พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเกือบทุกตารางนิ้วของเมืองไทยเพื่อทรงรับทราบปัญหาของพสกนิกร


ทำความเข้าใจกับเศรษฐกิจพอเพียง

มีผู้อ่านหลายท่านพูดคุยกับผมและอยากให้ผมเขียนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่กำลังมีการพูดถึงกันอยู่ในปัจจุบัน

 เศรษฐกิจพอเพียง แปลว่า Sufficiency Economy…เป็นคำที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคิดขึ้น หลังจากที่พระองค์ทรง”ตกผลึก”กับประเทศไทย ทรงนำประสบการณ์มาเป็นแนวคิดให้คนรุ่นหลังได้เห็นภาพที่เกิดขึ้นในอดีต เพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้”เจ็บตัว”ในอนาคต ที่สำคัญพระองค์คือพระเจ้าแผ่นดิน  ความหมายก็คือเป็นเจ้าของแผ่นดินไทย เป็นพระเจ้าอยู่หัวและทรงเป็นมิ่งขวัญของพสกนิกร

ในหลวงตรัสไว้ว่า “คำว่า Sufficiency Economy นี้ไม่มีในตำราเศรษฐกิจ....จะมีได้อย่างไร เพราะว่าเป็นทฤษฎีใหม่… Sufficiency Economy นั้น ไม่มีในตำรา เพราะหมายความว่าเรามีความคิดใหม่…และโดยที่ท่านผู้เชี่ยวชาญสนใจ ก็หมายความว่าเราก็สามารถที่จะไปปรับปรุง หรือไปใช้หลักการเพื่อที่จะให้เศรษฐกิจของประเทศและของโลกพัฒนาดีขึ้น."

เมื่อผมกลับไปศึกษาหลักปรัชญานี้จากการรวบรวมของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผมเห็นว่า ในหลวงเสด็จฯไปทั่วเกือบทุกตารางนิ้วของประเทศไทย ทรงเห็นความยากจนของพสกนิกร ทรงพบปัญหาหลายประการที่ชาวบ้านตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายแก้ไขไม่ตก  หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือเรื่องแหล่งน้ำซึ่งเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตเกษตรกรไทย

แหล่งน้ำมีความสำคัญกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ เราอาจอดข้าวได้หลายวันโดยไม่ตาย (อดเสน่หาก็ไม่ตาย) แต่อดน้ำตายทันที ตัวอย่างเช่นบางครอบครัวมีพื้นที่ทำมาหากิน  แต่กลับขาดแหล่งน้ำหรืออยู่ไกลจากห้วยหนองคลองบึง จะแก้ปัญหาพื้นฐานนี้อย่างไร พระองค์ก็ทรงใช้แนวคิดดั้งเดิมของชุมชนคือทรงเสนอให้มีการขุดบ่อน้ำในพื้นที่ทำมาหากินเพื่อให้มีน้ำใช้

น้ำอาจจะนำมาปลูกข้าวเพื่อบริโภคในครอบครัว ส่วนที่ดินที่เหลือนำไปทำประโยชน์อย่างอื่นเช่นปลูกพืชผัก เลี้ยงสัตว์ต่างๆเพื่อให้มีกินพอเพียง ถ้าเหลือก็นำออกจำหน่ายในพื้นที่ซึ่งไม่ไกลกันนักจะได้ประหยัดค่าขนส่ง และมีรายได้มาใช้จ่ายทางอื่นที่เราผลิตเองไม่ได้

อย่างไรก็ตามในระดับครอบครัวยังจำเป็นที่เกษตรกรจะต้องได้รับความช่วยเหลือจากชุมชนราชการ มูลนิธิ และภาคเอกชน ตามความเหมาะสมด้วย

ที่สำคัญหลักแนวคิดนี้เมื่อนำไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมจะเกิดขึ้นได้ในพื้นที่ที่เหมาะสม  กล่าวอย่างง่ายๆปัญหาของเกษตรกรไทยแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เช่นภาคกลางมีลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา อาจมีปัญหาน้อยเพราะสามารถขุดคลองชลประทานนำน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูกของตัวเองได้   แต่ทางภาคเหนือและภาคอีสานในส่วนที่ไม่อยู่ติดริมแม่น้ำ ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าพวกอยู่บนโคกหรืออยู่บนที่ราบสูงและบนดอย จะทำยังไง ?

ขั้นที่สองเรียกว่าความพอเพียงในระดับชุมชนและระดับองค์กรเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า  เป็นเรื่องของการสนับสนุนให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ หรือการที่ธุรกิจต่างๆรวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายวิสาหกิจ

กล่าวคือ เมื่อสมาชิกในแต่ละครอบครัวหรือองค์กรต่างๆ มีความพอเพียงขั้นพื้นฐานเป็นเบื้องต้นแล้วก็จะรวมกลุ่มกันเพื่อร่วมมือกันสร้างประโยชน์ให้แก่กลุ่มและส่วนรวมบนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียนกัน การแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามกำลังและความสามารถของตนซึ่งจะสามารถทำให้ชุมชนโดยรวมหรือเครือข่ายวิสาหกิจนั้นๆ เกิดความพอเพียงในวิถีปฏิบัติอย่างแท้จริง

ขั้นที่สามคือความพอเพียงในระดับประเทศ เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุม ส่งเสริมให้ชุมชนหรือเครือข่ายวิสาหกิจสร้างความร่วมมือกับองค์กรอื่นๆในประเทศ เช่น บริษัทขนาดใหญ่ ธนาคาร สถาบันวิจัย เป็นต้น

การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในลักษณะเช่นนี้จะเป็นประโยชน์ในการสืบทอดภูมิปัญญา แลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และบทเรียนจากการพัฒนา หรือร่วมมือกันพัฒนา ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ประเทศอันเป็นสังคมใหญ่อันประกอบด้วยชุมชน องค์กร และธุรกิจต่าง ที่ดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงกลายเป็นเครือข่ายชุมชนพอเพียงที่เชื่อมโยงกันด้วยหลัก ไม่เบียดเบียน แบ่งปัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ในที่สุด

เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วแนวคิดเรื่อง”เศรษฐกิจพอเพียง”จึงเป็นปรัชญาเรื่องการดำรงชีวิตให้อยู่ได้อย่างเหมาะสมในโลกสมัยใหม่ ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงเห็นว่าคนไทยส่วนมากยังยากจนคือยังไม่พอเพียงที่จะสนองต่อความต้องการของตัวเอง ทำอย่างไรที่พสกนิกรไทยจะก้าวขึ้นไปให้พอเพียง  มีความยั่งยืน เมื่อได้รับผลกระทบอย่างเช่นฟองสบู่แตกในปี 1997 แต่ละคนจะได้ไม่เจ็บตัวมากนัก

บางรายก็เกินความพอเพียงกล่าวคือไม่รู้จักทางสายกลาง ต้องการบริโภคเกินตัวหรือเกินความสามารถที่ตัวเองทำได้ ประเภท”ช้างขี้ขี้ตามช้าง” ผมคิดว่ามีตัวอย่างให้เห็นกันมากทั้งในประเทศไทยและในสหรัฐอเมริกา

ในประเทศไทยยกตัวอย่างพวก”ครูบ้านนอก” ผมอยากเรียกครูบ้านนอก (หลายท่านดำรงตนอยู่ในความเหมาะสมพอดีแม้จะอยู่บ้านนอกก็ไม่ใช่ครูบ้านนอก)  แต่หลายท่านเกินตัวครับจึงอยากเรียกว่า”ครูบ้านนอก”  กล่าวคือครูบางครอบครัวมีรถยนต์ใหม่เอี่ยม 2 คัน เมืองไทยเรียกว่าถอยรถป้ายแดงออกมา ผัวเมียจะได้ขับคนละคัน ทั้งๆที่ครูบ้านอนกรุ่นพ่อแม่ขี่จักรยานไปสอน ออกกำลังกายไปด้วยในตัว ไม่เปลืองน้ำมัน เท่านั้นไม่พอยังมีโทรศัพท์มือถือคนละเครื่อง หากมีลูกๆก็จะต้องมีอีกเครื่อง  เพื่อจะได้ยกฐานะทางสังคมของตัวเองว่าเป็นผู้มีอันจะกิน แล้วไง ? หนี้สินพะรุงพะรัง

โดยเฉลี่ยตอนนี้ครูมีหนี้ตกคนละ 1 ล้านบาท (ตัวเลขล่าสุดที่ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ รมช.ศึกษาธิการคนใหม่เอี่ยมที่จะเข้ามาแก้ปัญหาหนี้สินครูเป็นผู้เปิดเผย) ต้องวิ่งเต้นกู้หนี้ยืมสินเอามาโปะหนี้ หนักเข้ารถถูกยึดหรืออาจเอาบ้านไปจำนอง แทนที่ครูจะเตรียมการสอนเหมือนเดิม จะต้องมาเตรียมแก้ปัญหาเงินกู้ทั้งในและนอกระบบของตัวเอง

ในสหรัฐอเมริกา คนไทยหลายคนใช้เครดิตเกินตัว เงินหมุนเข้ามาไม่ทันเพราะรายได้ไม่พอเพียง เมื่อเกิดดินพอกหางหมู ประเภท”ชักหน้าหงายหลัง”หนักเข้าก็ต้องยื่นฟ้องล้มละลาย ซึ่งกฎหมายของสหรัฐเปิดโอกาสให้ทำได้ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของความเกินพอ

ดังนั้นแนวคิดของพระองค์ไม่ได้ไปขัดขวางลัทธิทุนนิยมของอาดัม สมิธ ,ไม่ได้ขัดกับแนวคิดสังคมนิยมของคาร์ล มาร์กซ์ หรือแม้กระทั่งเศรษฐกิจแบบทักษิณ (Thaksinomic)  แต่เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาอย่างหนึ่งที่ดำรงอยู่ในระบบเศรษฐกิจทั้งมวลของโลก เพื่อให้ผู้คนรู้จักเดินทางสายกลาง สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง,ครอบครัวและสังคม เมื่อคนเรามีความพอเพียงแล้วก็จะได้ไม่เบียดเบียนผู้อื่น

เบียดเบียนยังไง? บางคนยืมเงินเพื่อน หากใช้คืนกลับมาก็โอ.เค.  แต่หากชักดาบไม่ยอมจ่ายคืน นี่ถือเป็นการเบียดเบียนกันแล้ว แสดงว่าคนนั้นไม่พอเพียง ไม่มีภูมิคุ้มกัน จึงต้องไปเบียดเบียนคนอื่น.....อ่านต่อ

 

 
 
 
 
 

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy Editor USA How to Laws&Immigrations American Ways Interview Columns Once upon the times tupna Society&Business Business Society Special Reports Sports Decoded destiny Letter to Editor Leter From Thailand Cartoon Shopping