----------------------------------------------คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่----------------------------------------
เมื่อผมถูกอำโดยช่างวาดรูป
ถวัลย์ ดัชนี
ฉบับนี้ส่งท้ายปีเก่าพ.ศ.2549
ขึ้นปีใหม่
2550 ผมถือว่าเป็นโชคเมื่อได้รับการอำจากศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ประจำปี
2544 บุคคลท่านนี้คืออาจารย์ถวัลย์
ดัชนี
ลักษณะการอำของอาจารย์ถวัลย์
ไม่ใช่การอำของผี
แต่เป็นการอำแบบตรงไปตรงมา กล่าวคือวันอาทิตย์ที่
24 ธันวาคม ผมแวะไปที่วัดไทย
นอร์ธ ฮอลลีวู้ด
ท่านถวัลย์ถามผมว่ามาทำไมหรือ
? เอ...
ผมจะตอบยังไงดี
ก็ในเมื่ออาชีพของผมทำงานด้านข่าวคือเป็นช่างเขียนข่าว ผมก็ต้องมาทำข่าว
ตรงไหนจะเกิดข่าวก็ต้องไปทำ
อย่างวันนั้นมีงานแสดงศิลปะของยุวศิลป์บริเวณวัดไทย ก็เป็นข่าวหนึ่ง
อีกข่าวหนึ่งอนุสาวรีย์หลวงเตี่ยหรือพระธรรมราชานุวัตรมาถึงวัดไทยแล้ว โกมะหรือคุณ
สุรพงษ์ ชิโนทัยกุล
ให้ผมไปช่วยทำข่าว-ถ่ายภาพเพราะวันพฤหัสบดีที่
28 ธันวาคมเวลา
9.09 น.จะมีพิธีบรรจุอัฐิหลวงเตี่ยในฐานที่ตั้งอนุสาวรีย์
จากนั้นก็จะยกอนุสาวรีย์ขึ้นประดับบนแท่นฐาน ส่วนงานพิธีเปิดอย่างเป็นทางการกำหนดไว้วันอาทิตย์ที่
4 กุมภาพันธ์
2550
อาจารย์ถวัลย์เล่าให้คนอื่นๆฟังอีกว่า
พี่เทพมาอเมริกาทีไร
บอกว่าไพสันติ์มีไวน์ดีๆมาให้ดื่ม ที่ไหนได้ไปซื้อจากคอสโก้
3 ขวด 10 เหรียญมาให้แล้วแกะเอาสลากออก พี่เทพก็ดื่มเมา
ไม่รู้เรื่อง
บอกว่าไวน์ดี อาจารย์ถวัลย์อำดับเบิ้ลหมายถึง สุเทพ
วงศ์กำแหง
ศิลปินแห่งชาติอีกท่านหนึ่ง
ไปแต่งานปาหี่
ที่นี่มีงานศิลปะ ไม่มีการประกวดเหมือนธิดาโดมอาจารย์ถวัลย์อำไปเรื่อยๆ
หลังจากผมได้พบกับอาจารย์ถวัลย์ในงานเลี้ยงต้อนรับเมื่อเดินทางมาถึงอเมริกา(ครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้)
ที่ห้องอาหารThaitalian ,Old Town
Pasadena วันนั้นคุณสุรพล
เมฆพงษ์สาทร
เจ้าของห้อง
อาหารจัดเลี้ยงต้อนรับ ตอนงานเปิดแสดงศิลปะที่ดาวน์ทาวน์ของอาจารย์ถวัลย์ผมก็ไม่ได้ไป
ที่สแตนฟอร์ดก็ไม่ได้ไป
รวมทั้งงานเปิดแสดงของยุวศิลปินที่สำนักงานททท.ผมก็ไม่ได้ปรากฎตัว นี่คงเป็นเหตุผลที่อาจารย์ถวัลย์อำว่าผมไปแต่งานปาหี่อื่นๆ
ความจริงแล้วหนังสือพิมพ์เรามีบก.ข่าวคือคุณสายธาร
เดชาติวงศ์
ไปทำหน้าที่ข่าวและอีก
คนหนึ่งคือคุณทัพพร
ศิริชู ไปทำหน้าที่ช่างภาพ
ความลงตัวอยู่ตรงนั้น
เพราะคุณทัพพรหรือคุณ
Jump เป็นนักเรียนศิลปะจบจากโรงเรียนช่างศิลป์,วิทยาลัยเพาะช่างและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี่ราชมงคล
แต่หันมาจับงานด้านกล้องถ่ายรูปอันเป็นศิลปะอีกด้านหนึ่ง
เจริญรอยตามบิดาของเขาคือคุณรังสรรค์ ศิริชู ช่างภาพมีชื่อเสียงคนหนึ่งของเมืองไทย
หนังสือพิมพ์ไทยที่อเมริกาดินแดนแห่งเสรีภาพนี้มีบุคคลากรจำกัดมากคือคนเดียวสามารถทำงานได้หลายอย่าง
ทำข่าว ถ่ายภาพ
หาโฆษณา ตามเก็บเงินค่าโฆษณา
เสร็จแล้วยังขับรถส่งหนังสือพิมพ์วางตลาดได้เองอีกต่างหาก แต่ละฉบับจึงแบ่งสรรงานกันให้ทั่วถึง
ผมว่าหนังสือพิมพ์ไทยในแอล.เอ.คล่องตัวน้อยกว่าหนังสือพิมพ์โคราชรายวันของคุณสุนทร
จันทร์รังสี
อย่างแน่นอน
เป็นเหตุให้ผมไม่ได้ไปร่วมรับสุนทรียศาสตร์ประเภทขาประจำบ่อยนัก
อีกประการหนึ่งงานข่าวกระทำได้
2 จังหวะคือหน้า-หลัง ด้านหน้านั้นคือการประโคมข่าวก่อนที่จะเปิดการแสดง ด้านหลังเราประโคมเมื่อเปิดแสดงแล้ว
หนังสือพิมพ์ได้ทำหน้าที่ตรงนี้
ผมยังจำภาพที่อาจารย์ถวัลย์กระซวกแปรงออกมาเป็นรูปพญาอินทรีย์ที่สำนักงานททท.เมื่อครั้งก่อน
ประทับใจอยู่มิรู้ลืม เมื่อผมไปห้องอาหารสนามหลวงนอร์ธ
ฮอลลีวู้ดของโกมะคราวใดจะเห็นภาพนั้นประดับติดฝาผนังอยู่จนทุกวันนี้
งานวาดของอาจารย์ถวัลย์เป็นภาพของสัตว์ต่างๆที่ทรงพลังนั้นกล่าวกันว่าเป็นงานยุคดึกดำบรรพ์
หรือยุคล่าสัตว์
ภาพเขียนทั้งบนผ้าใบและกระดาษมีการแสดงออกของ
ฝีแปรงอย่างฉับพลันรุนแรง
แสดงให้เห็นถึงพลังของชีวิต
ผ่านรูปทรงของสัตว์ป่าที่เป็นสัญลักษณ์
ของความเข้มแข็งและอำนาจ
อีกประการหนึ่งหากท่านได้รับฟังการเล่าเรื่องการสนทนาจากอาจารย์ถวัลย์ ท่านต้องท้องแข็ง เพราะมีเรื่องราวมากมาย
จนโกมะบอกว่าน่าจะจัด
Talk show กลางแจ้งลานวัดไทยสักวัน
เป็นเสน่ห์ประการหนึ่งของอาจารย์ถวัลย์นอกเหนือจากงานศิลปะอันทรงพลังที่ทำให้ผู้เสพได้อิ่มเอมในงานศิลปะที่สร้างสรรค์ขึ้นมา
อีกด้านหนึ่งอาจารย์ถวัลย์เป็นกวีด้วยการนำถ้อยคำมาร้อยรัดได้อย่างหมดจด
เหมือนกวีนิพนธ์ของ
คาห์ลิล ยิบราน(Kahlil Gibran) ตัวอย่าง
เช่นเคยให้คำจำกัดความของตัวเองไว้ว่า
ผมเป็นช่างวาดรูป เพราะฉะนั้น ผมก็ต้องทำหน้าที่ของช่างวาดรูป คนจะดูหรือจะไม่ดูก็ไม่เกี่ยวกับผม เพราะไม่ใช่กิจของนักวาดรูป ผมไม่เคยถามดวงดาวในห้วงเวหาว่าเปล่งแสงไปที่ไหน ไม่เคยถามนกที่ร้องเพลงในอากาศว่าทำไมถึงร้องเพลง ผมไม่เคยถามถึงรสหวานที่มีอยู่ในกลีบดอกไม้ เพราะมันคือธรรมชาติ
จึงอยากนำประวัติสั้นๆมาลงประดับไว้ในคอลัมน์นี้
ถวัลย์ ดัชนี
เกิดเมื่อวันที่
27
กันยายน พ.ศ.
2482
ที่อำเภอเมือง
จังหวัดเชียงราย
จบชั้นมัธยม 6 ที่เชียงรายก็ได้รับทุนมาเรียนต่อที่โรงเรียนเพาะช่าง และเป็นนักเรียนดีเด่น ด้วยฝีมือการวาดรูปที่แม่นยำ เฉียบคม ฉับไว จึงเป็นหนึ่งในนักเรียนเพาะช่างดีเด่นด้านจิตรกรรม ที่ผลงานได้รับการคัดเลือกไปแสดงในหอศิลป์แห่งชาติ นครโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้น ถวัลย์ ดัชนี จึงเข้าศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร และได้เป็นศิษย์รุ่นท้ายๆ ของ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี
ผมเคยอ่านประวัติอาจารย์ศิลป์
พีระศรี ท่านเคยทำเรื่องขอขึ้นเงินเดือนตัวเองจากทางราชการ
ท่านบอกว่าเงินที่ขอนั้นเพื่อให้พอเพียงแก่การดำรงชีวิตและเพื่อนำมาไว้รักษาเกียรติยศ
(คือจะได้ไม่ไปขอคนอื่น
ทำให้หมดคุณค่าของความเป็นคนไป)
ตอนเรียนอยู่ที่ศิลปากรในชั้นปีที่ 1 ถวัลย์ ดัชนี ทำคะแนนการวาดรูปได้ถึง 100+ แต่เมื่อขึ้นปี 2 เขากลับทำได้แค่ 15 คะแนน เพราะเหตุผลที่ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ให้ไว้ว่า ปลาของนายไม่มีกลิ่นคาว นกของนายแหวกว่ายไปในอากาศไม่ได้ ม้าของนายไม่สามารถที่จะควบหรือวิ่งทะยานออกไปได้ นายเป็นเพียงแค่นักลอกรูป มันไม่ใช่งานศิลปะ
คำกล่าวนี้ทำให้ถวัลย์ ดัชนี เปลี่ยนแปลงการทำงานทุกอย่างใหม่หมด เมื่อคิดและดำรงอยู่ในวิถีทางแห่งศิลปะได้แล้ว เขาจึงได้รับการสนับสนุนจากศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ให้สอบชิงทุนไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ด้านสาขาจิตรกรรมฝาผนัง อนุสาวรีย์ ผังเมือง และในระดับปริญญาเอก สาขาอภิปรัชญา และสุนทรียศาสตร์ ที่ราชวิทยาลัยศิลปะอัมสเตอร์ดัม
อยู่เมืองนอกนานๆทำให้เขาพูดได้ถึง 6 ภาษา(นับรวมทั้งภาษาเหนือ-ภาษาใต้และภาษาอีสาน) พร้อมทั้งดัดแปลงภาษาได้อีกมากมายอาทิเช่นที่เชียงรายมีชื่ออำเภอหนึ่งเหมือนภาษาเยอรมันคืออำเภอสะบรวก
(Sabrug) จริงๆแล้วคืออำเภอสบรวก
(สบ-รวก) นั่นเอง
ปัจจุบัน ถวัลย์ ดัชนี ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่บ้านดำ
หมู่บ้านปูคง ตำบลนางแล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงรายมีหมู่เรือนทั้งหมด 35 หลัง แต่ละหลังมีวิธีคิดของวัฒนธรรมที่ต่างกัน เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า
"ผมมีบ้านเฉพาะในกลุ่มนี้ 35 หลัง อยู่ในเมือง 2 หลัง อยู่ในกรุงเทพฯ 3 หลัง อยู่ที่เยอรมนี 3 หลัง ออสเตรเลีย 1 หลัง อเมริกา 1 หลัง ข้าวของและทรัพย์สมบัติที่มีในบ้านแต่ละหลัง เป็นเครื่อง
กระตุ้นความทรงจำ เป็นเครื่องลับจินตนาการที่เฉียบคม เป็นเรือที่ผมข้ามฟากและเอาวางไว้ให้แก่คนซึ่งยังข้ามฟากไม่ได้ ได้ดูว่า อันนี้ไงเล่าโคตรเหง้า" บ้านเรือนเหล่านี้อาจารย์ถวัลยบอกว่าเป็นของเล่นคือ...บ้านนี้เป็นเรือใบไม้ไว้พลิ้วคลื่นในโมงยาม...
ถวัลย์ได้รับรางวัลและเกียรติคุณมากมาย เช่นได้รับคัดเลือกจากองค์การสหประชาชาติ ให้เป็นผู้แทนวัฒนธรรมทางศิลปะตะวันออก (ปี 2540) และในปี 2544 ได้รางวัลศิลปวัฒนธรรมแห่งอาเซียนจากประเทศญี่ปุ่น และในปีเดียวกันยังได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม)
อย่าถามถึงเรื่องเงินนะครับเพราะอาจารย์ถวัลย์เคยพูดปนเปื้อนอารมณ์ขันไว้ว่าเงินของท่านหากนำมากองรวมกันอาจสูงพอๆกับภูเขาทองวัดสระเกศ
กลับเมืองไทยครั้งต่อไปผมอยากไปเยี่ยมชมบ้านดำของอาจารย์ถวัลย์
รวมทั้งอยากเชิญท่านลงมากรุงเทพฯ
โดยจะไปขอยืมรถอีแต๋นของคุณยงยุทธ
ติยะไพรัช
(ยุทธ ตู้เย็น)
ขี่ลงมากรุงเทพฯด้วยกัน
เพื่อไปเบิกเงินจากธนาคารมากองทาบแข่งกับภูเขาทอง
ผมว่ามันน่าจะเป็นงานศิลปะอันยิ่งใหญ่ที่ลงในกินเนส
บุ้ค เวิลด์
ออฟ เร็คคอร์ด
จะทำให้โลกทึ่งกับเมืองไทยอย่างแน่นอน.....อ่านต่อ
|