----------------------------------------------¤ÅÔ¡·ÕèÃÙ»à¾×èÍ´ÙÃÙ»ãËè----------------------------------------
ปีใหม่ไทย:งานสงกรานต์เฟสติวัล
เมื่อเย็นวันศุกร์ที่
1 ธันวาคม ผมไปที่สถานกงสุลใหญ่แอล.เอ.เพื่อทำหน้าที่เลือกตั้งประธานจัดงานไทยนิวเยียร์-สงกรานต์เฟสติวัล
ประจำปี 2007 ไปในฐานะรักษาการนายกสมาคมสื่อมวลชนไทยในสหรัฐอเมริกา
เป็น 1 ใน 76 คนที่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ท่านคงได้อ่านข่าวรายละเอียดไปฉบับที่แล้วว่าใครบ้างมีสิทธิ์ลงคะแนน
งานไทยนิวเยียร์-สงกรานต์เฟสติวัล
กำหนดจัดวันอาทิตย์แรกของเดือนเมษายน
ใช้อาณาบริเวณไทยทาวน์
บนถนนฮอลลีวู้ดเป็นสถานที่จัด
ปีแรกจัดขึ้นเมื่อปี
2004 โดยมีกงสุลใหญ่อิสินธร
สอนไว เป็นประธาน
ปีที่สองคุณนภดล
วงศ์ชัยวัฒน์
ประธานกลุ่ม
BKT เป็นประธานจัดงาน
และปีที่สามคุณสมชาย
ไทยทัน นายกสมาคมไทยฯเป็นประธาน
การเลือกตั้งหาประธานในคืนนั้นมีผู้ไปลงคะแนนเสียง
31 คนผลปรากฎว่าคุณศรีวงศ์
อาญาสิทธิ
บก.นสพ.ข่าวสดยูเอสเอ
ได้รับเลือกโดยชนะคุณเทเรซ่า
ชุง ด้วยคะแนน
19 ต่อ 12 เป็นอันว่าคุณศรีวงศ์ได้รับเลือกตั้งเพื่อจะเข้ามาทำหน้าที่นี้
งานแรกทราบว่าจะจัดการประกวดมิสไทยนิวเยียร์ยูเอสเอส
( Miss Thai New Year USA) เดือนกุมภาพันธ์ 2007 เพื่อนำสาวงามที่ชนะมาร่วมในงานวันที่
1 เมษายน อันเป็นวันจัดงาน
ทราบว่าปีนี้เงินทุนในการจัดงานนั้นบริษัทสิงห์นอร์ธอเมริกา
ผู้จัดจำหน่ายเบียร์สิงห์
สนับสนุนถึง
50,000 ดอลลาร์ ผมคิดว่ายังไม่พอ
แต่เมื่อคิดโดยรวมจะมีค่าเช่าบู้ธจำหน่ายสินค้า,การขายเครื่องดื่มในงาน,การจำหน่ายราฟเฟิ่ลและอื่นๆก็คงจะทำให้ประธานจัดงานหายใจคล่องกว่าที่ผ่านๆมา
งานสงกรานต์ของชุมชนไทยถือเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมทุกภาคส่วน ผู้ที่จะได้รับคือคำว่า
”ไทยและประเทศไทย” ผมจึงมีความคิดอยู่
2 ประการในด้านการสรรหาประธานจัดงานรวมทั้งเรื่องของงบประมาณในการจัด
ในเรื่องประธานจัดงานคิดว่าน่าจะมีการหาบุคคลากรมาสืบต่อเหมือนเช่นกอล์ฟคิงส์คัพ
ตัวอย่างเช่นเมื่อมีประธานจัดปี
2006 ในปี 2007 ก็ได้ประธานจัดควบคู่ไว้เพื่อเตรียมตัวรับช่วงงานปีต่อไป คนที่จะทำหน้าที่ได้ต้องยินดีและพร้อมเสียสละ
โดยให้ผู้แทนองค์กรต่างๆลงมติเป็นแบบ
”ฉันทามติ”จะทำให้เกิดความสามัคคีมากขึ้น ใครอยากจะเป็นประธานจัดก้าวเข้ามาเสนอตัวให้เลือก อย่าให้มีการ”ดันก้น”กันขึ้นมา
ประธานจัดงานผมคิดว่าก็น่าจะมาจากบุคคลากรที่ช่วยเหลืองานไทยนิวเยียร์ตลอดมาเพราะเป็นคนรู้งานมากกว่าคนอื่นๆ
ไม่ต้องมานับ
1 เริ่มต้นกันใหม่
สรรหาจากผู้ไปช่วยงานหรือคนทำงานประจำนั่นล่ะครับ
หมุนเวียนกันไปและจะทำให้งานต่อเนื่อง อีกอย่างเรายังจะได้ฝึกปรือคนรุ่นใหม่
(New Generation) ขึ้นมารับผิดชอบงานของชุมชน
พวกแก่ๆก็ขึ้นไปทำหน้าที่ให้คำปรึกษาในฐานะเป็นผู้มีประสบการณ์มากกว่าคนรุ่นหลัง
ตัวอย่างนี้ในสังคมอเมริกันก็มีให้เห็น
ตามเมืองเล็กๆจะมี
City Council 5 คนหมุนเวียนกันขึ้นมาทำหน้าที่เป็น
Mayor ของเมืองคนละปี
คนที่กำลังจ่อคิวรับงานเรียกว่า”ว่าที่นายกเทศมนตรี”หรือ Mayor Pro Tem ดังนั้นผมจึงอยากให้ทีมไทยแลนด์ตลอดจน
Council Member ทั้ง
76 คนนำไปพิจารณาความเหาะสมและสรรหากฎเกณฑ์ขึ้นมา
เพราะยังไงๆเราก็ต้องจัดเพื่อเชิดชูประเพณีวัฒนธรรมไทยกันต่อไป
ในส่วนที่สองเรื่องงบประมาณ
เป็นปัญหาใหญ่
หากปีนี้ไม่ได้เบียร์สิงห์เข้ามาช่วยผมว่าประธานจัดงานก็ต้องวิ่งกันหืดขึ้นคอเพื่อหารายได้เข้ามาจัดงาน อย่างเช่นแต่ละปีประธานจัดงานคง
”เจ็บตัว” กันพอสมควร
(ยกเว้นปีแรกที่สถานกงสุลใหญ่จัดงบประมาณมาให้
25,000 ดอลลาร์เป็นทุนดำเนินงาน)
เมื่อเราจะเชิดชูวัฒนธรรมกัน
ผมคิดว่าการจัดหางบประมาณควรแบ่งออกเป็น
2 ส่วน นั่นคือภาครัฐโดยเฉพาะทีมไทยแลนด์อาจจะตั้งงบประมาณไว้
4 หมื่นดอลลาร์โดยแบ่งภาระไปยังสถานกงสุลใหญ่แอล.เอ.
1 หมื่นดอลลาร์,สำนักงานท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
(ททท.แอล.เอ.) 1
หมื่นดอลลาร์,สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ
ณ นครลอส แอนเจลิส
(Thai Trade Center) 1 หมื่นดอลลาร์และการบินไทยภูมิภาคอเมริกา
1 หมื่นดอลลาร์
หน่วยงานเหล่านี้มีหน้าที่
“เดินสาย ขายชาติ”โดยตรงอยู่แล้ว
(คำพูดของคุณนิติ
คงกรุต อดีตผอ.ททท.แอล.เอ.)
จริงๆแล้วมีหน้าที่ส่งเสริมประเทศไทยในแต่ละส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบเช่นโปรโมทท่องเที่ยว,โปรโมทสินค้า,โปรโมทการคมนาคมและสถานกงสุลใหญ่มีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของคำว่า”ประเทศไทย”,บริการและคุ้มครองคนไทย
ในต่างประเทศ
ฯลฯ เป็นต้น
สำหรับธนาคารพาณิชย์เช่นธนาครกรุงไทย,ธนาคารกสิกรไทยอาจจะร่วมเป็นสปอนเซอร์บางส่วนก็น่าจะเป็นไปได้
คราวนี้ก็มาถึงภาคชุมชนไทยจะต้องหาทุนมา
Matching เข้าไปเท่าๆกันเช่น
4 หมื่นดอลลาร์จะได้มาจากการเปิดให้เช่าบู้ธ,การจำหน่ายราฟเฟิ่ลหรือสลากการกุศล,การเปิดขายสินค้าในงานโดยผู้จัดงานเองเช่นขายน้ำดื่มเป็นต้น
รวมทั้งการเปิดรับบริจาคจากบริษัทธุรกิจชาวไทยที่มีจิตศรัทธา,การขอ
Grant จากองค์กรการกุศลอเมริกันหรือ
ฯลฯ
หากเราวางแนวคิดและความเป็นไปได้เช่นนี้
เราก็จะมีประธานจัดงานหลากหลายออกไป
ไม่ต้องมานั่งลงคะแนนแข่งกันทุกปีและระดมหาทุนกันทุกปี ข้อเสนอที่ผมเสนอออกไปนี้อาจจะเป็นเรื่อง
“เขียนง่าย
ฟังยากและทำยาก” ก็ได้ หลายคนอาจไม่เห็นด้วย
แต่ผมเขียนขึ้นมาก็เพื่อยั่วให้แย้งนะครับเมื่อมีข้อโต้แย้งเราจะได้แนวคิดที่ดี,เหมาะสมและลงตัว
การจัดงานไทยนิวเยียร์เป็นเรื่องของส่วนรวม
มีคนทุกภาคส่วนทุกอาชีพเข้ามาร่วม
ไม่ใช่งานของสถาบันอย่างเช่นธรรมศาสตร์ฯ,จุฬาฯ,เกษตรศาสตร์,เซนต์
คาเบรียล ฯลฯ
หากเป็นงานของสถาบันที่พวกเขาเรียนจบมาและมีศิษย์เก่าของสถาบันหมุนเวียนกันขึ้นมาทำหน้าที่การนำหรือหาคนเป็นประธานง่ายขึ้น
ทำให้การทำงานสะดวกขึ้น
อีกประการหนึ่งเมื่อจัดขึ้นทุกปี
เราอาจจะประหยัดลงได้เช่นอุปกรณ์ตกแต่งสถานที่,ป้ายชื่อร้าน,Banners
และอื่นๆอาจเก็บไว้ใช้ในปีต่อๆไป
จะเปลี่ยนเมื่อจำเป็นต้องเปลี่ยนวันเดือนปี
ทำให้ประหยัดได้มากขึ้น ไม่ใช่เสร็จแล้วนำไปเป็นเป็น
Souvenir ส่วนตัว
เขียนมาถึงตรงนี้แล้วผมอยากให้ทุกสิ่งราบรื่นโดยเฉพาะงานไทยนิวเยียร์
ทำให้ผมคิดถึงคำพูดของคุณสนธิ
ลิ้มทองกุล
ที่มาเปิดอภิปรายเมื่อเร็วๆนี้ว่าคนไทยเรามีคนเก่งมากมาย แต่เราหาคนกล้าได้ยาก
– ผมว่าเราจะต้องคิดกันตั้งแต่เดี๋ยวนี้แล้วละครับ.....ÍèÒ¹µèÍ
|