เจตนารมณ์ของการยึดอำนาจ
เพราะเราไม่อาจผ่าทางตันได้
การปฏิรูปการปกครองเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ต้องบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ทางการ
เมืองของประเทศไทยอีกครั้ง
เป็นการรัฐประหาร(Coup detat )โดยมีคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือคำย่อคือ คปค. (ภาษาอังกฤษเขียนว่า
the
Council for Democratic Reform under Constitutional Monarchy)เข้ามายึดอำนาจยกเลิกรัฐธรรมนูญปี
2540 จากนั้นได้ออกประกาศ-คำสั่งคณะปฏิรูปฯซึ่งถือเป็นกฎหมายให้ทุกคนปฏิบัติ
ขั้นตอนที่ตามมาคือแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เข้าบริหารประเทศ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว (ในระหว่างยังไม่มีรัฐธรรมนูญถาวร)จัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อพิจารณากฎหมายรวมถึงพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต่อมาจัดตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญ ครั้นเห็นว่าเหมาะสมผ่านขึ้นตอนแล้วจึงส่งให้สภานิติบัญญัติฯประกาศใช้และจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ระเบียบปฏิบัติที่ทำกันมาในอดีตเป็นเช่นนี้
ตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์
ธนะรัชต์ มาถึงยุคพลเอกสุจินดา
คราประยูร
หรือ รสช.
การยึดอำนาจครั้งนี้ผมมองว่าเป็นการผ่าทางตันที่เราไม่มีทางออกกับระบอบทักษิณ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขายชินคอร์ป
73,300 ล้านบาท แต่เล่นแร่แปรธาตุจนไม่ต้องเสียภาษีสักบาท
คนดีของประเทศไม่ทำหน้าที่เสียภาษีจะเป็นคนดีได้หรือ
ลองตั้งคำถามกับตัวเองดู
? ทักษิณบอกกับพรรคฝ่ายค้านว่าจะลงสัตยาบันเพื่อปฏิรูปการเมือง
แต่กลับชิงยุบสภาให้เลือกตั้งใหม่
และการเลือกตั้งเป็นโมฆะ
กกต. 3 คนต้องคดีถึงติดคุกเพราะวางบ่วงไว้เป็นกับดักตัวเอง ทักษิณแกว่งเท้าซื้อเวลาของตัวเองไปเรื่อยด้วยการรักษาการและสิ้นสุดด้วยการถูกรัฐประหาร
ดังนั้นผมมองว่าในตัวตนของทักษิณจึงมีทั้งความฉลาดและความโง่
ขณะเดียวกันการยึดอำนาจมีคนไม่เห็นด้วยเพราะถือว่าไม่ใช่วิถีทางของประชาธิปไตยหรือไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ตัวอย่างเช่นการต่อต้านของเครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร นำโดยนายใจ อึ๊งภากรณ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ(ลูกชายคนเล็กของอาจารย์ป๋วย
อึ๊งภากรณ์) ร่วมด้วยกลุ่มโดมแดง มธ.,ศูนย์ข่าวกิจกรรมนักศึกษา เครือข่ายนิสิตจุฬาเพื่อเสรีภาพ,สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน
เป็นต้นกลุ่มนี้ประกาศตัวเป็นอารยะขัดขืนคปค.
เรื่องนี้ถือเป็นสิทธิของกลุ่มฯที่จะไม่เห็นด้วยเพราะเรามีความคิดหลากหลาย แต่ผมคิดว่าเราจะปล่อยให้บ้านเมืองเข้ามุมอับไม่ได้ เราจะต้องเลือกเอาในระหว่างการแก้ปัญหาบ้านเมืองกับการยอมเสียหลักการเลือกตั้ง(ชั่วคราว)ไป
ในโลกนี้บ่อยครั้งที่เราไม่ได้มีโชคดีพร้อมกัน ดังนั้นหากเราได้สิ่งหนึ่ง เราก็ต้องเสียสิ่งหนึ่งไป
เมื่อเราเสียรัฐบาลทักษิณ แต่เราก็จะได้รัฐบาลใหม่ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ครั้นทุกฝ่ายแก้ปัญหาเสร็จเราก็จะได้รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง
โดยหลักของกฎหมาย
จะต้องดูที่เจตนาคู่กับการปฏิบัติ เจตนารมณ์ที่คปค.ประกาศออกมาอาทิเช่นยังคงไว้ซึ่งพรรคการเมืองไม่มีการยุบ แต่ยังไม่เปิดรับจดทะเบียนพรรคใหม่
และห้ามชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า
5 คน,แต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง 5 คนกลับเข้ามาทำหน้าที่,ตั้งผู้ตรวจการแผ่น
ดินของรัฐสภา,ตั้งคณะกรรมการ 7 คนพิจารณาตรวจสอบและอายัดทรัพย์นักการเมือง, อดีตรัฐมนตรีและข้าราชการในรัฐบาลทักษิณที่สืบได้ว่าได้ทรัพย์มาโดยคอร์รัปชั่น
จุดที่น่าสนใจก็คือการแต่งตั้งคณะกรรม
การป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 9 คนมาทำหน้าที่โดยมีนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ที่ปรึกษาคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เป็นประธานกรรมการและมีนายกล้านรงค์ จันทิก อดีตเลขาธิการ ป.ป.ช.เป็นกรรมการร่วมด้วย
ผมจึงมั่นใจเพราะคุณกล้านรงค์แกเป็นนักกฎหมายที่ตรงไปตรงมา
คณะกรรมการเหล่านี้คงจัดการลงดาบบรรดาคนขี้ฉ้อแตแหลต่อประเทศชาติต่อไป
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเพราะเราจะต้องไม่ปล่อยให้คนโกงลอยนวล
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นต้องใช้ขบวนการยุติธรรมผ่านทางศาล
โดยส่งคดีให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดเพื่อแยกแยะว่าทรัพย์ใดคือสินเดิม
ทรัพย์ใดคือสินใหม่เป็นสินใหม่ที่ได้มาถูกต้องหรือไม่
นี่คือความเป็นธรรมที่มอบให้กับคนฉ้อโกง(ถ้ามี)
ในขณะที่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากระบอบทักษิณไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม
รวมทั้งผู้ที่เชียร์ทักษิณอย่างสุดจิตสุดใจก็คงไม่พอใจเพราะต้องสูญเสียผลประโยชน์(คนที่เชียร์ทักษิณก็เสียประโยชน์ทางใจและทางอารมณ์)
ตัวอย่างเช่นเพื่อนทหารตำรวจร่วมรุ่นมีเตรียมทหารรุ่น10(ตท.10) และนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 26(นรต.26) ซึ่งอยู่ในฝ่ายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็คงถูกโยกย้ายเข้ากรุไปตามระเบียบ ทั้งๆที่พวกเขากำลังจะก้าวกระโดดขึ้นมาเรืองอำนาจ
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มธุรกิจ-กลุ่มทุนต่างๆที่เข้าไปสนับสนุนระบอบทักษิณอาจถูกเช็กบิลหรือไม่ได้รับสัมปทานจากรัฐอีกต่อไป แต่พวกนี้ก็สบายไปแล้ว หลายรายคงพุงกางแบบเซ็งลี้ฮ้อกันเต็มๆ
ระบอบประชาธิปไตยนั้นไม่ได้หมายความว่าหย่อนบัตรเลือกตั้งแล้วก็จบ ตามความเข้าใจของคนทั่วไปรวมทั้งประเทศตะวันตก จากนั้นอั๊วได้เสียง 19 ล้าน พวกลื้ออยู่เฉยๆ อั๊วจัดการประเทศเอง และไม่ต้องมาตรวจสอบอั๊วด้วย นี่จะเป็นประชาธิปไตยได้ยังไงแล้วจะเอาคนอีก
37 ล้านคนไปวางไว้ที่ไหน
ก็ในเมื่อพวกลื้อเอาเงินภาษีอั๊วไปบริหารประเทศ
ไปยัดไส้ยัดพุงพวกลื้อจะไม่ให้อั๊วตรวจสอบได้ยังไง ผมก็ต้องบอกยังงี้
เมื่อหนังสือพิมพ์เข้าไปตรวจสอบทำหน้าที่ของตัวเองกลับถูกทักษิณฟ้องร้องเรียกเงิน
แต่ละคดีเป็นพันล้านบาท ผมถือว่าใช้อำนาจเงินเข้ามาปิดทางการตรวจสอบข้อเท็จจริงของหนังสือพิมพ์ ถือเป็นการปล้นสิทธิเสรีภาพของประชาชนเพราะรู้ๆอยู่ว่าหนังสือพิมพ์คือปากเสียงของคนทั้งประเทศ ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล หากหนังสือพิมพ์เล่มใดร่วมหัวจมท้ายกับรัฐบาล เมื่อรัฐบาลเข้าป่าไปหนังสือพิมพ์เล่มนั้นก็ไปด้วย เป็นสัจธรรมที่ผมได้เห็นตลอดมา
อีกประการหนึ่งรัฐบาลทักษิณไม่เข้าใจหรือแกล้งไม่เข้าใจระหว่างการเป็นรัฐบาลกับการเป็น CEO ของบริษัท เมื่อหนังสือพิมพ์(หรือพรรคฝ่ายค้าน)เสนอข่าวผิดพลาดในข้อเท็จจริง รัฐบาลมีหน้าที่ชี้แจง เพื่อให้หนังสือพิมพ์แก้ไขข่าวให้ถูกต้อง
รัฐบาลไม่ได้มีหน้าที่ให้ทนายยื่นฟ้อง
ตรงนี้เป็นอีกประเด็นที่รัฐบาลทักษิณกลายเป็นศัตรูของหนังสือพิมพ์ อย่าลืมว่าการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายแต่ละครั้งเป็นพันล้านบาทนั้นถือว่ากลั่นแกล้งกันเกินเหตุ (ภาษาชาวบ้านเรียกว่าหมาที่ไหนจะมีให้) หนังสือพิมพ์เก็บความรู้สึกนี้ไว้ตลอดมา หลังจากนั้นก็ต้องใช้สุภาษิตกำลังภายในเมื่อได้โอกาสคือ บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ ชำระด้วยการขุดคุ้ย-เปิดโปงและบดขยี้
สิ่งที่ฉ้อฉลคนทั้งประเทศออกมาให้ได้รู้กัน
ป.ล.
หนังสือพิมพ์ก็จะต้องยึดมั่นในหลักของจรรยาบรรณ มีคุณธรรม อย่าใช้ความเป็นหนังสือพิมพ์ไปสร้างผลประโยชน์ทับซ้อนเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเอง แยกแยะให้ถูกระหว่างงานหนังสือพิมพ์กับผลประโยชน์ทางธุรกิจ-สังคมก็จะเป็นสุขครับ.....อ่านต่อ
|