บาแร้ค โอบามา
บิล ริชาร์ดสัน
 
 
ฮิลลารี คลินตัน
 
 
 

----------------------------------------------คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่----------------------------------------

เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ
เข็มทิศนำชีวิตของคนทั้งโลก

เราต้องยอมรับสหรัฐเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ ตลอดจนขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดในปัจจุบัน ดังนั้นคนมีอำนาจเมื่อพูดแล้วมักจะเสียงดังกว่าคนอื่น การกำหนดนโยบายอะไรขึ้นมาจึงเกิดผลกระทบต่อโลกโดยรวมเป็นเหมือนเข็มทิศนำชีวิตคนทั้งโลก (แต่คนมีเงินโดยปราศจากอำนาจและบารมีพูดไปแล้วคนหันหลังให้ก็เยอะ อาจเป็นเพราะใช้เงินไม่เป็น) 

เมื่ออยู่ในสหรัฐก็ต้องศึกษาความเป็นไปของสหรัฐ เช่นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐจะมีขึ้นเดือนพฤศจิกายน 2008  เรียกว่า Presidential Election และเหมารวมไปถึง General elections (คือเลือกตำแหน่งการเมืองระดับอื่นๆด้วยในคราวเดียวกัน) ถือเป็นการเปิดกว้างหรือ Wide Open เพราะประธานาธิบดีจอร์จ บุช บริหารมาครบ 2 เทอมต้องลงจากตำแหน่ง ดังนั้นแต่ละพรรคการเมืองก็จะมีผู้เสนอตัวเข้ามาให้คนอเมริกันเลือก

การเสนอตัวครั้งนี้แบ่งออกเป็นสังกัดพรรค ผมจะพูดถึงหลักๆคือพรรครีพับลิกันซึ่งใช้คำย่อว่าจีโอพี (GOP=Grand Old Party) และพรรคเดโมแครต ทั้งสองเป็นพรรคใหญ่มีสมาชิกมาก พรรคเล็กอื่นๆอาจส่งคนของตนลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ยังไม่เคยมีว่าได้รับเลือกเพราะเสียงไม่ถึง

การเลือกตั้งประธานาธิบดีแบ่งออกเป็น 2 จังหวะ  ในจังหวะแรกเป็นการต่อสู้กันในพรรคเรียกว่า Primary Election จะมีขึ้นในเดือนมกราคม 2008  พรรคเดโมแครตมีผู้เสนอตัวสมัครเป็นตัวแทนพรรคแล้วหลายคนประกอบด้วยฮิลลารี ร้อดแฮม คลินตัน วัย 59 ปีวุฒิสมาชิกนิวยอร์ก อดีตสตรีหมายเลข 1,บาแร้ค โอบาม่า วุฒิสมาชิกรัฐอิลลินอยส์เป็นคนผิวดำวัย 45 ปี ,นายบิล ริชาร์ดสัน วัย 59 ปีผู้ว่าการรัฐนิว เม็กซิโก อดีตทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติและอดีตรัฐมนตรีพลังงานสมัยบิลคลินตัน เขาเป็นคนเชื้อสายฮิสแปนิก

                ส่วนกลุ่มคนผิวขาวหรือพวกคอเคเชี่ยนที่เสนอตัวในพรรคเดโมแครตประกอบด้วยอดีตวุฒิสมาชิกจอห์น เอ็ดเวิร์ด เคยลงสมัครเป็นรองประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2004,วุฒิสมาชิกโจเซฟ บิดเดน แห่งรัฐเดลลาแวร์,วุฒิสมาชิกคริส ด๊อดด์ แห่งรัฐคอนเนคติกัต,ส.ส.เดนนิส คูซินนิช แห่งรัฐโอไฮโอและอดีตผู้ว่าการรัฐไอโอว่า ทอม วิลแซค และอาจจะมีคนอื่นๆประกาศตัวลงมาอีก

บุคคลเหล่านี้จะต้องระดมหาเสียงในกลุ่มชาวเดโมแครตคือให้สมาชิกพรรคเลือก จากนั้นที่ประชุมใหญ่พรรค(Convention)จะเป็นผู้เลือกและประกาศให้เป็นตัวแทน (the Nomination)ของพรรค ลงชิงชัยประธานาธิบดีกับผู้แทนของพรรครีพับลิกันซึ่งก็จะมีขั้นตอนสรรหาตัวแทนเหมือนกัน

เมื่อได้ผู้แทนของแต่ละพรรคแล้วก็จะนำไปสู่จังหวะที่ 2 คือการเลือกตั้งทั่วไปเดือนพฤศจิกายน 2008 ซึ่งมีภาคพิสดารอีกไม่เพียงแต่คนลงคะแนนเสียงทั่วไปที่เรียกว่า Popular Vote เท่านั้นแต่ยังมี Electoral Vote เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ภาคนี้จะได้นำมาพูดต่อไปในอนาคต คงจำกันได้ว่า Al Gore เคยได้รับคะแนนเสียงจากผู้ลงคะแนนมากกว่า จอร์จ บุช ในปี 2000 แต่ไม่ได้เป็นประธานาธิบดีเพราะแพ้ Electoral Vote

                คราวนี้หันมาทางด้านรีพับลิกันคนดังๆที่สนใจลงสมัครเป็นตัวแทนพรรคอาทิเช่นวุฒิสมาชิกจอห์น แมคเคน แห่งรัฐอริโซน่าอดีตทหารผ่านศึกเวียดนาม,รูดี้ จิวลิอานี่ อดีตนายกเทศมนตรีนิวยอร์กสมัยเกิดเหตุการณ์ 911,มิตต์ รอมนีย์ อดีตวุฒิสมาชิกแมสซาชูเส็ทท์, แซม บราวน์แบ็ค วุฒิสมาชิกรัฐแคนซัส วัย 50 ปี และเชื่อว่าจะยังมีผู้สนใจลงสมัครอีกแน่นอน

                หลายคนเชื่อว่าใครก็ตามที่เป็นผู้แทนพรรคเดโมแครตลงชิงชัยคราวนี้มีโอกาสสูงยิ่งที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนต่อไปเพราะตอนนี้คนเบื่อ จอร์จ บุช โดยเฉพาะนโยบายสงครามอิรักส่งทหารไปตาย,สูญเงินงบประมาณโดยใช่เหตุ  น่าจะหาทางลงหรือทางออกจากสงครามได้นานแล้ว

ภาพข่าวและตัวเลขทหารจี.ไอ.ที่ตายในอีรักแต่ละวันเหมือนกับช่วงสงครามในเวียดนาม นานเข้าผู้คนเบื่อหน่ายและจะเริ่มคัดค้านต่อต้านและประท้วงสงคราม โดยมองไม่เห็นว่าสหรัฐจะได้อะไรจากการส่งคนของตัวเองไปตายและสูญเงินงบประมาณมากมาย แทนที่จะนำเงินมาใช้ในการศึกษา,สาธารณสุขและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนอเมริกัน

เงินงบ ประมาณเหล่านี้เป็นเงินภาษีอากรจากคนอเมริกันทั้งมวล(ไม่ใช่เงินพ่อของจอร์จ บุช สักหน่อย)ยิ่งไปกว่านั้นซัดดัม ฮุสเซน ก็ตายไปแล้ว และไหนล่ะคนหน้าเปื้อนหนวดโอสมา บิน ลาเดน เขาอยู่ที่ไหน ?

คนที่ได้แบบสายตรงคือบริษัทค้าอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งมวล นับตั้งแต่บริษัทผลิตอาหารกระป๋อง,เสื้อผ้าทหาร,น้ำดื่ม,กระสุนปืน,อาวุธปืนไปจนถึงบริษัทสร้างรถยนต์รถถัง,เครื่องบินฯลฯ

สิ่งที่น่าสนใจก็คือพรรคเดโมแครต เพราะมีสตรีคือฮิลลารี ร้อดแฮม คลินตัน ลงสมัคร มีคนผิวดำคือวุฒิสมาชิกบาแร้ค โอบาม่าและมีคนเชื้อสายฮิสแปนิกอย่างบิล ริชาร์ดสัน ลงสมัครด้วย ทั้งหมดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สังคมอเมริกัน เป็นการหยั่งวัดใจคนอเมริกันได้ดีว่าจะยอมรับทั้ง 3 คนที่ถูกเรียกว่า”ชนกลุ่มน้อย”หรือไม่

โลกนี้เริ่มเปลี่ยนไปยอมรับสตรีให้มีบทบาทการนำมากขึ้น ดูตัวอย่าง แนนซี่ เปโลซี่  ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีโอกาสเป็นประธานาธิบดีสหรัฐเหมือนกันหาก จอร์จ บุชและดิ๊ก เชนีย์ ตายลงพร้อมๆกัน เพราะรัฐธรรมนูญสหรัฐกำหนดไว้เช่นนี้

คราวนี้มาดูเรื่องคะแนนเสียง จากการทำสำรวจของ Washington Post-ABC News ออกมาในวันที่ 20 มกราคม ก่อนที่ฮิลลารีจะประกาศลงสมัคร ปรากฎว่าฮิลลารีมีเสียงดีมากกว่าผู้เสนอตัวคนอื่นๆในพรรคเดโมแครต กล่าวคือเธอได้ 41 % ขณะที่โอบาม่าได้ 17 %

นอกจากโพลสำรวจความนิยมแล้วก็ต้องมาดูเรื่องเงินด้วยเพราะเงินเป็นปัจจัยสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้ง ปัจจุบันฮิลลารีมีเงินเหลือจากการป้องกันตำแหน่งวุฒิสมาชิกอยู่ในธนาคารประมาณ 14 ล้านดอลลาร์  ฮิลลารีปฏิเสธที่จะรับเงินช่วยเหลือจากกองทุนเลือกตั้งหรือ Public fund ทั้งในระดับ Primary และ General Election  

ทั้งจอร์จ บุชและจอห์น แคร์รี่ ก็ปฏิเสธมาแล้วในการเลือกตั้ง Primary 2004 แต่มารับตอนเลือกตั้งทั่วไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดีรายละ 74.5 ล้านดอลลาร์ เชื่อว่าในปี 2008 เงินทุนที่จะมอบให้แต่ละพรรคใหญ่จะตกประมาณ 85 ล้านดอลลาร์ ส่วนพรรคเล็กก็ลดหลั่นกันไปเหมือนเงินอุดหนุนพรรคการเมือง

เหตุที่ฮิลลารีปฏิเสธเป็นเพราะปัจจุบันการหาเสียงจะต้องใช้ทุนมาก เธอมั่นใจว่าจะหาได้มากกว่าที่กองทุน the Presidential Election Campaign Fund จะให้ได้  เงินทุนนี้มาจากภาษีของรัฐบาลกลาง (Federal income tax) ที่หักจากคนอเมริกันผู้เสียภาษีรายละ 3 ดอลลาร์ คาดว่าถึงสิ้นปี 2007 เงินทุนก้อนนี้จะมีประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ นำมาจัดสรรแก่ผู้สมัครที่ระดมทุนไม่ค่อยได้

นักวิเคราะห์เชื่อว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐคราวนี้ผู้แทนของแต่ละพรรคจะใช้เงินตลอดรายการตกคนละ 500 ล้านดอลลาร์เป็นอย่างน้อย (ไม่นับรวมคนอื่นๆที่ต้องถอนตัวออกไปหลังจากเสียงไม่ถึง)

                แต่ระยะทางสู่ทำเนียบขาวยังอีกยาวไกลมากจนกว่าจะได้เป็นตัวแทนพรรค  และยังต้องไปสู้กันตัวต่อตัวระหว่างเดโมแครตกับรีพับลิกัน นับเป็นเรื่องน่าติดตาม

ปกติคนอเมริกันจะเรียกประธานาธิบดีของเขาด้วยการให้เกียรติว่า”ท่านประธานาธิบดี”หรือ Mr. President  สมมติว่าฮิลลารีได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสตรีจะต้องเรียกว่า Madam President  สามีจะได้รับการเรียกว่า First Gentleman  สหรัฐจะได้เรียกแบบนี้หรือไม่ต้องรอไปอีกจนกว่าจะถึงเดือนพฤศจิกายน 2008.....อ่านต่อ

 

 
 
 
 
 

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy Editor USA How to Laws&Immigrations American Ways Interview Columns Once upon the times tupna Society&Business Business Society Special Reports Sports Decoded destiny Letter to Editor Leter From Thailand Cartoon Shopping