การใช้พาสปอร์ตอเมริกันกับ
การถือครองที่ดินในประเทศไทย
เมื่อเร็วๆนี้ผมได้พูดคุยกับเพื่อนชื่อศุภชัย จิวะไพบูลย์ศักดิ์
หรือคุณเล็ก ติงลี่ จากนสพ.ไทยรัฐเรื่องพาสปอร์ต 2 ใบคือพาสปอร์ตไทยและพาสปอร์ตอเมริกัน
หากแปลงสัญชาติเป็นพลเมืองอเมริกันแล้วควรใช้พาสปอร์ตอเมริกันเพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยากในเรื่องการเดินทางเข้าออกสหรัฐกับประเทศไทย
หากถือพาสปอร์ตอเมริกันอยากจะอยู่ในประเทศไทยนานเกินกำหนด 30
วันก็ต้องไปทำวีซ่าเข้าประเทศไทยที่สถานกงสุลใหญ่หรือสถานทูตในอาณาเขตที่เราอยู่
อย่างเช่นสถานกงสุลใหญ่แอล.เอ.ดูแลภาคพื้นตะวันตก 9 รัฐ
อยากอยู่เกิน 1 ปีก็ต้องไปขอต่อวีซ่าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.)จะเสียเงินเพียง
1,900 บาท เงินนี้เป็นค่าธรรมเนียม ข้อสำคัญเมื่ออยู่เมืองไทยคุณเล็กแนะนำให้ไปทำบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรประชาชน เพราะบัตรประชาชนไทยก็เหมือนใบเบิกทางที่จะนำไปติดต่อราชการ,บริษัท,ธนาคารหรือธุรกิจอื่นใดได้สะดวก
บัตรประชาชนทุกวันนี้ก็เป็นแบบไฮ-เทค ทำง่ายมีเลข 13 หลักที่ตรวจสอบสถานะของคนไทยได้อย่างละเอียด หากท่านที่อยู่มานานหาหลักฐานไม่พบจะต้องไปที่ทะเบียนบ้านกลางเพื่อค้น
ยอมเสียเวลาสักเล็กน้อยเพื่ออยู่เมืองไทยได้อย่างสบาย
ไม่นานมานี้ผมได้คุยกับคุณอัคคณิต พานิชกุล เพื่อนอีกคนเขาชักชวนให้เสนอแนวความคิดในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ผมก็ไม่ทราบเพราะรัฐธรรมนูญ 2540 ก็ดีอยู่แล้วกว่าจะคลอดออกมาได้จะต้องมีคณะส.ส.ร.(สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ)ที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน
76 จังหวัด อีกทั้งยังมีผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชนไปร่วมด้วย
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมพูดคุยคือเรื่องอยากให้มีการแก้ไขกฎหมายการถือครองทรัพย์สินของคนต่างด้าวในประเทศไทย ซึ่งทุกวันนี้คนต่างด้าวไม่อาจถือครองที่ดินหรือทรัพย์สินของประเทศไทยได้
อย่างดีก็แค่คอนโดมิเนียม แต่เช่าที่ในระยะยาวได้
ผมเข้าใจดีว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นการป้องกันไม่ให้คนต่างด้าวเข้าไปฮุบประเทศไทย
แตกต่างไปจากสหรัฐที่คนต่างด้าวเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติ ซื้อบ้านและที่ดินได้
เพราะสหรัฐมีระบบควบคุมและการตรวจสอบดีมาก เริ่มตั้งแต่หมายเลขโซเชี่ยล,ใบขับขี่,การเสียภาษีเงินได้,ประวัติเครดิต
ฯลฯ เป็น Public
Records จนเราหนีไปไหนไม่รอด เมื่อเดินตามระบบที่เขาวางไว้
กฎหมายคนต่างด้าวยึดครองที่ดินและทรัพย์สินในประเทศไทยน่าจะแก้ไข
หากคนต่างด้าวผู้นั้นเป็นคนไทยมาก่อนที่จะแปลงสัญชาติไปเป็นอื่น
คนไทยที่มาแบกจ๊อบในสหรัฐหลายคนมีใบเขียว เมื่อปี 1996 รัฐบาลบิล คลินตัน ออกกฎหมายมาว่าหากคนถือใบเขียวไม่แปลงสัญชาติเป็นพลเมืองอเมริกัน
จะทำให้เขาเสียสิทธิประโยชน์(Benefits)หลายประการ จึงทำให้คนถือใบเขียวหลายชาติแห่กันไปแปลงสัญชาติเป็นพลเมืองอเมริกัน
คนแปลงสัญชาติเป็นพลเมืองเมริกันจะถูกริบใบเขียวไป ดังนั้นต้องหันมาใช้พาสปอร์ตอเมริกันเมื่อจะเดินทางออกนอกประเทศและพิเศษก็คือหลายประเทศที่เดินทางไปไม่ต้องขอวีซ่าเข้าประเทศ
เพราะมีการตกลงกันไว้ระหว่างรัฐบาลอเมริกันกับชาติต่างๆ เช่นจะไปประเทศไทยไม่เกิน
30 วันก็ไม่ต้องขอซีซ่า
ยิ่งใครลงทะเบียนเลือกตั้งไว้เวลาเลือกตั้งนักการเมืองอเมริกันจะวิ่งมาขอเสียง
ทำให้เราเป็นกลุ่มพลังขึ้นมาทันที
ผมคิดว่าหลายท่านอยู่สหรัฐนานๆก็เบื่ออยากจะไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่เมืองไทยหลังจากปลดเกษียณแล้ว คราวนี้ครั้นจะไปซื้อบ้านหรือที่ดินในเมืองไทย กฎหมายไทยไม่อนุญาต ผมว่าน่าจะแก้ไขตรงนี้คือหากคนต่างด้าวผู้นั้นเป็นคนไทยมาก่อน
ควรจะมีข้อยกเว้น โดยประเทศไทยจะได้ประโยชน์หลายประการ ดังนี้
1.เงินที่นำกลับไปซื้อบ้านนั้นเป็นเงินตราต่างประเทศ
สมมติว่านำไปซื้อหลังละ 200,000 ดอลลาร์เป็นเงินไทยประมาณ 7 ล้านบาท
( การซื้อก็ขึ้นอยู่กับกำลังของแต่ละบุคคล)
2.เมื่อคนปลดเกษียณกลับไปอยู่บ้านเกิดเมืองนอนของตน
เขาจะมีเงินได้จากบริษัทที่เคยทำมาก่อนและยังมีเงินได้จากโซเชี่ยล
เซเคียวริตี้ เงินทั้งสองทางอาจจะคิดเป็นเดือนละ 1,000-1,200 ดอลลาร์ แล้วแต่ว่าใครจะทำไว้มากน้อยแค่ไหนในระหว่างทำงาน
หากสองสามีภรรยากลับไปอยู่ด้วยกัน(โดยไม่เลิกร้างกันเสียก่อน)ก็จะมีเงินเข้าประเทศประมาณ
2,000-2,500 ดอลลาร์ต่อเดือน
เงินได้เหล่านี้เจ้าของเงินสามารถบอกให้บริษัทและรัฐบาลอเมริกันโอนเข้าหมายเลขธนาคารของตนได้ ส่วนใหญ่จะเป็น Citibank
เพราะสถานทูตอเมริกันในไทยก็เซ็นสัญญาใช้บริการจากธนาคารแห่งนี้
ดังนั้นการ Transaction ก็เข้าตรงได้ทันที
3.สมมติว่ามีคนไทยกลับไปอยู่เมืองไทย
ทยอยกลับทุกปีคิดต่ำๆรวม 5,000 คน หากคิดคนละ 1,000 ดอลลาร์โดยเฉลี่ย ประเทศไทยก็จะมีเงินดอลลาร์เข้าประเทศเดือนละ
5 ล้านดอลลาร์ (175 ล้านบาท)เงินเหล่านี้ก็จะกระจายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยทั้งหมด
ผมว่าคนไทยในอเมริกาน่าจะมีตั้งองค์กรรณรงค์กันตรงนี้
เพื่อแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ให้ประสบผลสำเร็จ
อันจะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยในภูมิภาคอื่นของโลกที่ออกไปตั้งรกรากนอกประเทศ
แล้วอยากจะไปใช้ชีวิตบั้นปลายในประเทศไทย
สาเหตุที่ต้องแก้ไขกฎหมายก็เพื่อความมั่นคงปลอดภัยทุกด้านในชีวิตทรัพย์สินเมื่อเรากลับไปอยู่เมืองไทยก็แก่ๆแล้ว หากจะไปฝากไว้กับใครคนใดคนหนึ่ง เขาอาจกลั่นแกล้งเราได้ไม่ใช่ว่าเราไม่ไว้ใจกัน
คุณอัคคณิตบอกผมว่าเรื่องนี้มีคนไทยในสหรัฐเอาเงินไปซื้อทรัพย์สินไว้แล้วใส่ชื่อร่วมกับคนเมืองไทย(อาจเป็นญาติพี่น้อง) แต่ในที่สุดเจอญาติเลวๆหรือพวกญาติเสีย บุคคลคนนั้นถูกฟ้องว่าผิดกฎหมายที่เป็นคนต่างด้าว
ทรัพย์สินเลยสูญจ้อย ถ้าหมดเนื้อหมดตัวตอนแก่ท่านอาจสติแตกและวิกลจริตได้เหมือนกัน
นี่คือตัวอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้ว
ผมจึงอยากให้มีการแก้ไขกฎหมาย ใครจะเป็นคนริเริ่ม ผมจุดไฟให้แล้ว
.....อ่านต่อ
|