
เลือกตั้ง-เพื่อปฏิรูป-เพื่อเลือกตั้งอีก
นำ Blind Trust เข้าสู่การปฏิรูปด้วย
สมมติว่าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนกล่าวคือมีการเลือกตั้งวันที่
15 ตุลาคม 2549 ตามพระราชกฤษฎีกาที่ตราไว้ ผลตามมาเราจะได้ส.ส.เข้าไปแก้ไขกฎเกณฑ์หลายประการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
อาทิเช่นรัฐธรรมนูญปี
2540 ในบางมาตราเกี่ยวกับการย้ายพรรคใน
90 วัน(เพื่อป้องกันส.ส.ป็นกบฎต่อพรรคการเมือง)
ทั้งๆที่จริงหากพ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร ยอมรับที่จะทำสัตยาบันกับพรรคฝ่ายค้านว่าจะมีการปฏิรูปการเมืองก็คงไม่ต้องประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรและไม่ต้องจัดการเลือกตั้ง
2 เมษายนให้เกิดปัญหาตามมาจนทุกวันนี้
กฎหมายทุกอย่างที่ออกมาใช้บังคับสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคม
เพราะคนเป็นผู้ออกกฎหมาย เมื่อมันเชย,มันล้าสมัยหรือมันไม่เป็นธรรมก็เปลี่ยนแปลงให้ทันสมัย
นี่คือความง่ายๆให้ถือเอาธรรมชาติหรือกฎธรรมชาติเป็นตัวอย่าง ขั้นตอนนี้ผมคิดว่าน่าจะใช้เวลาไม่เกิน
2 ปี จากนั้นเราก็จะมีการประกาศยุบสภาเพื่อเปิดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปใหม่
ที่ผมใช้คำว่า”สมมติว่า”การเลือกตั้งวันที่
15 ตุลาคมเกิดขึ้นจริง
เพราะยังมีหลายฝ่ายต้องการให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสรรหากกต.ชุดใหม่
5 คน เพื่อให้เวลากกต.ชุดใหม่เข้าไปสะสางปัญหาต่างๆทั้งระบบนับตั้งแต่กกต.จังหวัด
,การแก้ไขกลไกในสำนักงานกกต.ที่เป็นองค์กรอิสระ
แต่ถูกครอบงำโดยรัฐบาลทักษิณ
ชินวัตร เป็นเหตุให้กกต.ต้องติดคุกกันคนละ
4 ปีโดยไม่รอลงอาญา
ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นทุกวันนี้
ส่วนหนึ่งมาจากตัวพ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร และผลประโยชน์ของครอบครัว
โดยเฉพาะจุดที่พ.ต.ท.ทักษิณ
หนีไม่ออกก็คือก่อนเข้ามาเป็นรัฐบาลมีการนำหุ้นของตัวเองไปซุกไว้ที่คนขับรถและคนใช้กลายเป็นคดีประวัติศาสตร์
แม้ว่าจะถูกตัดสินให้ชนะเฉียดฉิวเพียง
1 คะแนน แต่นี่คือตราบาปที่ติดตัวไปตลอด
พูดถึงเมื่อใดก็ต้องเจ็บปวดเมื่อนั้น
จุดที่สองคือการขายหุ้นชินคอร์ป
73,300 ล้านบาทโดยไม่เสียภาษีสักสตางค์แดงเดียว ก่อนขายก็ออกกฎหมายให้เกิดความชอบธรรมกับตัวเอง
สังคมไทยมักจะบอกว่า
สิ่งที่แน่นอนคือความตาย
ในขณะที่สังคมอเมริกันบอกว่าสิ่งที่แน่นอนคือการเสียภาษีและความตาย ดังนั้นในสังคมอเมริกันใครโกงภาษีมีอยู่สถานเดียวคือติดคุกดูตัวอย่างเจ้าพ่อ
อัล คาโปน ต้องปราบด้วย
IRS แต่สังคมไทยคนที่รับเงินเดือนเท่านั้นต้องเสียภาษีเต็มและหัก
ณ ที่จ่ายอีกต่างหาก
เมื่อดูตัวเงินในช่วงก่อนเข้ามาเป็นรัฐบาล,ระหว่างเป็นรัฐบาลในตระกูล”ชินวัตร”แล้ว
ยิ่งเห็นได้ชัดว่าเข้ามากอบโกยมากกว่าที่จะเสียสละ
ดังนี้ ในปี
2543 ก่อนที่ทักษิณจะนำพรรคไทยรักไทยเข้าบริหารประเทศนั้นบริษัทชินคอร์ปมียอดทรัพย์สินอยู่
37,840 ล้านบาท ณ วันที่ขายหุ้นชินคอร์ปให้บริษัทเทมาเสกเขาทำเงิน
73,300 ล้านบาท ดังนั้นห้วงเวลา
5 ปีที่อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ทั้งพ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวทำกำไรจากชินคอร์ป
35,460 ล้านบาท หรือ
1 ปีทำเงิน 7,092
ล้านบาท ยังไม่นับรวมกิจการอื่นๆที่เครือของตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์
ถูกประเมินว่ามีทรัพย์สินรวมกันประมาณ
300,000 ล้านบาท
เฉพาะการดำเนินธุรกิจในบริษัทว่านเครือทั้งหลายในปี
2548 รวมกันแล้วมีกำไรประมาณ
600 ล้านบาท (ไม่นับเงิน
7.33 ล้านบาทที่ได้มาจากการขายหุ้นชินคอร์ป)
รายละเอียดอ่านได้ที่
http://www.matichon.co.th/
นี่คือการทำกำไรจากผู้กำกับบทบาทของรัฐ หากเป็นพ่อค้าธรรมดาที่ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่กำกับกฎเกณฑ์ของรัฐจะไม่มีใครว่า ไม่ว่าจะเป็นนายเจริญ
สิริวัฒนภักดีหรือนายเฉลียว
อยู่วิทยา ตรงนี้คือผลประโยชน์ทับซ้อน
( Conflict of Interest) ที่เห็นชัดเจน
ในประเทศสหรัฐมีวิธีแก้ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนของนักการเมือง
โดยมีกฎหมายของแต่ละรัฐรวมทั้งกฎหมายรัฐบาลกลางขึ้นมาเพื่อบังคับใช้กับนักการเมืองที่มีทรัพย์สมบัติมากๆ
วิธีการนี้ถือเป็นบรรทัดฐานที่นักการเมืองทุกคนจะต้องทำคือนำทรัพย์สมบัติของตนทั้งหมดเข้าสู่
Blind
trust ในความหมายของ The American Heritage Dictionary ระบุว่า Blind trust เป็นคำนาม หมายถึงการจัดการทางด้านเงินที่บุคคลเช่นผู้ได้รับเลือกตั้งในระดับสูง( a high-ranking elected official)หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน
โดยมอบหมายให้บุคคลอื่นหรือหน่วยงานอื่นหรือบริษัทด้านการเงินหรือบริษัทสำนักงานทนายความเข้าไปจัดการในทรัพย์สินนั้น
โดยเจ้าของทรัพย์สินจะต้องไม่ได้รับข้อมูลใดๆเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของ
Blind
trust (จนกว่าจะพ้นจากตำแหน่ง)
กรรมวิธีนี้นำมาจากกฎหมายจารีตประเพณี
(Common Law
) ของอังกฤษในศตวรรษที่
11 มีพื้นฐานมาจากการแต่งตั้งบุคคลเป็นผู้จัดการกองมรดก(the trustee)ตัวอย่างเช่นนายจอห์น
มีทรัพย์สินมากมายเป็นพันๆล้านเกรงว่าตัวเองตายไปแล้วทรัพย์สินจะแบ่งปันไม่ถูกต้องก็ตั้งผู้จัดการกองมรดกขึ้นมา
รวมทั้งทำสัญญากับผู้จัดการมรดกว่าจะต้องทำอย่างไรบ้างในทรัพย์สินนั้น ในที่สุดก็พัฒนาขึ้นมาเป็น
Trust, Blind Trust เป็นต้น
ในสหรัฐเรียกบุคคลหรือกลุ่มบุคคลหรือคอร์ปเรชั่นที่เข้ามาดำเนินการทรัพย์สินนี้ว่า
the
trustor, grantor, donor หรือ creator ก็ได้
หลายรัฐมีกฎหมายออกมาเพื่อให้นักการเมืองผู้ได้รับเลือกตั้งต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินของตัวเองและลูกเมีย
ตลอดจนหุ้นต่างๆโดยไม่จำเป็นต้องนำเข้า
Blind
trust ก็ได้ (เพราะมีไม่มากพอ)
ผมมีตัวอย่างให้เห็นไม่ต้องเป็นสหรัฐ เราไปกันที่ประเทศไนจีเรียเมื่อวันที่
9 สิงหาคม 2006 หนังสือพิมพ์
THISDAY
รายงานว่าประธานาธิบดีโอลอูซีกัน
โอบาซานโจ(Olusegun Obasanjo)นำหุ้น 200 ล้านหุ้นที่ตัวเองถืออยู่ในบริษัท
Transnational
Corporation Plc (Transcorp) เข้าสู่
blind trust โดยมีบริษัทไนจีเรียและบริษัทต่างชาติเป็นคนจัดการเพื่อแก้ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนตามวิธีที่สากลปฏิบัติ
(international
best practice)
นายโอบาซานโจก็เหมือนพ.ต.ท.ทักษิณที่มีบริษัทชินคอร์ป แต่เขามีบริษัท
Obasanjo Holdings เป็นบริษัทแม่ของบริษัทอื่นๆหลายบริษัทอาทิเช่นบริษัท
Obasanjo
Farms, OHL Quarry, OHL Properties และบริษัท Tempo Foods and Packaging
Limited เป็นต้น
ต่อมาวันที่
17 พฤศจิกายน
2004 ประเทศไนจีเรียตั้งบริษัท
Transcorp
ขึ้นมาเพื่อเป็นบริษัทลงทุนขนาดใหญ่แก่คนทั้งประเทศไม่เฉพาะในไนจีเรียเท่านั้นยังจะนำบริษัทนี้ออกไปลงทุนทั่วโลก(ทำเหมือนบริษัทเทมาเสกของสิงคโปร์)
บริษัท Transcorp ต้องการซื้อกิจการบริษัทโทรคมนาคม
NITEL 75 % ดังนั้นในฐานะที่เป็นประธานาธิบดีของประเทศสาธารณรัฐไนจีเรียและเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท
Transcorp จึงเชื่อได้ว่าประธานาธิบดีโอบาซานโจจะใช้อำนาจหน้าที่ไปเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทTranscorp จนกลายเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นมาได้
เพราะยังมีบริษัท Orascom ต้องการซื้อหุ้นของ
NITEL ด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ประธานาธิบดีโอบาซานโจยังได้นำ Obasanjo Holdings เข้าสู่ blind trust ด้วยเพื่อแก้ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน
ยิ่งบริษัท
Transcorp เป็นของคนไนจีเรียทั้งประเทศต้องออกไปสู่โลกแห่งการแข่งขันทางธุรกิจ ผู้นำยิ่งต้องทำตัวโปร่งใสมากเท่านั้น
ไม่เช่นนั้นทั่วโลกก็จะไม่เล่นด้วย
การออกกฎหมายเพื่อให้นำทรัพย์สมบัติเข้า
Blind trust จำเป็นจะต้องทำไม่เพียงใช้บังคับกับปัจจุบัน
แต่จะเป็นบรรทัดฐานให้นักการเมืองไทยปฏิบัติในอนาคตข้างหน้าด้วยไม่เช่นนั้นพ.ต.ท.ทักษิณก็จะใช้คนขับรถและคนใช้ในบ้านเป็น
Blind trust ของตนต่อไปได้ ฉบับหน้าผมจะพูดถึงระเบียบวิธีของ
Blind trust รวมทั้งตัวอย่างการปฏิบัติของนักการเมืองอเมริกัน-
โปรดติดตามครับ.....ÍèÒ¹µèÍ
|