ปรากฎการณ์สนธิจากเมืองไทยถึงสหรัฐฯ
วันอาทิตย์ที่
19 พฤศจิกายนผมมีโอกาสไปฟังคุณสนธิ
ลิ้มทองกุล
ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เครือผู้จัดการมาเปิดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์
สัญจรในสหรัฐ
ไปมาหลายเมืองมาสิ้นสุดเอาที่แอล.เอ.
อีกอย่างผมได้รับหนังสือเป็นบรรณาการจากคุณวิลาวัลย์และคุณไพโรจน์
น้อยนวม ที่เพิ่งกลับจากเมืองไทย
หนังสือเล่มนั้นชื่อ
ปรากฎการณ์สนธิจากเสื้อเหลืองถึงผ้าพันคอสีฟ้า เขียนโดยคุณคำนูณ
สิทธิสมาน
พร้อมด้วยลายเซ็นของทั้งสองคนกำกับมาด้วย
ทราบว่าในวันที่
19 พฤศจิกายนก็มีหนังสือเล่มนี้วางจำหน่ายหน้างานด้วย
ผมยังไม่ได้อ่านจบหรอกนะครับ
แต่อยากเขียนถึงคำว่าปรากฎการณ์สนธิหรือ
Sondhi Phenomenal ความหมายก็คือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแบบน่าทึ่งหรือเหลือเชื่อเพราะเป็นปรากฎการณ์ที่มีผลทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศไทย โดยสามารถรวบรวมพลังผู้คนได้อย่างมหาศาลออกมาต่อต้านระบอบทักษิณ
กลายเป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้และศึกษา ไม่แต่เพียงปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นในเมืองไทยเท่านั้น
แต่ยังขยายวงมายังต่างประเทศที่มีคนไทยอาศัยอยู่ทั้งๆที่ไม่เคยได้เข้าร่วมในการต่อต้านหรือชุมนุมประท้วงร่วมกับขบวนการนี้ แต่สภาพจิตใจกลับส่งไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
สิ่งที่จะเกิดปรากฎการณ์ได้จะต้องมีเหตุหรือที่มา
นั่นคือระบอบทักษิณ และจะต้องมีเครื่องมือในการกำจัดระบอบทักษิณอันประกอบด้วยคนที่มีความกล้าหาญหมายถึงตัวคุณสนธิ
ลิ้มทองกุล
ที่ออกมาเป็นแถวหน้าของการเคลื่อนไหวและเป็นแถวหน้าที่มีองค์ความรู้-ความสามารถพอตัวจึงจะขับเคลื่อนปรากฎการณ์นี้ได้
ผมเห็นว่ายังต้องมีเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลังเช่น
ASTV อันเป็นทีวีผ่านดาวเทียมสามารถกระจายข้อมูลออกสู่ผู้รับสารได้อย่างทั่วถึงรับทราบและเป็นที่เข้าใจของผู้รับสาร
จากนั้นจะต้องมีประชาชนเข้าร่วมหนุนเนื่องในการต่อสู้ประท้วงและทำลายระบอบลงได้
ในวันนั้นคุณสนธิ
มาเลกเชอร์ให้กระจ่างแก่ผู้ฟังทีเดียวกล่าวคือสิ่งที่ประเทศไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะระบอบทักษิณเข้าควบคุมรัฐธรรมนูญฉบับ
2540 ไว้อย่างราบคาบ
โดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ
มีการใช้เงินเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ,องค์กรสื่อ
นอกจากนี้ยังใช้เงินไปกว้านเอาพรรคการเมืองต่างๆมาครอบครองเป็นพรรคเดียว
จึงบริหารประเทศได้พรรคเดียว
โดยมีพรรคฝ่ายค้านเพียงหยิบมือเดียวซึ่งไม่สามารถทานได้กับการยกมือสนับสนุนจากฝ่ายรัฐบาล
คุณสนธิกล่าวว่าการเลือกตั้งเป็นเพียงจุดสุดท้ายของระบอบประชาธิปไตยที่ให้คนไปหย่อนบัตรลงคะแนนเสียง แต่เนื้อแท้ของการเป็นประชาธิปไตยในประเทศไทยจะต้องมีองค์
ประกอบถึง
5 ประการกล่าวคือ
1.สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกเช่นการชุมนุมเดินขบวนประท้วง
เหมือนในสหรัฐทุกคนมีสิทธิชุมนุมประท้วงแต่ต้องขออนุญาตตามกำหนดวันเวลาและสถานที่ 2.ข้าราชการไม่เป็นกลางเช่นไปแจ้งความตำรวจก็เลือกปฏิบัติหรือเลือกที่จะดำเนินคดี
3.ประชาชนไม่ได้รับความรู้อันแท้จริงถูกป้อนด้วยโครงการประชานิยมต่างๆ
4.มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเช่นการฆ่าตัดตอนในคดียาเสพติดมาจนถึงเหตุการณ์ต่างๆในภาคใต้ของประเทศไทย
ระบอบทักษิณฆ่าคนไปกว่า
7 พันคนรวมทั้งการอุ้มฆ่านายสมชาย
ลีนะไพจิตร
ทนายความมุสลิมอีกด้วย
5. การคุกคามสื่อส่งผลให้การรับรู้ข่าวสารของประชาชนไม่ถูกต้อง ไม่เหมือนเช่นในสหรัฐที่ประชาชนเลือกจะเสพสื่อได้ตามความต้องการของตน
คุณสนธิตอบนักข่าวตะวันตกว่าสิ่งเหล่านี้ในสหรัฐมีพร้อมมูล
แต่ประเทศไทยไม่มี
ถือเป็นเรื่องการทำความเข้าใจว่าทำไมนายกฯทักษิณมาจากการเลือกตั้งจึงต้องถูกโค้นล้มลงไป
เป็นเนื้อล้วนๆที่ผมสรุปมาให้ผู้อ่านที่ไม่ได้ไปร่วมรับฟังรับทราบ
วันนั้นคนกว่า
2,000 คนไปร่วมรับฟังกัน
เพื่อนผมเมื่อ
10 กว่าปีที่แล้วไม่ได้พบกันก็ไปหลายคได้พบและพูดคุยกัน
มีคนหลายอาชีพหลายหมู่เหล่าไปรวมกันอยู่ที่นั่น
นี่เป็นเพราะบารมีของ
สนธิ ลิ้มทองกุล
และคณะที่เดินทางมา
คนเหล่านี้มีจุดขายอยู่ในตัวและกำลังฮ้อต
ใครๆก็อยากฟังจากปากของเขา
เรียกว่าฟังกันอิ่มจุใจ
เวลาสนธิพูดไม่มีใครลุกออกไปห้องน้ำ
ส่วนคณะกรรมการประสานงานที่มีหลายคนทำให้เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรนี้เกิดขึ้นได้
ก็ขอนำชื่อมาจารึกลงไว้อันประกอบด้วย
วงศ์ชัย ลีลลัคนากุล,
พิชัย ศิวะภิญโญยศ,
สมศักดิ์
กูรมะโรหิต,
เพลินพรรณ
และนิทัศน์
ศรีดิษฐ์,
อรรคเดช ศรีพิพัฒน์
และนิพันธ์
โรจนโสภณดิษฐ์
ฉบับหน้าอยากจะเล่าว่าผมกับคุณสนธิ
ลิ้มทองกุล
รู้จักกันอย่างไร
เพราะเรื่องมันยาวและเกี่ยวพันกับวงการหนังสือพิมพ์ตลอดจนประวัติศาสตร์ของหนังสือพิมพ์ด้วย คุณสมศักดิ์
กูรมะโรหิต
นำผมเข้าไปพบกับคุณสนธิ
เมื่อคุณสนธิเห็นผมในวันนั้นร้องขึ้นมาว่า
อ้าว ไพสันติ์นี่ โปรดติดตามครับ.....อ่านต่อ
|