----------------------------------------------คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่----------------------------------------
จันทบุรีกับนเรศ นโรปกรณ์
ไปจันทบุรีคราวนี้ผมมีโอกาสไปเยี่ยมคุณนเรศ นโรปกรณ์ เจ้าของคอลัมน์ดังในอดีตสาวเอยจะบอกให้ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ รายวัน หากใครเคยอ่านและติดตามสยามรัฐรายวันยุคนั้นจะมีนักเขียนประเภทสุดยอดอยู่หลายคน หนังสือพิมพ์ออกภาคบ่าย โดยเฉพาะหน้า
5 คึกฤทธิ์ ปราโมช ใครๆก็จะต้องหามาอ่านว่าวันนี้คึกฤทธิ์จะเขียนอะไรหรือพูดอะไร
ก่อนผมจะไปจันทบุรีได้พูดคุยกับคุณสำเริง คำพะอุ นักหนังสือพิมพ์อีกคนที่ชวนผมไปเยี่ยม
พี่นเรศที่บ้านพักผู้สูงอายุจันทบุรีในวันที่
29 เมษายน ผมตอบไปว่าวันนั้นผมต้องขึ้นเครื่องบินกลับแอล.เอ.แล้ว
จึงถือโอกาสไปเยี่ยมก่อน ไหนๆก็ต้องไปจันทบุรีอยู่แล้ว
คุณสำเริง คำพะอุ ปัจจุบันเขียนคอลัมน์วันต่อวันในหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวันและยังเป็นที่ปรึกษาของนสพ. APN ฉบับนี้ด้วย เราเคยทำงานด้วยกันที่นสพ.ประชาธิปไตยรายวันเมื่อต้นปี 2516
หนังสือฉบับนี้มีคุณณรงค์ เกตุทัต เป็นผู้อำนวยการและเจ้าของ ก่อนที่จะยกทีมลาออกเกือบทั้งหมด
หัวหน้ายกทีมก็คือ คุณพงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร บรรณาธิการบริหารยุคนั้น
ที่ยังไม่ออกอาทิเช่นคุณวิรัช
ทศานนท์,คุณจันทรา ชัยนาม,คุณสุวัฒน์ ทองธนากุล เป็นต้น หลังจากคณะของเราลาออกแล้ว
คุณณรงค์ก็ได้คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เข้าไปทำหน้าที่บรรณาธิการบริหารขับเคลื่อนประชาธิปไตยรายวันต่อไป
หันมาทางด้านคุณนเรศหรือพี่นเรศ เท่าที่ผมติดตามประวัติเดิมชื่อ สิงห์ชัย
บังคะดานรา พื้นเพเป็นชาวจังหวัดสุรินทร์ เข้าเรียนนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์รุ่นปี
2493 หรือนิติศาสตร์รุ่น 2 มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ระหว่างเรียนอยู่ปี 3 หรือพ.ศ.2495 เจอข้อหากบฎสันติภาพ
พี่นเรศถูกลบชื่อออกจากทะเบียนนักศึกษาพร้อมเพื่อนๆอีกหลายคน
ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นนเรศ
นโรปกรณ์ คนยุคนั้นเปลี่ยนชื่อกันหลายคนโดยเฉพาะกลุ่มนักเขียนนักกลอน
อาทิเช่น คุณสนธิกาญจน์ กาญจนาท,คุณเวทิน ศันสนียเวทย์ คนหลังยังอยู่ในสหรัฐและยังสนิทกับพี่นเรศอีกด้วย
ในปี 2510 คุณนเรศเข้ามาเรียนต่อวิชาการหนังสือพิมพ์
ที่แผนกอิสระวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มธ.จนจบ
จากนั้นเข้าเรียนหลักสูตรปริญญาตรีวารสารศาสตร์ฯและจบ ยังจำได้ว่าพี่นเรศรับปริญญาพร้อมกันกับผม ในวันนั้นพี่เสกหรือเสกสรร ภู่ประดิษฐ์ นักจัดรายการวิทยุชื่อดังก็รับปริญญาพร้อมกัน ส่วนพี่ศรีหรือ ศรี อินทปันตี รับปริญญาโทรัฐศาสตร์
ผมสอบถามสถานที่ดูแลผู้สูงอายุจนพบ
ทราบว่าตั้งอยู่เลขที่ 137 หมู่ 4 ต.จันทนิมิต อ.เมือง จันทบุรี 22000
ใช้ชื่อว่าคามิลเลียน โซเชี่ยล เซ็นเตอร์ จันทบุรี ศูนย์แห่งนี้ก่อสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแก่นักบุญคามิลโล บริหารงานโดยคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก
รับผู้สูงอายุเข้าไปดูแลและรักษาพยาบาล หากเทียบกับภาษาอังกฤษก็น่าจะอยู่ในลักษณะของ
Nursing
Home
สถานที่จัดไว้อย่างดี สะอาด
ล้อมรั้วรอบขอบชิด จัดสวนหย่อมต้นไม้ ปลูกดอกไม้และด้านหลังเป็นสระน้ำ
กล่าวได้ว่าจัดทำภูมิทัศน์ (Landscaping) ไว้ดีมาก
ไม่ทราบอายุแท้จริงของคุณนเรศ
หากคำนวณเอาก็น่าจะประมาณ 77 ปี เพราะถ้าเข้าธรรมศาสตร์ปี 2493 อายุประมาณเอา
20 ปีและเมื่อนำปี 2550 ตั้งลบด้วย 2493 ก็จะเป็น 57 และบวกเข้ากับอีก
20 ปีจึงเป็น 77 ปี ขาดเหลืออย่างไรน่าจะอยู่ราวๆนี้
ผมได้รับคำบอกเล่าจากคุณสำเริงว่าภรรยาคุณนเรศและลูกชายถึงแก่กรรมไปแล้ว
เหลือลูกสาวคนเดียวซึ่งมีครอบครัวและต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ จึงจัดการนำพ่อไปอยู่ในบ้านพักผู้สูงอายุให้ดูแล ซึ่งค่าดูแลต่างๆต้องมีค่าใช้จ่ายรายเดือนเหมือนกัน
ไม่ใช่เข้าไปอยู่ฟรี
เมื่อเข้าไปสอบถามเจ้าหน้าที่เขาก็พาผมไปพบพี่นเรศ เมื่อเห็นสภาแล้วผมไม่ถ่ายภาพมาเพราะมันเศร้าดูไม่อภิรมย์
พี่นเรศนอนอยู่บนเตียงคนไข้
ร่างกายผอมเหลือแต่หนังติดกระดูก ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เวลากินข้าวจะเป็นข้าวบดโดยมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยป้อน
เมื่อเข้าไปถึงยกมือไหว้และแนะนำตัวเอง
พี่นเรศจำได้พยักหน้าหงึกๆ แต่พูดไม่ได้
มีแต่ผมฝ่ายเดียวเล่าเรื่องราวให้ฟัง พร้อมกับกล่าวถึงคุณสำเริง ซึ่งพี่นเรศก็พยักหน้ารับทราบอีก จากนั้นพี่นเรศยังยกมือขึ้นท่วมหัวเหมือนแสดงความยินดีที่ยังได้พบกัน
พี่นเรศรับทราบแน่นอนเพราะในห้วงเวลาที่มติชนรายวันเปิดดำเนินการที่โรงพิมพ์พิฆเนศ แพร่งสรรพศาสตร์นั้น
พี่นเรศเปิดร้านนเรศ นโรปกรณ์ ขายหนังสืออยู่ตึกแถวด้านหน้าบนถนนตะนาวตรงข้ามกับภัตตาคารนามชัย(หรือนำชัย
ผมจำไม่ถนัด) ไม่ไกลจากศาลเจ้าพ่อเสือเท่าใดนัก ช่วงหลังพี่นเรศนำลูกชายมาฝากงานทำหน้าที่พิสูจน์อักษรกับพี่ช้างหรือคุณขรรค์ชัย
บุนปาน
เมื่อพบกันพี่นเรศพูดว่าผมฝากลูกผมไว้กับคุณไพสันติ์ไว้ด้วยก็แล้วกัน อยากให้เขาทำหนังสือพิมพ์พี่นเรศเคยพูดกับผมเช่นนี้ หลังจากที่ลูกชายเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ อายุยังไม่มากนัก ทราบว่าพี่นเรศเสียใจมาก
ในห้วงเวลาที่ผมกลับกรุงเทพฯนั้นได้รับข่าวคราวถึงการจากและความเจ็บป่วยของนักหนังสือพิมพ์รุ่นพ่อ,รุ่นพี่กันหลายราย อาทิเช่นคุณกุศล ประสาร อดีตหัวหน้าข่าวเดลิวนิวส์ก็ถึงแก่กรรม,คุณสมบูรณ์
วรพงษ์ แห่งไทยรัฐก็เจ็บป่วย ลูกๆนำไปอยู่เชียงใหม่และยังมีอีกหลายคนที่อยู่ในวัยชราภาพมากแล้ว
สำหรับคุณสมบูรณ์ วรพงษ์นั้นผมเคยรู้จักและยังรู้จักกับลูกชายของเขาดีคือ
คุณกุลชีพ วรพงษ์ เรียนอยู่รัฐศาสตร์ มธ.เคยมาช่วยผมแปลข่าวต่างประเทศขณะทำหนังสือพิมพ์อธิปัตย์ของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยช่วงหลังเหตุการณ์
14 ตุลาคม 2516
คงเป็นขั้นสุดท้ายของชีวิตแล้วล่ะ
ไปเยี่ยมแกหน่อยคุณสำเริงบอกกับผมและผมก็รับปาก
ได้ทำตามที่พูด คนเราย่อมถึงที่สุดของชีวิต
เป็นเรื่องธรรมดาของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย
แต่ก่อนตายเราได้ทำอะไรไว้ให้โลกลือนามบ้าง นี่ต่างหากที่ผู้คนจะจดจำเราได้ตลอดไป
.....อ่านต่อ
|