำงานการเมืองในกลุ่มมดงาน นี่เรียกว่าบังเอิญ
ครั้งนี้ก็เช่นกันไปงานศพรพีพรหรือ
สุวัฒน์ วรดิลก ที่วัดมกุฎกษัตริยาราม พบกับหลายคนอาทิเช่นอ๋า-ธัญญา
ชุนชฎาธาร 1 ใน 13 ผู้ถูกจับกุมในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เขาสนิทชิดเชื้อกับรพีพรจึงไปงานศพทุกคืน
วันนั้นเราคุยกันถึงสถานการณ์ทางการเมืองและปัญหาภาคใต้ เขาวิเคราะห์ว่าเป็นปัญหาสากลโดยเฉพาะเกี่ยวเนื่องกับมุสลิม ถามสารทุกข์สุกดิบโดยเฉพาะเรื่องทำหนังสือพิมพ์ในแอล.เอ.
และอื่นๆ
คืนนั้นวันที่ 19 เมษายน
ก่อนกลับมีสุภาพสตรีคนหนึ่งเรียกพี่เทิ่ง สวัสดีพี่เทิ่ง หมายถึงคุณพงษ์ศักดิ์ บุญชื่น เพราะเราไปด้วยกัน สตรีผู้นั้นผมจำไม่ได้
ตอนหลังพี่เทิ่งแนะนำว่าตู่ไงและแนะนำผม
เราจ้องหน้ากันสักพักก็จำกันได้ หลังจากไม่ได้พบกันตั้งแต่ช่วงปี 2521
นานทีเดียว
สตรีในกลุ่มนี้ประกอบด้วยตู่
นิรมล,รุ้ง วชิราภรณ์ หรือวชิราภรณ์ แสงประทุม(ล่วงลับ) ภรรยาของสุธรรม
แสงประทุมและอีกคนปุ้ย ขอโทษจำชื่อจริงไม่ได้ 3 คนนี้จะเกาะกลุ่มกันเคยเป็นนิสิตฝึกงานข่าวหนังสือพิมพ์จนมาทำกันเป็นอาชีพ
พวกเธอเรียนอยู่นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ตู่ นิรมล ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นนิศานาถ
โยธาสมุทร เป็นผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายธนาคารชุมชน ธนาคารกรุงไทย
ด้วยงานชุมชนตู่มักจะเดินทางออกต่างจังหวัดบ่อยครั้ง เรานัดพบปะและกินข้าวเย็นกัน
เป็นคืนวันพุธที่ร้านบ้านไม้แดงอยู่ริมถนนวิภาวดีรังสิต เยื้องตรงข้ามกับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ตอนกลางวันผมไปกินอาหารกลางวันที่ห้องอาหารเลอ ดานัง ใต้ถุนโรงแรมเซ็นทรัลโซฟิเทล
ลาดพร้าว โดยมีทนายความสุขสันต์ จิรจริยาเวช เป็นเจ้ามือ ด้วยการจัดการของเล็ก
ติงลี่ อาหารมื้อกลางวันยังมีคุณภูมิอินท์ ผาผุยและคุณพวงรัตน์ จันทรวงศ์
ไปร่วมด้วย ส่วนใหญ่ที่ไปคือศิษย์เก่าโรงเรนียนวัดสุทธิวราราม ยกเว้นคุณภูมิอินท์เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวัดสระเกศ
เสร็จจากนั้นเวลายังเหลือ
ผมไม่อยากกลับสำโรงจึงเข้าบ้านบางเขนเพื่อรอเวลาอาหารเย็นต่อ โดยให้น้องชายขับไปส่งที่ร้าน
ได้พบตู่และเพื่อนอีกคนโอ๋ หรือดวงตา พิริยานนท์ ปัจจุบันเธอเป็นอาจารย์สอนวิชาสื่อสารมวลชนฯผมจำไม่ได้ว่าสอนมหาวิทยาลัยไหน
ทั้งสองนั่งรออยู่ก่อนแล้ว พร้อมทั้งพี่เทิ่ง พงษ์ศักดิ์ บุญชื่น
ไม่นานแอ๊ด พาณีพรรณ ทิสาพงศ์ (นามสกุลเดิม จิวะนันทประวัติ)มาสมทบ แอ๊ดเป็นนักศึกษารุ่นน้องที่วารสารศาสตร์
มธ. ทำหนังสือพิมพ์กันมาก่อนที่เธอจะย้ายไปทำชีพอื่นคือปัจจุบันเป็น
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทพร้อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค สร้างบ้านจัดสรรระดับดีจำหน่ายที่เมืองไทย
ตู่โทร.ไปบอกแอ๊ดว่ามีคนอยากพบ แต่ยังไม่บอกว่าเป็นใคร
เมื่อไปถึงแอ๊ดจำผมได้ และยิ่งจำได้เมื่อได้ยินเสียงที่พูดออกไป แอ๊ดยังถามถึงบัตเตอร์ฟลายหรือ สราญจิต วิทยะ และฝากความคิดถึงมายังเธอด้วย
เย็นวันนั้นฝนตกหนักและตกพรำๆ
พอมากันครบหน้าแล้ว แต่ละคนก็ถามไถ่ถึงทุกข์สุขของกันและกัน เมื่อเอ่ยถึงคนนั้นคนนี้ก็โทร.ติดต่อกันมา
คนแรกพี่ศรีหรือศรี อินทปันตี แม้จะติดงานเลี้ยงอีกงานก็รีบบึ่งมาพบ
ตามด้วยประเดิม ดำรงเจริญ ปัจจุบันเป็นเจ้าของโรงพิมพ์ยูโรป้าและยังเป็นหัวหน้าพรรคชาวนา เมื่อใดที่พลังเกษตรกรเดินทางเข้ามาทำเนียบ
นั่นล่ะฝีมือประเดิม
วีรกรรมในอดีตของเขาก็มีมากเคยเป็นผอ.นสพ.อธิปัตย์
ตอนที่ผมเป็นหัวหน้ากองบก. ,เคยต้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพสมัยเป็นบรรณาธิการวารสารของพรรคสัจธรรมรามคำแหง
ด้วยบทกลอนจากชาวฟ้าถึงข้าชาวดิน ร้อนถึงพี่ใบหรือทองใบ ทองเปาด์ ไปทำหน้าที่ทนายแก้ต่างให้จนเขาพ้นคดี ศาลยกฟ้อง
ผมเอาเกษตกรเข้ามา
พลเอกสพรั่ง กัลยาณมิตร ขอเชิญผมเข้าไปคุยถึงกองทัพบก แต่พอเคลียร์กันแล้ว เขารู้ว่าผมไม่ใช่พวกกลุ่มอำนาจเก่า
ก็เข้าใจกัน ก็เพราะพวกเกษตกรเขาเดือดร้อนจริงๆ เขาจึงรวมตัวกันเข้ามา
เป็นหมื่นครับประเดิมเล่าให้วงสนทนาฟัง
คุณไม่ใช่ชาวนาไปเป็นหัวหน้าพรรคชาวนาได้ยังไงศรี อินทปันตี กระแซะ
ก็ในที่ประชุมเขาเลือกผมขึ้นมาเป็น
จะให้ผมทำยังไงประเดิมแย้ง ทั้งคู่เคยอยู่ด้วยกันที่สวีเดน ในระหว่างการหลบภัยการเมือง
คืนนั้นดนตรีหนวกหูมาก วงดนตรีเพลงเพื่อชีวิตปัจจุบันก็ผันแปรไปเพราะเพลงเพื่อชีวิตหาคนแต่งได้น้อยลง
จึงหันไปเล่นเพลงพระราชนิพนธ์บ้าง เพลงลูกกรุงบ้างและยังแถมลูกทุ่งอีกต่างหาก
เราจึงย้ายออกจากห้องใหญ่ ไปอีกห้องหนึ่งที่อยู่ตึกตรงกันข้ามจัดไว้ต่างหาก
การพูดคุยกันจึงค่อยรู้เรื่องไม่ต้องตะโกนหัน
ห้องอาหารแห่งนี้อยู่ในเครือเดียวกันพวกตะวันแดงสาดแสงเดือน
คนที่บริหารใหญ่ๆก็มี ปั้ม นาคธน คืนนั้นเขาติดธุระมาไม่ได้ เขายังบ่นเสียดายอยู่เมื่อรู้ว่าผมไป
คืนนั้นได้ข่าวเชิงลึกจากหลายคนที่เล่าให้ฟัง เกี่ยวเนื่องกับการเมืองของเมืองไทยหลายประการ
เป็นข่าวที่นำมาเขียนไม่ได้ แต่เล่าสู่กันฟังได้ในที่รโหฐาน
คนที่ผมพบเหล่านี้ยังเคลื่อนไหวและรับรู้ข่าวสารทางการเมืองตลอดจนตั้งกลุ่มสนทนากันอยู่
การติดต่อสื่อสารก็ทำกันผ่านอินเตอร์เน็ตบ้าง การพบปะกันครั้งนี้ถือเป็นการจุดไฟขึ้นมาอีก
หลายคนบอกว่าคงจะพบปะกันถี่ขึ้น
รับประทานอาหารเย็นกันมากขึ้นขยายวงกับเพื่อนพ้องน้องพี่กลุ่มเก่ามากขึ้น
เพราะอดีตคือสิ่งหนึ่งที่เราเหมือนกันคือการต่อสู้ทางการเมือง เพียงแต่ว่าเราต่อสู้ในฐานะของคนทำงานด้านสื่อ
ขับขานและเดินงานไปพร้อมกับมวลชน
รู้ว่าตู่ชอบดื่มไวน์เพราะนำไวน์ติดตัวมาเปิดดื่มด้วย
คราวต่อไปผมก็ต้องใส่ไว้ในลีสต์แล้วล่ะว่า ต้องมีไวน์แคลิฟอร์เนียไปฝากน้องนุ่งอีก
1 ราย คืนนั้นเราแยกย้ายกันประมาณเกือบตีสอง หลายคนยังต้องไปทำงาน-ก็เป็นคืนที่สุขสันต์อีกคืนหนึ่ง
ดีใจที่ได้พบ ไม่อยากจากกัน แต่เราต้องขอยืมวลีนักเขียนอมตะมาพูดว่า จนกว่าเราจะพบกันอีก.....อ่านต่อ
|