----------------------------------------------คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่----------------------------------------
สปิริตจากการเลือกตั้งสมาคมไทยฯ
ถึงเศรษฐกิจพอเพียงและสมานฉันท์
วันที่
17 ธันวาคมผมไปวัดไทยด้วยเหตุผลหลายประการ ข้อแรกคุณวิลาวัลย์
น้อยนวม โทร.มาแจ้งข่าวว่าจะไปทำบุญ
7 วันให้คุณแม่ประทวน
น้อยนวม คุณแม่ของคุณอู๊ดหรือคุณไพโรจน์
น้อยนวม ท่านถึงแก่กรรมเมื่อวันที่
11 ธันวาคมที่จังหวัดลพบุรีด้วยวัย
84 ปี ไปถึงก็ยังได้พบกับคุณสุรชาติ
กาญจนวิจิตร
ไปร่วมงานด้วยเพราะคุณแม่ประทวนก็คือพี่สาวแท้ๆของคุณแม่คุณสุรชาติ
ประการที่สองไปร่วมทำบุญวันเกิดของคุณสัมฤทธิ์
กระจ่างศรี
เกิดวันที่
16 ธันวาคมและคุณวราภรณ์กับแคนดี้
กระจ่างศรี
แม่ลูกคู่นี้เกิดวันเดียวกันคือ
17 ธันวาคม
ประการที่สามไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนายกสมาคมไทยแห่งแคลิฟอร์เนียภาคใต้ระหว่างเบอร์
1 คุณลัดดา(เทเรซ่า)ไทยภิรมย์สามัคคี
กับเบอร์ 2 คุณณัฐพล
ตรียะวงศ์ ทำให้ผมต้องอยู่โยงตลอดทั้งวันเพราะต้องการรอฟังผลการเลือกตั้ง ตอนนับคะแนนนี่ได้ลุ้นกันอย่างสนุกเสมอครับ
และผมก็หวังใจว่าจะไม่มีระเบิดบกจากที่ลึกลับลงมาอีก
ก็เป็นดังคิดคือไม่มีการปาไข่เน่า
ในระหว่างอยู่วัดนั้นได้ไปสนทนาวิสาสะกับหลายคน
เช่นคุยกับคุณปกรณ์
พงศ์ธราธิก,เจอคุณตุ้ย-สาคร
ศิริรัฐ ที่นำความรำลึกถึงจาก
วิสา คัญทัพ
กวี-นักแต่งเพลงมาฝากด้วย
เพราะเขาเป็นคนโคราชด้วยกัน
พบกันได้ไม่นานตุ้ยก็บอกว่าผมไปก่อนละครับ
จะไปประชุมงานไทยนิวเยียร์
ตอน
Lunch time นั้นผมไปซื้ออาหารที่ตลาดนัดวัดไทยรับประทานพร้อมกับอาจารย์แว่นหรือคุณวัชรินทร์
จิตณาธรรม
และคุณรัตนา
กิตติบรรลุ
เจ้าของห้องอาหาร
Thai Fresh Cuisine จากเมืองคามาริลโล่
สนทนากันหลายเรื่องทั้งเรื่องชีวิตความเป็นอยู่
เรื่องสังคมไทย เรื่องธรรมะ
อาจารย์แว่นบอกว่าบางครั้งก็สวดมนต์ไม่จบเพราะจิตไม่นิ่ง
สักพักอาจารย์แว่นถามว่าหนังสือพิมพ์จะครบรอบปีเมื่อไหร่
ควรจะจัดงานใหญ่ๆหาทุนเยอะๆเข้ามาไว้บ้าง ผมก็ได้แต่ขอบคุณ
ผมตอบไปว่าตอนนี้ผมอยู่ในยุคเศรษฐกิจพอเพียง
ตามนโยบายของท่านสุรยุทธ์
จุลานนท์
จากนั้นผมยังได้พบกับคุณวิจิตร
สุวรรณวงศ์
อดีตนายกสมาคมไทยทักษิณ
กับคุณบัญญัติ
นพคุณ เจ้าของ
NatTV ยืนคุยกันในเรื่องของปัญหาภาคใต้ซึ่งยังเป็นเรื่องลี้ลับดำมืดอยู่ว่า
การฆ่ากันอยู่ทุกวันนี้ใครฆ่าใคร,เอาอาวุธปืนและกระสุนปืนมาจากไหน
และทำไมต้องฆ่ากันแบบบ้าละห่ำทุกวัน
แล้วคุณวิจิตรก็ถามผมเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ผมจึงอยากจะนำมาคุยสั้นๆว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเป็นแนวความคิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้มากว่า
25 ปีแล้ว เป็นทางสายกลางที่จะทำให้ดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง
สร้างภูมิคุ้มกันสิ่งที่จะเข้ามากระทบจากภายนอก
เช่นความไม่แน่อนของภาวะเศรษฐกิจโลก
เมื่อมีมากพอแล้วก็นำออกจำหน่ายเพื่อไปซื้อหาสินค้าอื่นที่จำเป็นมาใช้จ่าย
ผมได้อ่านปรัชญาที่พระองค์ทรงวางไว้แล้ว ก็อยากจะนำมายกตัวอย่างให้เป็นรูปธรรมและขอให้เข้าใจง่ายๆว่า
สังคมไทยนั้นกว่า
80 % เป็นคนยากจน(ทั้งยากมากและยากน้อย)ประมาณ
17 % เป็นชนชั้นกลางที่เหลือเป็นพวกมั่งคั่งไปจนถึงพวกโคตรรวยหรือ
Ultra-rich
พวกที่ยังยากจนอยู่หรือประเภทชักหน้าไม่ถึงหลัง พระองค์ก็อยากจะให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้นให้พอเพียงกับความต้องการในขั้นพื้นฐานของชีวิต ส่วนพวกโคตรรวยผมคิดว่าพระองค์ก็ไม่อยากให้เห่อเหิมฟุ้งเฟ้อ
เช่นไม่อยากให้ใช้โทรศัพท์มือถือด้ามละแสนๆบาทขึ้นไป
ใช้มือถือประเภทแจกแถมก็น่าจะติดต่อสื่อสารได้เหมือนกัน
เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนี้หากมีโอกาสผมจะนำมาพูดคุยอย่างละเอียดในโอกาสต่อไป
หันกลับมาถึงเรื่องเลือกตั้งที่วัดไทย
ตกเย็นปิดหีบเวลา17.00
น.ก็ยกลงไปนับกันข้างล่าง
สิ่งที่น่าสังเกตประการหนึ่งคือท่านกงสุลใหญ่จักร
บุญ-หลง ไปร่วมสังเกตการณ์ในระหว่างการนับคะแนนรวมทั้งจับบัตรเลือกตั้งใบแรกขึ้นมาให้กรรมการคือคุณกิจจา
คุณาธรรม ได้อ่านปรากฎว่าใบแรกจับขึ้นมาเป็นเบอร์
2 ใช้เวลานับไปจน
18.45 น. บัตรเลือกตั้งใบสุดท้ายที่คุณกิจจาอ่านเป็นภาษาใต้ก็คือ
เบ้อนึ๊ง
ผลปรากฎว่าเบอร์
1 ได้ 550 คะแนน เบอร์สองได้
371 คะแนน มีบัตรเสีย
5 ใบ จากการไปลงทะเบียนและขอใช้สิทธิ์ลงเลือกตั้ง
926 คน ทุกอย่างก็จบลงด้วยดี มีการแสดงความยินดีต่อกันรวมทั้งประกาศจะร่วมมือกันทำงานให้กับชุมชนไทยต่อไป
ผมมองว่าภาพนี้คือความสมานฉันท์ ซึ่งความจริงแล้วการทำงานให้ชุมชนโดยไม่มีตำแหน่งหน้าที่ก็ทำได้ ในอนาคตผมหวังว่าคุณณัฐพลจะกลับมาลงสมัครอีกครั้ง
ในอดีตเคยมีมาแล้วสมัยที่คุณศิริชัย
กังวาฬพร(ม้อ-ล่วงลับ)
แพ้เลือกตั้งครั้งแรกยืนร้องไห้อยู่ในวัดไทย
จนคุณพี่วราภรณ์
กระจ่างศรี
ไปปลอบว่าคุณหม้อ คุณหม้อ
อย่าเสียใจเอาใหม่ ต่อมาเมื่อโอกาสเปิดเขาลงสมัครอีกจนได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมไทยฯ ก็ตำแหน่งเดียวกันนี่ล่ะครับ
คนที่ไปลงคะแนนเสียง
(ไม่ว่าจะลงให้เบอร์หนึ่งหรือเบอร์สอง)ผมมองว่าเป็นคนมีสปิริต
มีจิตวิญญาณและสำนึกของประชาธิปไตยอยู่ทีเดียว ก็เพราะการแข่งขันนี่เองทำให้เราต้องไปลงคะแนนกัน
แม้ว่าจะมีการชักชวน
ชักจูง แต่หากขาดจิตวิญณาณแล้วจะชวนกันยังไง
คนไม่สนใจก็จะไม่สนใจ
นอกจากนี้ผมยังเห็นสปิริตจากป้าจรวยพร
อิศรางกูร
ณ อยุธยา
คนเก่าแก่ของชุมชนไทยที่ไปนั่งเฝ้าดูการนับคะแนน จากนั้นก็มอบเช็ค
100 ดอลลาร์ให้กับสมาคมไทยฯผ่านคุณเทเรซ่า
ซึ่งป้าจรวยพรมักจะมอบเช็คให้กับองค์กรต่างๆเสมอ เช่นเวลาประชุมสมาคมสื่อมวลชนไทยฯป้าสาวน้อยเป็นสมาชิกอยู่
ก็มักจะยื่นเช็คออกมาให้ทีละร้อย,สองร้อย แต่ผมไม่รับครับ
ป้าให้ก็เอาไว้สิ ป้ามักจะพูดอย่างนี้ ทำไมล่ะ ป้าคะยั้นคะยอ
ขอบคุIรับ แต่ไม่ถึงพัน
ผมไม่รับครับผมตอบไป เป็นเหตุผลที่จะไม่รับเงินจากป้าเพราะรู้ว่าเช็คเป็นพันป้าก็ไม่เซ็นเหมือนกัน.....อ่านต่อ
|