
จอร์จ
วอชิงตัน
ศึกษาประวัติศาสตร์การปกครองสหรัฐ
การกำหนดเทอมผู้นำ-สะท้อนถึงไทย
เมื่อวันที่
3 กันยายนที่สถาบันสัญญา
ธรรมศักดิ์
เพื่อประชาธิปไตย
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
(มธ.) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
มูลนิธิสื่อสร้างสรรค์
สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น
และแผนงานพัฒนานโยบายสาธารณะ
มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
ร่วมกันจัดโครงการปาฐกถาสาธารณะขึ้น ผมอ่านข่าวมีอยู่
2 จุดที่น่าสนใจ นักวิชาการ
นักการเมืองที่มาพูดมาปาฐกถาครั้งนี้มีความเห็นพ้องกันว่าประเทศไทยจะต้องมีการปฏิรูปการเมืองต่อไปเพราะการเมืองเป็นเรื่องของอำนาจและการแจกแจงผลประโยชน์ โดยไม่ให้ผู้มีอำนาจนำไปใช้เพื่อสร้างผลประโยชน์ทับซ้อน
ฉบับก่อนหน้าผมก็เขียนถึงเรื่อง
Blind
Trust ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้น
ในปัจจุบันสหรัฐเองที่บอกว่าเป็นแม่แบบการปกครองประชาธิปไตย
คนที่เข้าสู่วงการเมืองก็ยังมีผลประโยชน์ทับซ้อน
มีการจับกุมนักการเมืองอยู่เป็นประจำ
หันกลับมายังข่าวปาฐกถาสาธารณะ
ผมอ่านกรณีที่ดร.เอนก
เหล่าธรรมทัศน์
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และอดีตหัวหน้าพรรคมหาชนเสนอว่าไม่ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไรก็คงไม่สามารถเอาชนะเทคนิคต่างๆ
ของนักการเมืองได้
ขอเสนอว่าถ้าจะแก้ก็ควรแก้จำกัดวาระการดำรงตำแหน่งต่างๆ
เช่น นายกฯให้เป็นแค่
4 ปี รัฐมนตรีเป็นแค่
8 ปี ส.ส.เป็นแค่
2 สมัยจบ เพราะให้เก่งอย่างไรก็ต้องเสียสละกัน
ซึ่งถ้าทำอย่างนี้
จะทำให้คนที่มาเป็นนักการเมืองรู้สึกว่าการลงทุนเพื่อเข้าไปมีอำนาจไม่คุ้มค่า
ก็จะไม่ลงทุนแล้วก็จะไม่มีการถอนทุน
ทำให้คนที่คิดจะมาทำการเมืองต้องเป็นคนที่ใจรักจริงๆ
เรื่องการกำหนดเทอมผู้นำนี้
ผมอยากจะให้กลับมาดูรัฐธรรมนูญสหรัฐซึ่งถือว่าเป็นแม่แบบประชาธิปไตย สหรัฐผ่านร้อนผ่านหนาวมามากจนรัฐธรรมนูญกำหนดให้ประธานาธิบดีอยู่ในอำนาจไม่เกิน
2 เทอมๆละ 4 ปี
ในครั้งแรกบิดาแห่งประเทศสหรัฐซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกคือ
นายพลจอร์จ
วอชิงตัน ท่านเป็นประธานาธิบดีเพียง
2 เทอม โดยให้เหตุผลว่าบุคคลเพียงคนเดียวไม่สมควรที่จะเป็นประธานาธิบดีนานเกินไป อีกทั้งจอร์จ
วอชิงตัน รู้สึกว่ารัฐบาลอังกฤษรวมทั้งกษัตริย์อังกฤษมีอำนาจมากเกินไปในช่วงที่อยู่อังกฤษและแม้จะมาอยู่สหรัฐแต่ก็ยังอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ หลังจากนั้นมาก็ไม่มีประธานาธิบดีคนไหนอยู่เกิน
2 เทอม จนกระทั่งมาถึงประธานาธิบดีแฟรงกลิน
ดี.รูสเวลท์
ได้รับเลือกตั้งถึง
4 เทอม ภายหลังรูสเวลท์ถึงแก่อสัญกรรมได้ไม่นาน
ก็มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญระบุว่าประธานาธิบดีจะต้องอยู่ได้ไม่เกิน
2 เทอม
นี่ไงครับสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์จะต้องมีการป้องกันเพื่อไม่ให้ประธานาธิบดีมีอำนาจมากและอยู่นาน คนมีอำนาจมากและอยู่นานมักจะลุแก่อำนาจ ดูตัวอย่างการปกครองประเทศไทยสมัยเผด็จการตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มาถึงยุคจอมพลถนอม กิตติขจร หรือประเทศอาเซียนหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซียยุคซูฮาร์โต้หรือฟิลิปปินส์ยุค เฟอร์ดินาน อี.มาร์กอส ซึ่งฟิลิปปินส์เป็นรัฐบาลเผด็จการพลเรือนชัดเจนที่สุด
หรือว่าเถ้าแก่แม้วจะเอาอย่างมาร์กอส
และหญิงอ้อจะเอาอย่างอีเมลด้า
ผมว่าอย่าเอาแบบนั้นเลยเพราะมาร์กอสไม่ได้ตายในแผ่นดินเกิด
ถูกยึดทรัพย์
เงินมีมากๆก็ไม่ได้ใช้
อีกทั้งอีเมลด้ายังต้องคดีตามมาเสียเกียรติภูมิและเสียความเป็นคนอีกด้วย
ในส่วนของผู้แทนประชาชน สหรัฐกำหนดไว้เช่นกันในสภาคองเกรสประกอบด้วย 2 ส่วน นั่นคือวุฒิสภา (Senate) และสภาผู้แทนราษฎร ( House of Representative)
โดยกำหนดให้แต่ละรัฐมีวุฒิสมาชิกได้รัฐละ
2 คนเมื่อรวมกันแล้วเป็น
100 คน เหตุผลก็เพื่อให้รัฐที่มีพลเมืองน้อยมีอำนาจเท่ากับรัฐที่มีพลเมืองมาก
โดยให้วุฒิสมาชิกแต่ละคนอยู่ในตำแหน่งได้เทอมละ
6 ปี สามารถรับเลือกเข้ามาได้ไม่จำกัดสมัยตราบใดที่พลเมืองของรัฐนั้นยังต้องการ
สำหรับตำแหน่ง
ส.ส.อยู่ในตำแหน่งได้คราวละ
2 ปี ประชาชนในเขตเลือกตั้งสามารถเลือกส.ส.ผู้นั้นเข้ามาได้ไม่จำกัดเทอมตราบใดยังเป็นที่ต้องการ สหรัฐมีส.ส.
435 คนไม่เปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นทุก
10 ปีที่มีการสำรวจประชากร
เขตเลือกตั้งใดมีพลเมืองมากขึ้นก็จะมีส.ส.มากขึ้น แต่รัฐที่มีพลเมืองน้อยลงต่ำกว่าเกณฑ์ก็จะยังคงไว้ซึ่งส.ส.
1 คน
ข้างต้นเป็นการกำหนดโดยรัฐธรรมนูญสหรัฐ ส่วนประเทศไทยจะนำไปดัดแปลงเป็นแบบอย่างก็น่าจะได้ เพราะการลอกไปใช้ทั้งหมดคงไม่เข้ากับวัฒนธรรมประเพณีบางประการของไทย
ผมยังเห็นว่าแม้กฎหมายจะดีเลิศปานใด แต่การบังคับใช้กฎหมาย (Law enforcement ) ไม่ดีพอหรือไม่กล้าทำก็ไม่เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะเมืองไทยยังมีอิทธิพลของท้องถิ่น มีระบบอุปถัมภ์ นักการเมืองมีอิทธิพลมากกว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปราม คงจำกันได้ว่าครั้งหนึ่งพลตำรวจตรีเสรี เตมียเวช (ยศและชื่อขณะนั้น)ไปจับกุมการแจกเงินซื้อเสียงในจังหวัดบุรีรัมย์ จนเกิดฉายายี้ห้อย ร้อยยี่สิบ เพราะแจกเงิน 120 บาทเพื่อซื้อเสียงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจบุรีรัมย์ไม่ enforcement หรือไม่กล้าหวั่นเกรงว่าจะถูกอิทธิพลทางการเมืองเล่นงาน เช่นเดียวกับการบุกจับบ่อนปอ ประตูน้ำ พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธิ์ เตมียเวช ก็สนธิกำลังจากสำนักงานจเรตำรวจแห่งชาติลงมือจับกุม เป็นการตบหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่
อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจกรณีคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งให้นายสมชาย
วงศ์สวัสดิ์
กลับเข้าไปนั่งในตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม
นายสมชายเป็นสามีของนางเยาวภา
วงศ์สวัสดิ์
รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทยและเป็นน้องสาวของพ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร ทั้งๆที่นั่งมาแล้ว
6 ปี ทำให้ส่อพฤติกรรมไม่ชอบมาพากลกล่าวคือ
กระทรวงยุติธรรมมีอำนาจทั้งสืบสวนสอบสวน
ตรวจสอบธุรกรรมต่างๆ
เพราะมีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ
(
DSI ทำหน้าที่เหมือน
FBI ของสหรัฐ
) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
(ปปง.) สำนักงานอัยการสูงสุด
กรมราชทัณฑ์
และกรมบังคับคดี อยู่ในสังกัด
สามารถให้คุณให้โทษแก่กลุ่มทุจริตประพฤติมิชอบได้ (ดีเอสไอ
และ ปปง. เป็นเครื่องมือรัฐบาล
ตามเช็คบิลฝ่ายตรงข้ามได้บ้าง
โดยเฉพาะพลพรรคจากฝ่ายค้านและบุคคลที่หวังโค่นล้มระบอบทักษิณ)
มองในมุมกลับสามารถ
Protect ไม่ให้ทักษิณและพวกพ้องถูกสอบสวนลงโทษได้เช่นกัน
เมืองไทยยังต้องแก้ไขปัญหากันอีกมาก ไม่ใช่สักแต่ว่าเลือกตั้งก็ถือเป็นประชาธิปไตย หรือมีองค์กรอิสระก็เข้าไปแทรกแซงใช้เงินซื้อจนองค์กรอิสระไม่อิสระ แต่งตั้งคนของตนเข้าไปควบคุมอย่างเช่นกระทรวงยุติธรรม ทำให้องค์กรอิสระและข้าราชการฝ่ายยุติธรรมไม่อาจตรวจสอบอำนาจบริหารได้ อย่างไรก็ตามวัฒนธรรมของชาวพุทธมักจะบอกไว้ว่า
กรรมย่อมสนองกรรม ตัวอย่างเช่นสำนักงานกกต. ไม่ได้เป็นอิสระแม้แต่น้อย
กกต. 3 คน จึงถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้จำคุกคนละ
4 ปีโดยไม่รอลงอาญา ดังนั้นใครทำกรรมอะไรไว้ก็ต้องรอ - ไม่เกินชาตินี้ดอกครับ
ภาษาบาลีบอกไว้ว่ากัมมุนา
วัตตะตี โลโก แปลได้ว่า
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม.....อ่านต่อ
|