
พลเอกสุรยุทธ์
จุลานนท์(3):เลือดทหาร
คุณตาเป็นกบฎ-คุณพ่อเป็นคอมมิวนิสต์
พลเอกสุรยุทธ์
จุลานนท์ มีเลือดของทหารเต็มตัว
เริ่มจากพ่อคือพันโทพโยม
จุลานนท์ ซึ่งมีประวัติความเป็นมาว่าท่านเป็นบุตรของ
พ.อ.พระยาวิเศษสิงหนาถ
(ยิ่ง จุลานนท์)
กับ คุณหญิงเก๋ง
จุลานนท์ โดยรกรากของตระกูล
"จุลานนท์"
นั้นอยู่ที่
จังหวัดเพชรบุรี
จากการค้นคว้าทราบว่าพ.ท.พโยมเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยทหารบก กรมยุทธศึกษาทหารบก
( ต่อมาเป็นโรงเรียนนายร้อยเท็คนิคทหารบกและโรงเรียนนายร้อยจปร.ถนนราชดำเนิน-ตามลำดับ)
ในปีพ.ศ.2472 พันโทพโยมอยู่ชั้น
4 เพื่อนร่วมชั้นที่ดังๆในตอนหลังประกอบด้วยพลตำรวจเอกประเสริฐ
ซิ้นใจซื่อ(รุจิรวงศ์)
นนร.ชั้น 5 คือพลตำรวจเอกผ่า
ศรียานนท์
และนนร.ชั้น
6 (อันเป็นชั้นสุดท้ายก่อนจบ)คือจอมพลถนอม
กิตติขจร เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมี
นนร.ตุ๊ จารุเสถียร(ต่อมาคือจอมพลประภาส
จารุเสถียร)
นนร.จิตติ นาวีเสถียร,นนร.ถนอม
ปัทมานนท์,นนร.กฤษณ์
สีวะรา ,นนร.บริบูรณ์
จุลลจาริก
ทั้งหมดเรียนร่วมกันประมาณ
200 คน โรงเรียนนายร้อยยุคนั้นมีพันเอกพระยาทรงสุรเดช
(เทพ พันธุมเสน)
เป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิชาทหาร
และพันโทพระสิทธิพลเรืองเดช
เป็นผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยทหารบก
(ข้อมูลจากหนังสือ
ท.ส.(ทหารคนสนิท)พระยาทรงสุรเดช
โดย สำรวจ กาญจนสิทธิ์)
กล่าวถึงรกรากของตระกูล
"จุลานนท์"
นั้นอยู่ที่
จ.เพชรบุรี
โดยบิดาของ
พล.อ.สุรยุทธ์
คือ พ.ท.พโยม
จุลานนท์ เป็นบุตรของ
พ.อ.พระยาวิเศษสิงหนาถ
(ยิ่ง จุลานนท์)
กับ คุณหญิงเก๋ง
จุลานนท์ ดังนั้นนายกรัฐมนตรีคนที่
24 จึงมีสายเลือดทหารทางด้านคุณปู่ด้วย
สำหรับเส้นทางชีวิตของ
พ.ท.พโยมถือว่าเป็นนายทหาร"หัวก้าวหน้า"คนหนึ่ง
โดยมีบทบาทสำคัญระดับ"นายทหารเสนาธิการ"และมีความใกล้ชิดกับ
จอมพล ป. พิบูลสงคราม
เมื่อวันที่
8 พฤศจิกายน 2490
พ.ท.พโยมได้ร่วมทำรัฐประหารโดยมีพลโทผิน
ชุณหะวัณ เป็นหัวหน้า
เข้ายึดอำนาจรัฐบาลพลเรือตรีถวัลย์
ธำรงนาวาสวัสดิ์
ขณะเดียวกันได้แต่งตั้ง
จอมพล ป. พิบูลสงคราม
เป็นผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทย
พลโทผิน
ชุณหะวัณ เป็นบิดาของพลเอกชาติชาย
ชุณหะวัณ (อดีตนายกรัฐมนตรี)และเป็นปู่ของอาจารย์ไกรศักดิ์
ชุณหะวัณ ช่วงหลังครองยศเป็นจอมพลผิน
ชุณหะวัณ อำนาจสายนี้เรียกว่าอำนาจซอยราชครู
เหตุผลของการทำรัฐประหารพฤศจิกายน
2490 ระบุว่าเนื่องจากการสอบสวนคดีสวรรคตไม่กระจ่างชัด
การทุจริตของข้าราชการและผู้แทนราษฎรบางคน
การที่เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะตกต่ำเพราะเป็นช่วงสงครามโลกเพิ่งเลิก
และความไม่พอใจของทหารเกี่ยวกับสถานะภาพของทหารเอง
พ.ท.พโยมมีแนวคิดที่ค่อนข้างเป็นตัวของตัวเองสูง
ภายหลังเกิดขัดแย้งกับ"สองผู้ยิ่งใหญ่"
ในยุคนั้นคือจอมพล
ป. และพล.ต.อ.เผ่า
ศรียานนท์
หรือ"อัศวินเผ่า"
จึงตัดสินใจเข้าร่วมคณะ"กบฏเสนาธิการ"เมื่อวันที่
1 ตุลาคม 2491 โดยมีพลตรีสมบูรณ์
ศรานุชิต และพลตรีเนตร
เขมะโยธิน
เป็นหัวหน้าคณะ
เหตุผลของกลุ่มกบฎเสนาธิการ
ต้องการปฏิวัติกองทัพบกเสียใหม่ให้มีประสิทธิภาพทันสมัย
เช่นเรื่องการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งทางทหาร
ในขณะนั้นทำไปเพื่อเป็นการตอบแทนผู้เข้าร่วมทำรัฐ
ประหารมากกว่า
มิได้ทำเพื่อทหารส่วนรวมจึงสร้างความไม่พอใจกับนายทหารระดับเสนาธิการเป็นอย่างมาก แต่การยึดอำนาจไม่สำเร็จ
บางคนในคณะถูกจับกุม
พ.ท.พโยมลี้ภัยไปยังประเทศจีนช่วงนั้น
พลเอกสุรยุทธ์
เพิ่งอายุได้
5-6 ขวบก็ต้อง"พลัดพรากจากพ่อ"กล่าวกันว่าพ.ท.พโยมไปอยู่จีนเริ่มซึมซับแนวคิดของคาร์ล
มาร์กซ์และเลนิน
อันเป็นรากฐานของ"ลัทธิคอมมิวนิสต์"ไว้ ต่อมาเหมา
เจ๋อตง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนยึดกุมอำนาจได้สำเร็จในปี
ค.ศ.1949 (พ.ศ. 2491)จึงเพิ่มแนวคิดของ
เหมา เจ๋อ ตง
เข้ามาอีกด้วย
เมื่อจอมพลสฤษดิ์
ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหารส่งผลให้จอมพลป.และพล.ต.อ.เผ่า
ศรียานนท์
หนีไปลี้ภัยในต่างประเทศ
พ.ท.พโยมจึงกลับเมืองไทยในช่วงเวลาสั้นๆ
โดยปี 2500 ลงสมัครรับเลือก
ตั้งจนได้เป็น
ส.ส.เพชรบุรี
หลังจากจอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารอีกครั้งเมื่อเดือนตุลาคมพ.ศ.
2501 มีการกวาดล้างจับกุมนักหนังสือพิมพ์
นักการเมือง
จากคำบอกเล่าของคุณสุวัฒน์
วรดิลก ที่ผมเคยเดินทางไปพบเมื่อเดือนมีนาคมปี
2549 พร้อมกับสุเทพ
วงศ์กำแหง
ที่ศรีราชา
คุณสุวัฒน์หรือรพีพรในวัย
83 ปีเล่าว่าเขาถูกจับกุมพร้อมด้วยคนหลายคน
ในจำนวนนั้นมีพ.ท.พโยมด้วย ต่อมาภายใน
2 วันพ.ท.พโยมก็มีเพื่อนทหารมาประกันตัวออกไป
หลังจากนั้นพ.ท.พโยมต้องหลบลง"ใต้ดิน"นานหลายปี
และลุกขึ้นมาจับอาวุธสู้รบในนาม
"พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย"
(พคท.) มีนามเรียกขาน
คือ "สหายคำตัน"
นับตั้งแต่ปี
2510-2511 เป็นต้นมาพ.ท.พโยม
มีบทบาทสูงใน
พคท. จนกระทั่งปี
2518 จึงได้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ
คือ "เสนาธิการ"ของกองทัพปลดแอกแห่งประเทศไทย
(ทปท.)และใช้ชีวิตอยู่เขตรอยต่อชายแดนไทย-ลาว
ในพื้นที่
จ.น่าน
ดังนั้นสถานะของพลเอกสุรยุทธ์ในฐานะฝ่ายปราบปรามคอมมิวนิสต์จึงต้องถือว่าเป็น
"ศัตรู" กับพ่อของตัวเองโดยตรง
ถือเป็นช่วงชีวิตที่ขมขื่นกับคำว่า
"ลูกคอมมิวนิสต์"
เป็นอย่างยิ่ง
แต่ถึงที่สุดก็ได้ปฏิบัติงานในหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ
จนได้รับ "ความไว้วางใจ"
จากผู้บังคับบัญชาในภายหลัง
ในช่วงปี
2521 สุขภาพของพันโทพโยมหรือสหายคำตันทรุดลงจึงถูกส่งตัวไปรับการรักษาพยาบาลที่ประเทศจีน
จนกระทั่งทรุดลงอีกในปีพ.ศ.2523
แต่ก็เป็นโอกาสดีที่พลเอกสุรยุทธ์ได้พบกับพ่อหลังจากห่างกันไปกว่า
20 ปี
การพบกันครั้งนั้นเป็นเพราะได้รับการประสานจากคณะของ
พล.อ.ชาติชาย
ชุณหะวัณ ซึ่งจะเดินทางไปจีนพอดี
และ"ชั้นเชิงทางการทูต"ของ
พล.อ.ชาติชาย
จึงทำให้พ่อลูกได้พบหน้ากันอีกครั้ง
แต่เป็นการ
"พบกันครั้งสุดท้าย"
ของพ่อลูกคู่นี้
"คุณพ่อบอกว่า...เราคงจะได้พบกันครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว..."
พลเอกสุรยุทธ์
กล่าวถึง "คำพูดสุดท้ายของพ่อ"
ไว้ได้อย่างกินใจไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติชื่อ
"เส้นทางเหล็ก
พล.อ.สุรยุทธ์
จุลานนท์ จากลูกคอมมิวนิสต์
สู่ ผบ.ทบ." โดย
วาสนา นาน่วม
ผมคงจะมีเรื่องของนายกรัฐมนตรีชื่อ
พล.อ.สุรยุทธ์
จุลานนท์ มาเล่าอีกเป็นครั้งคราวหลังจากนี้.....อ่านต่อ