พลเอกสุรยุทธ์
จุลานนท์(2):เลือดทหาร
คุณตาเป็นกบฎ-คุณพ่อเป็นคอมมิวนิสต์
เมืองไทยมีการยึดอำนาจการปกครองทั้งแบบที่เรียกว่าปฏิวัติ,รัฐประหาร,ก่อความไม่สงบเกิดขึ้น
19 ครั้งนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.2475
เป็นต้นมา ก่อนหน้านั้นก็เคยมีกบฎร.ศ.130
(พ.ศ.2455)ตรงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
(รัชกาลที่
6) ถือเป็นเชื้อปะทุก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองอีก
20 ปีต่อมา
ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.2475
ก่อนจะเกิดกบฎบวรเดช
ตามมานั้นมีการยึดอำนาจก่อนดังนี้
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2476 พระยาพหลพลพยุหเสนา(พจน์
พหลโยธิน)เป็นหัวหน้าคณะนายทหารกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีพ.ท.หลวงพิบูลสงคราม(แปลก
ขีตตะสังคะ)เป็นกำลังสำคัญยึดอำนาจจากรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์)
การทำรัฐประหารของกลุ่มพระยาพหลพลหยุหเสนาและพวก ไม่เป็นที่พอใจอย่างยิ่งของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ความจริงก็ไม่พอใจมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเพราะกลุ่มเจ้าถูกยึดอำนาจและถอดถอนจากตำแหน่งทั้งพลเรือนและทหาร
พระองค์เจ้าบวรเดชและขุนนางทั้งหลาย ตลอดจนนายทหารบางกลุ่มที่ยังจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 จึงรวมตัวกันขึ้นมา แต่มาเคลื่อนไหววันที่
8-9 ตุลาคม 2476 โดยลงมือออกประกาศปฎิวัติเมื่อวันที่
10 ตุลาคม 2476
นายทหารในฝ่ายพระองค์เจ้าบวรเดช
ส่วนใหญ่ถูกปลดออกจากราชการหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
อาทิเช่นพลตรีพระยาเสนาสงคราม (ม.ร.ว
อี๋ นพวงศ์) พลตรีพระยาทรงอักษร (เจิม อาวุธ) พันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) พันเอกพระยาฤทธิรงค์รณเฉท (ทองคำ ไทไชโย) พันเอกพระยาไชเยนทร์ฤทธิ์รงค์ (อึ่ง โพธิกกนิษฐ์)และพระยาศรีสรศักดิ์ (ทองอยู่ ตุกานนท์)
ทหารภาคตะวันออกเฉียงเหนือยกกำลังและยุทโธปกรณ์ขึ้นรถไฟที่สถานรถไฟสีคิ้ว
นครราช สีมาเข้ามายึดดอนเมืองและวัดแคราย จากนั้นนำเครื่องบินขึ้นยิงขู่ในเขตพระนคร
พร้อมทิ้งใบปลิวให้รัฐบาลยอมจำนน
ฝ่ายรัฐบาลได้แต่งตั้ง พ.ท.หลวง พิบูลสงคราม เป็นผู้บัญชาการกองกำลังผสม ออกไปปราบปราม
รวมทั้งฝ่ายรัฐบาลได้โจมตีฝ่ายกบฎถอยร่นกลับไปที่ภาคอีสาน ซึ่งกลุ่มบวรเดชถูกปราบสิ้นสุดเมื่อวันที่
24 ตุลาคม
2476
ทั้งนี้หลังจากวันที่
23 ตุลาคมมีการรบแบบตะลุมบอนกันระหว่างทหารรัฐบาลกับทหารพระองค์เจ้าบวรเดชในเขตปากช่อง,ทับกวางและหินลับ การรบครั้งนั้นพันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม
ถูกยิงถึงแก่ชีวิต
พระองค์เจ้าบวรเดชขึ้นเครื่องบินหลบหนีออกนอกประเทศ
กลุ่มก่อการบางคนหลบหนีออกไปประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นกลุ่มที่พ่ายแพ้จึงถูกเรียกว่ากบฎ เมื่อหัวหน้าทีมคือพระองค์เจ้าบวรเดชจึงได้รับการเรียกขานว่า
กบฎบวรเดช
แพทย์หญิงโชติศรี
ท่าราบ(จิ๋ว
บางซื่อ) ซึ่งเป็นลูกสาวของพันเอกพระยาศรีสิทธิสงครามเคยบอกไว้ว่าตอนที่คุณพ่อของท่านเสียชีวิตนั้นท่านเพิ่งจะอายุ
14 ปี ( ปัจจุบันคุณหมอจิ๋วอายุ
87 ปี )
มีเกร็ดที่คุณหมอโชติศรีเล่าไว้ว่าท่านยังมีน้องสาวอีกคนชื่ออารีพันธ์
ท่าราบ ต่อมาแต่งงานกับทหารม้าคือพันเอกประกอบ
ประยูรโภคราช
ช่วงหลังเคยเป็นรมต.ช่วยมหาดไทย
โดยมีลูกชายอยู่คนหนึ่งชื่อ
พล.อ.อ.โยธิน
ประยูรโภคราช
ปัจจุบันเป็นรองสมุหราชองครักษ์
(ปฏิบัติหน้าที่เป็นกรมวังผู้ใหญ่อยู่วังศุโขทัย
ประจำ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
สยามมกุฎราชกุมาร)
ดังนั้นพล.อ.สุรยุทธ์กับพล.อ.อ.โยธิน
ประยูรโภคราช
จึงเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการยังนำเรื่องราวสายสัมพันธ์มาเขียนอีกว่าพล.อ.อ.โยธินเป็นเตรียมทหารรุ่น
6 และเพื่อนนักเรียนนายเรืออากาศรุ่นเดียวกันที่มีความรักและผูกพันกันอย่างยิ่งคือ
พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี
รองปลัดกระทรวงกลาโหม(ปลดเกษียณ
1 ตุลาคม 2549) พล.อ.อ.ชลิต
พุกผาสุข ผบ.ทอ.
พล.อ.อ.ไพโรจน์
รัตนพล (หัวหน้าสำนักงาน
พล.อ.อ.ธเรศ) โดยสรุป
พล.อ.สุรยุทธ์
จึงเป็นเสมือนพี่ของทั้ง
พล.อ.อ.ธเรศ, พล.อ.อ.ชลิต
และพล.อ.อ.ไพโรจน์
ด้วย
อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจก็คือผู้จัดการรายงานว่าพ.อ.ประกอบ
ประยูรโภคราช
เป็นทหารม้าเหล่าเดียวและเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของ
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ดังนั้นทั้งพล.อ.สุรยุทธ์
และพล.อ.อ.โยธิน
จึงอยู่ในฐานะหลานหรือจะเป็นลูกของพล.อ.เปรมได้
โดยเป็นผู้ที่พล.อ.เปรมเห็นมาตั้งแต่เกิดก็ว่าได้
ทางด้านคุณพ่อของพลเอกสุรยุทธ์
คือพันโทพโยม
จุลานนท์ เป็นนายทหารรุ่นไล่เรี่ยและรุ่นราวคราวเดียวกับจอมพลถนอม
กิตติขจร,จอมพลประภาส
จารุเสถียร,พลตำรวจเอกเผ่า
ศรียานนท์
,พลตำรวจเอกประเสริฐ
รุจิรวงศ์
ฯลฯ นอกจากนี้พลเอกสุรยุทธ์มีคุณปู่เป็นทหารเช่นกันชื่อพ.อ.พระยาวิเศษสิงหนาถ
(ยิ่ง จุลานนท์)
ฉบับต่อไปจะเขียนถึงสาแหรกทางพ่อของนายกรัฐมนตรีคนที่
24 โปรดติดตาม.....อ่านต่อ
|