Blind Trust เกิดขึ้นได้หลังจาก
นักการเมืองอ่อนด้อยจริยธรรม

 การนำผลประโยชน์ทั้งหมดที่มีอยู่ของนักการเมืองและลูกเมียให้ผู้อื่นไปจัดการแทนในระหว่างดำรงตำแหน่งนั้นเรียกว่า Blind Trust  เพื่อไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนซึ่งนักการเมือง(ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร)อาจเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของตัวเองได้ เท่าที่ผมศึกษาดู Blind Trust เกิดขึ้นหลังจากที่นักการเมือง ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงมีจริยธรรมไม่เพียงพอรวมทั้งยังไม่รู้จักพอ จึงทำให้หลายประเทศที่เจริญแล้วต้องบัญญัติกฎจริยธรรม(a code of conduct) ให้ปฏิบัติตาม ในประเทศอังกฤษมีกฎจริยธรรมแก่สมาชิกรัฐสภาเรียกว่า the Code of Conduct for Members of Parliament and The Seven Principles of Public Life ซึ่งมีตัวอย่างระบุไว้ดังนี้

 บุคคลที่เข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ทางการเมืองจะต้องไม่ประพฤติปฏิบัติตนในทางเหล่านี้;วางตัวอยู่ในตำแหน่งที่เรียกได้ว่ามีหรืออาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน(a conflict of interest),วางตัวเป็นผู้เอื้อประโยชน์ในกิจการของสาธารณะกับตำแหน่งหน้าที่,ใช้สำนักงานหรือตำแหน่งหน้าที่สร้างผลประโยชน์ส่วนตัว,ทำให้สำนักงานและตำแหน่งของตนเสื่อมเสียเกียรติภูมิ(demean) เช่นการรับสินบน,ทำงานด้วยความไม่โปร่งใส,ประพฤติตนให้สาธารณะตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลา

 การตรากฎว่าด้วยจริยธรรมนั้นอาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ แต่ละรัฐ ในสหรัฐอเมริกาก็แตกต่างไปจากออสเตรเลีย,แคนาดาและอังกฤษ แต่โดยสรุปก็คือกฎเหล่านี้มีไว้เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน อันจะนำไปสู่การคอร์รัปชั่นไม่ว่าจะเป็นคอร์รัปชั่นแบบรับสินบนโดยตรงหรือคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายก็ตาม ในสหรัฐอเมริกาสภาคองเกรสได้ตรากฎแยกไว้แก่ 2 สภาดังนี้ สภาผู้แทนเรียกว่าThe Code of Official Conduct of the House of Representatives (House Rule XLIII) ส่วนกฎจริยธรรมของวุฒิสภาเรียกว่า  The Senate Code of Official Conduct (Rules 34 to 43 of the Standing Rules of the Senate) ซึ่งร่างขึ้นตามกฎหมายรัฐบาลกลางที่เรียกว่า the Ethics in Government Act of 1978 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม

 กฎจริยธรรมของสภาคองเกรสสหรัฐมีความคล้ายคลึงกันเขียนไว้โดยสรุปดังนี้

 1.ห้ามใช้อิทธิพล (อิทธิพลในที่นี้คืออิทธิพลในตำแหน่งหน้าที่ เพราะกฎหมายได้ตราไว้ให้เกียรติแก่ส.ส.และวุฒิสมาชิกมาก)

 2.ห้ามใช้ข้อมูลภายในอันเป็นความลับ (เช่นรู้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายก่อสร้าง ก็ไปดักซื้อที่ดินไว้ก่อนเป็นต้น)

 3.เมื่อผู้ออกกฎหมายปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองแล้วจะต้องไม่รับเงินชดเชยหรือความช่วยเหลือใดๆ

  4.เมื่อรับเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือหาเสียง นักการเมืองทุกคน พรรคการเมืองทุกพรรคจะต้องประกาศจำนวนเงินและแหล่งที่มาของเงิน

สำหรับกฎจริยธรรมของฝ่ายบริหารระดับประธานาธิบดี,รองประธานาธิบดี,รัฐมนตรีกระทรวงและผู้ได้รับเลือกตั้งเข้ามาบริหาร(Public officials)ระดับอื่นๆอยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานจริยธรรมรัฐบาล( the Office of Government Ethics =OGE) และยังมีข้อย่อยออกไปอีกอาทิเช่น เมื่อเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้วจะต้องไม่ไปยุ่งกับธุรกิจส่วนตัว เพราะไม่มีใครเชื่อว่าคนหนึ่งจะทำงาน 2 อย่างเกิดประสิทธิภาพ รวมทั้งการนำเวลาของรัฐไปใช้เพื่อธุรกิจส่วนตนก็เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนในตัวอยู่แล้ว ,การไปพักผ่อนหรือ vocations(ว่าจะมีใครออกเงินให้หรือไม่)การว่าจ้างหรือรับคนทำงานเป็นญาติโกโหติกาและพวกพ้องของตนเองหรือไม่ ,การอำนวยงาน,การถือหุ้น,การรับของขวัญ(จะได้ไม่เกินเท่าใด)การใช้ทรัพย์สินของรัฐ(ไม่ใช้รถของทางการรับ-ส่งลูกไปโรงเรียน) ฯลฯ

จริยธรรมดังกล่าวนอกจากจะใช้กับส.ส.,วุฒิสมาชิก,รัฐมนตรีและผู้ได้รับเลือกตั้งทุกระดับแล้ว ยังนำมาใช้กับพรรคการเมืองด้วยเช่นกัน เพราะพรรคการเมืองจะมีนโยบายการบริหารประเทศของตน เพื่อไม่ให้เกิดการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายขึ้นมา ประเทศแอฟริกาใต้เป็นประเทศล่าสุดที่มีกฎจริยธรรมให้พรรคการเมืองปฏิบัติตั้งแต่เดือนกันยายน 1994

 การตรากฎออกมาบังคับแสดงว่าเรื่องเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตที่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน ดังนั้นในโลกนี้จึงไม่มีคำว่า “รวยแล้วไม่โกง” เพราะกฎหมาย-กฎเกณฑ์หรือกฎจริยธรรมที่ออกมาให้คนประพฤติปฏิบัติ มักจะตราขึ้นภายหลังจากเรื่องได้เกิดขึ้นแล้วทั้งสิ้น  

หากท่านไปดูธนบัตรของสหรัฐจะเขียนไว้ว่า In God We Trust ความหมายก็คือ ไม่มีใครไว้ใจมนุษย์เพราะมนุษย์มีข้อด้อยทางจริยธรรม แต่ไว้ใจในพระเจ้าเท่านั้น สาเหตุที่ไว้ใจพระเจ้าเป็นความเชื่อของคริสตศาสนิกชนที่เชื่อว่าพระเจ้าสร้างสวรรค์,สร้างโลก,ให้แสงสว่าง,ให้น้ำ,ให้ดวงอาทิตย์,ดวงจันทร์,ดวงดาวให้พืชสัตว์ทั้งมวลและพระเจ้าสิงสถิตย์อยู่ในทุกส่วนของการมีชีวิตอยู่ ดังนั้นจึงไว้ใจในพระเจ้าเท่านั้น คำว่า In God We Trust ถูกพิมพ์ลงไปในเหรียญขนาด 2 เซ็นต์ของสหรัฐ หลังจากวันที่ 22 เมษายน 1864 อันเป็นวันที่สภาคองเกรสออกกฎหมายให้ใส่”ม็อตโต้”นี้ไว้ จากนั้นวันที่ 30 กรกฎาคม 1956 สภาคองเกรสก็ร่างกฎหมายเพิ่มเติมให้ถือเอาเป็นม็อตโต้ประจำชาติ 

ขณะเดียวกันความฉิบหายวายวอดทั้งหลายก็ยกไปให้พระเจ้า ถือว่าพระเจ้าลงโทษ เราจึงได้ยินคำสบถ God damned ....ตลอดเวลาเช่น God damned Meaw.(แปลเป็นภาษาไทยว่า ไอ้ฉิบหายแม้ว) เป็นต้น

 การนำทรัพย์สมบัติของนักการเมือง,คู่สมรสและลูกๆเข้าไปอยู่ใน Blind Trust ก็มีกฎเกณฑ์ควบคุมอีกชั้นหนึ่ง เช่นเริ่มจากการเซ็นสัญญาระหว่างเจ้าของทรัพย์สมบัติมอบหมายให้ trustee ไปดำเนินการ โดยจะต้องได้รับคำยินยอมจากคณะกรรมการควบคุมจริยธรรม (the Ethics Commission)ก่อน เช่นหากเป็นสภาผู้แทนก็ต้องยื่นผ่านคณะกรรมการจริยธรรม,สภาผู้แทน เป็นต้น เมื่อได้รับอนุญาตให้ทำสัญญากันแล้วจะต้องนำสัญญานั้นมอบแก่คณะกรรมการจริยธรรม,ต้องระบุเรื่องการเสียภาษี,ผลกำไรจากการลงทุนต้องนำกลับเข้ามาในกองทุน,การห้ามใช้คนกลาง (a natural person) แต่จะต้องเป็นบริษัทธุรกิจ (a commercial trustee),ผลประโยชน์หรือค่าธรรมเนียมที่ trustee จะได้รับ, การห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวใดๆเมื่อมอบให้ trustee ไปแล้ว จนกว่าจะพ้นจากหน้าที่จึงเรียกคืนได้ ทั้งหมดอยู่ในสัญญาที่ทำกัน

 เมื่อย้อนกลับไปดูกรณีตระกูลชินวัตรและตระกูลดามาพงศ์ ขายหุ้นชินคอร์ปออกไป 73,300 ล้านบาทจะเห็นได้ว่า ระบบการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนที่นำมาใช้กับนักการเมืองของประเทศไทยยังไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง เพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 209 ซึ่งเข้าข่าย Blind Trust พอสมควร ก็บัญญัติไว้เช่นกันดังนี้

“มาตรา 209 รัฐมนตรีต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท หรือไม่คงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทต่อไป ทั้งนี้ตามจำนวนที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีที่รัฐมนตรีผู้ใดประสงค์จะรับประโยชน์จากกรณีดังกล่าวต่อไป ให้รัฐมนตรีผู้นั้นแจ้งให้ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง และให้รัฐมนตรีผู้นั้นโอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทดังกล่าวให้นิติบุคคลซึ่งจัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ

ห้ามมิให้รัฐมนตรีผู้นั้นกระทำการอันใดมีลักษณะเป็นการเข้าไปบริหารหรือจัดการใดๆเกี่ยวกับหุ้นหรือกิจการของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทดังกล่าว”

ตอนนี้ก็ฟันธงลงไปได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 209 เพราะไม่ได้นำหุ้นของชินคอร์ปไปให้บริษัทนิติบุคคลจัดการ กลับโอนให้ลูกทั้งนายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร ถือไว้

 ดังนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือปฏิรูปการเมืองจะต้องแก้ไขมาตรา 209 ให้ชัดเจนในเรื่อง Blind Trust เหมือนประเทศอื่นๆที่ทำกันอย่างจริงจัง และจะต้องได้รับการปฏิบัติด้วย เพราะเมื่อมีกฎหมายแล้วไม่ปฏิบัติตาม ไม่มีใครบังคับใช้ก็ไม่เกิดประโยชน์ แสดงให้เห็นว่าเราอ่อนด้อยทางด้านจริยธรรมกัน หรือพูดอีกนัยหนึ่งเราไม่ซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติและส่วนรวมนั่นเอง .....อ่านต่อ

 

 
 
 
 
 

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy Editor USA How to Laws&Immigrations American Ways Interview Columns Once upon the times tupna Society&Business Business Society Special Reports Sports Decoded destiny Letter to Editor Leter From Thailand Cartoon Shopping