----------------------------------------------คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่----------------------------------------
เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ
เข็มทิศนำชีวิตของคนทั้งโลก
เราต้องยอมรับสหรัฐเป็นมหาอำนาจอันดับ
1 ของโลกในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ ตลอดจนขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดในปัจจุบัน
ดังนั้นคนมีอำนาจเมื่อพูดแล้วมักจะเสียงดังกว่าคนอื่น การกำหนดนโยบายอะไรขึ้นมาจึงเกิดผลกระทบต่อโลกโดยรวมเป็นเหมือนเข็มทิศนำชีวิตคนทั้งโลก
(แต่คนมีเงินโดยปราศจากอำนาจและบารมีพูดไปแล้วคนหันหลังให้ก็เยอะ อาจเป็นเพราะใช้เงินไม่เป็น)
เมื่ออยู่ในสหรัฐก็ต้องศึกษาความเป็นไปของสหรัฐ
เช่นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐจะมีขึ้นเดือนพฤศจิกายน 2008 เรียกว่า Presidential Election และเหมารวมไปถึง General elections (คือเลือกตำแหน่งการเมืองระดับอื่นๆด้วยในคราวเดียวกัน)
ถือเป็นการเปิดกว้างหรือ Wide Open เพราะประธานาธิบดีจอร์จ บุช บริหารมาครบ
2 เทอมต้องลงจากตำแหน่ง ดังนั้นแต่ละพรรคการเมืองก็จะมีผู้เสนอตัวเข้ามาให้คนอเมริกันเลือก
การเสนอตัวครั้งนี้แบ่งออกเป็นสังกัดพรรค
ผมจะพูดถึงหลักๆคือพรรครีพับลิกันซึ่งใช้คำย่อว่าจีโอพี (GOP=Grand
Old Party) และพรรคเดโมแครต ทั้งสองเป็นพรรคใหญ่มีสมาชิกมาก
พรรคเล็กอื่นๆอาจส่งคนของตนลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ยังไม่เคยมีว่าได้รับเลือกเพราะเสียงไม่ถึง
การเลือกตั้งประธานาธิบดีแบ่งออกเป็น
2 จังหวะ ในจังหวะแรกเป็นการต่อสู้กันในพรรคเรียกว่า
Primary Election จะมีขึ้นในเดือนมกราคม 2008 พรรคเดโมแครตมีผู้เสนอตัวสมัครเป็นตัวแทนพรรคแล้วหลายคนประกอบด้วยฮิลลารี
ร้อดแฮม คลินตัน วัย 59 ปีวุฒิสมาชิกนิวยอร์ก อดีตสตรีหมายเลข 1,บาแร้ค
โอบาม่า วุฒิสมาชิกรัฐอิลลินอยส์เป็นคนผิวดำวัย 45 ปี ,นายบิล ริชาร์ดสัน
วัย 59 ปีผู้ว่าการรัฐนิว เม็กซิโก อดีตทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติและอดีตรัฐมนตรีพลังงานสมัยบิลคลินตัน
เขาเป็นคนเชื้อสายฮิสแปนิก
ส่วนกลุ่มคนผิวขาวหรือพวกคอเคเชี่ยนที่เสนอตัวในพรรคเดโมแครตประกอบด้วยอดีตวุฒิสมาชิกจอห์น
เอ็ดเวิร์ด เคยลงสมัครเป็นรองประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2004,วุฒิสมาชิกโจเซฟ
บิดเดน แห่งรัฐเดลลาแวร์,วุฒิสมาชิกคริส ด๊อดด์ แห่งรัฐคอนเนคติกัต,ส.ส.เดนนิส
คูซินนิช แห่งรัฐโอไฮโอและอดีตผู้ว่าการรัฐไอโอว่า ทอม วิลแซค และอาจจะมีคนอื่นๆประกาศตัวลงมาอีก
บุคคลเหล่านี้จะต้องระดมหาเสียงในกลุ่มชาวเดโมแครตคือให้สมาชิกพรรคเลือก
จากนั้นที่ประชุมใหญ่พรรค(Convention)จะเป็นผู้เลือกและประกาศให้เป็นตัวแทน (the
Nomination)ของพรรค ลงชิงชัยประธานาธิบดีกับผู้แทนของพรรครีพับลิกันซึ่งก็จะมีขั้นตอนสรรหาตัวแทนเหมือนกัน
เมื่อได้ผู้แทนของแต่ละพรรคแล้วก็จะนำไปสู่จังหวะที่
2 คือการเลือกตั้งทั่วไปเดือนพฤศจิกายน 2008 ซึ่งมีภาคพิสดารอีกไม่เพียงแต่คนลงคะแนนเสียงทั่วไปที่เรียกว่า
Popular Vote เท่านั้นแต่ยังมี Electoral Vote เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ภาคนี้จะได้นำมาพูดต่อไปในอนาคต คงจำกันได้ว่า Al
Gore เคยได้รับคะแนนเสียงจากผู้ลงคะแนนมากกว่า จอร์จ
บุช ในปี 2000 แต่ไม่ได้เป็นประธานาธิบดีเพราะแพ้ Electoral
Vote
คราวนี้หันมาทางด้านรีพับลิกันคนดังๆที่สนใจลงสมัครเป็นตัวแทนพรรคอาทิเช่นวุฒิสมาชิกจอห์น
แมคเคน แห่งรัฐอริโซน่าอดีตทหารผ่านศึกเวียดนาม,รูดี้ จิวลิอานี่ อดีตนายกเทศมนตรีนิวยอร์กสมัยเกิดเหตุการณ์
911,มิตต์ รอมนีย์ อดีตวุฒิสมาชิกแมสซาชูเส็ทท์, แซม บราวน์แบ็ค วุฒิสมาชิกรัฐแคนซัส
วัย 50 ปี และเชื่อว่าจะยังมีผู้สนใจลงสมัครอีกแน่นอน
หลายคนเชื่อว่าใครก็ตามที่เป็นผู้แทนพรรคเดโมแครตลงชิงชัยคราวนี้มีโอกาสสูงยิ่งที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนต่อไปเพราะตอนนี้คนเบื่อ
จอร์จ บุช โดยเฉพาะนโยบายสงครามอิรักส่งทหารไปตาย,สูญเงินงบประมาณโดยใช่เหตุ
น่าจะหาทางลงหรือทางออกจากสงครามได้นานแล้ว
ภาพข่าวและตัวเลขทหารจี.ไอ.ที่ตายในอีรักแต่ละวันเหมือนกับช่วงสงครามในเวียดนาม
นานเข้าผู้คนเบื่อหน่ายและจะเริ่มคัดค้านต่อต้านและประท้วงสงคราม โดยมองไม่เห็นว่าสหรัฐจะได้อะไรจากการส่งคนของตัวเองไปตายและสูญเงินงบประมาณมากมาย
แทนที่จะนำเงินมาใช้ในการศึกษา,สาธารณสุขและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนอเมริกัน
เงินงบ ประมาณเหล่านี้เป็นเงินภาษีอากรจากคนอเมริกันทั้งมวล(ไม่ใช่เงินพ่อของจอร์จ
บุช สักหน่อย)ยิ่งไปกว่านั้นซัดดัม ฮุสเซน ก็ตายไปแล้ว และไหนล่ะคนหน้าเปื้อนหนวดโอสมา
บิน ลาเดน เขาอยู่ที่ไหน ?
คนที่ได้แบบสายตรงคือบริษัทค้าอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งมวล
นับตั้งแต่บริษัทผลิตอาหารกระป๋อง,เสื้อผ้าทหาร,น้ำดื่ม,กระสุนปืน,อาวุธปืนไปจนถึงบริษัทสร้างรถยนต์รถถัง,เครื่องบินฯลฯ
สิ่งที่น่าสนใจก็คือพรรคเดโมแครต
เพราะมีสตรีคือฮิลลารี ร้อดแฮม คลินตัน ลงสมัคร มีคนผิวดำคือวุฒิสมาชิกบาแร้ค
โอบาม่าและมีคนเชื้อสายฮิสแปนิกอย่างบิล ริชาร์ดสัน ลงสมัครด้วย ทั้งหมดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สังคมอเมริกัน
เป็นการหยั่งวัดใจคนอเมริกันได้ดีว่าจะยอมรับทั้ง 3 คนที่ถูกเรียกว่าชนกลุ่มน้อยหรือไม่
โลกนี้เริ่มเปลี่ยนไปยอมรับสตรีให้มีบทบาทการนำมากขึ้น
ดูตัวอย่าง แนนซี่ เปโลซี่ ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีโอกาสเป็นประธานาธิบดีสหรัฐเหมือนกันหาก
จอร์จ บุชและดิ๊ก เชนีย์ ตายลงพร้อมๆกัน เพราะรัฐธรรมนูญสหรัฐกำหนดไว้เช่นนี้
คราวนี้มาดูเรื่องคะแนนเสียง
จากการทำสำรวจของ Washington
Post-ABC News ออกมาในวันที่ 20 มกราคม ก่อนที่ฮิลลารีจะประกาศลงสมัคร ปรากฎว่าฮิลลารีมีเสียงดีมากกว่าผู้เสนอตัวคนอื่นๆในพรรคเดโมแครต
กล่าวคือเธอได้ 41 % ขณะที่โอบาม่าได้ 17 %
นอกจากโพลสำรวจความนิยมแล้วก็ต้องมาดูเรื่องเงินด้วยเพราะเงินเป็นปัจจัยสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้ง
ปัจจุบันฮิลลารีมีเงินเหลือจากการป้องกันตำแหน่งวุฒิสมาชิกอยู่ในธนาคารประมาณ
14 ล้านดอลลาร์ ฮิลลารีปฏิเสธที่จะรับเงินช่วยเหลือจากกองทุนเลือกตั้งหรือ Public fund ทั้งในระดับ Primary และ General Election
ทั้งจอร์จ บุชและจอห์น แคร์รี่
ก็ปฏิเสธมาแล้วในการเลือกตั้ง Primary 2004 แต่มารับตอนเลือกตั้งทั่วไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดีรายละ
74.5 ล้านดอลลาร์ เชื่อว่าในปี 2008 เงินทุนที่จะมอบให้แต่ละพรรคใหญ่จะตกประมาณ
85 ล้านดอลลาร์ ส่วนพรรคเล็กก็ลดหลั่นกันไปเหมือนเงินอุดหนุนพรรคการเมือง
เหตุที่ฮิลลารีปฏิเสธเป็นเพราะปัจจุบันการหาเสียงจะต้องใช้ทุนมาก
เธอมั่นใจว่าจะหาได้มากกว่าที่กองทุน the Presidential Election Campaign Fund จะให้ได้ เงินทุนนี้มาจากภาษีของรัฐบาลกลาง (Federal income
tax) ที่หักจากคนอเมริกันผู้เสียภาษีรายละ 3 ดอลลาร์ คาดว่าถึงสิ้นปี
2007 เงินทุนก้อนนี้จะมีประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ นำมาจัดสรรแก่ผู้สมัครที่ระดมทุนไม่ค่อยได้
นักวิเคราะห์เชื่อว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐคราวนี้ผู้แทนของแต่ละพรรคจะใช้เงินตลอดรายการตกคนละ
500 ล้านดอลลาร์เป็นอย่างน้อย (ไม่นับรวมคนอื่นๆที่ต้องถอนตัวออกไปหลังจากเสียงไม่ถึง)
แต่ระยะทางสู่ทำเนียบขาวยังอีกยาวไกลมากจนกว่าจะได้เป็นตัวแทนพรรค และยังต้องไปสู้กันตัวต่อตัวระหว่างเดโมแครตกับรีพับลิกัน
นับเป็นเรื่องน่าติดตาม
ปกติคนอเมริกันจะเรียกประธานาธิบดีของเขาด้วยการให้เกียรติว่าท่านประธานาธิบดีหรือ Mr. President สมมติว่าฮิลลารีได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสตรีจะต้องเรียกว่า Madam President สามีจะได้รับการเรียกว่า First
Gentleman สหรัฐจะได้เรียกแบบนี้หรือไม่ต้องรอไปอีกจนกว่าจะถึงเดือนพฤศจิกายน
2008.....อ่านต่อ
|