พระพุทธศาสนากับทางออกการเมือง
ผู้อ่านคงอ่านข่าว
พระเปรมศักดิ์
เพียยุระ ลาออกจากผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคไทยรักไทยแล้วเข้าอุปสมบทที่วัดสวนแก้ว
ฝากตัวเป็นทายาทพระพุทธศาสนาภายใต้การปกครองของพระพยอม
กัลยาโณ หรือท่านเจ้าคุณพยอม
ล่าสุดพระบวรศักดิ์
อุวรรณโณ อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรีก็ลาบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสที่พระองค์ครองสิริราชสมบัติครบ
60 ปี พระดร.บวรศักดิ์ได้รับฉายาทางพระว่า
ปวรสกฺโก บวชที่วัดสระเกศเป็นศิษย์ของสมเด็จเกี่ยวหรือสมเด็จพระพุฒาจารย์
ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ผมเห็นว่าทั้ง
2 กรณีเป็นการหาทางออกจากการเมือง ที่ชัดเจนที่สุด พระเปรมศักดิ์ก่อนออกบวชเป็นนักการเมืองโดยตรง ส่วนพระบวรศักดิ์แม้ท่านจะไม่ใช่นักการเมือง
แต่วิถีโคจรที่เข้ารับตำแหน่งเลขาธิการครม.
(เป็นตำแหน่งข้าราชการประจำระดับ
11 เท่าปลัดกระทรวง)
ก็มาจากการเมืองเพราะการเมืองขอตัวท่านไปทำหน้าที่นี้แทน
ดร.วิษณุ เครืองาม
ที่ก้าวไปเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย
เรื่องการใช้พระพุทธศาสนาเป็นทางออกทางการเมืองไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น หากเราศึกษาประวัติศาสตร์กรณีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงออกผนวชก่อนที่จะกลับมาครองราชย์เป็นรัชกาลที่
4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นั้น
นักประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าพระองค์ก็ทรงหลีกหนีภัยการ
เมืองในสมัยนั้นเพราะเป็นเรื่องอำนาจและการได้มาซึ่งอำนาจการปกครอง
ผมคงจะไม่ลงลึกไปกว่านี้
เมื่อพระองค์เข้าสู่ร่วมกาสาวพัตรทรงสร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการพระพุทธศาสนาในประเทศไทย
นั่นคือทรงตั้งธรรมยุติกนิกาย หรือขอให้วงการสงฆ์ไทย
ยุติอยู่แค่นี้
ดังนั้นพระพุทธศาสนาในประเทศไทยจึงมี
2 นิกายใหญ่คือมหานิกายและธรรมยุต
ความแตกต่างที่เห็นทางกายภาพคือพระมหานิกายจะนุ่งจีวรสีเหลืองอร่าม(ผ้าสิงคิวร)
ส่วนพระธรรมยุตินุ่งห่มผ้าย้อมสีฝาด
วัตรปฏิบัติแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด แต่จุดหลักคือคำสอนของพระพุทธองค์เช่นเดียวกัน
กระเถิบเข้ามาในห้วงก่อนวันที่
6 ตุลาคม 2519 นั้น
เราก็มีสามเณรถนอม
กิตติขจร บวชเณรจากสิงคโปร์เดินทางกลับเข้าประเทศไทย
หลังจากที่ต้องออกจากประเทศเมื่อวันที่
14 ตุลาคม 2516 เพราะนักศึกษาประชาชนร่วมกันขับไล่
ตอนออกไปออกไปในนาม
จอมพลถนอม
กิตติขจร เมื่อจะกลับเข้ามาก็ใช้พระพุทธศาสนาบังหน้าบรรพชาเป็นเณรตอนแก่
จะเข้ามาแบบชาวบ้านไม่ได้
ต้องเกิดการลุกฮือต่อต้านแน่นอน
เมื่อวันที่
19 มิถุนายนพระบวรศักดิ์ท่านไปบรรยายธรรมเรื่อง ทศพิธราชธรรมกับพระมหา
กษัตริย์ไทย ในโอกาสวันคล้ายวันก่อตั้งคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และงานเฉลิมฉลองครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ใจความโดยสรุปว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติจนถึงวันนี้เป็นเวลา 60 ปี กับ 10 วัน พระองค์เสด็จเสวยราชสมบัติเป็นไปตามเอกชนนิกรสโมสรสมมติ ซึ่งหมายความว่ามีคณะบุคคลหลายหมู่เหล่าอัญเชิญให้ขึ้นเสด็จเสวยราชสมบัติ พระองค์ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการต่อหน้ามหาสมาคม สโมสรสันนิบาตในวันพระบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.
2493
ว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม
พระปวรสกฺโกยังกล่าวอีกหลายประเด็นเรื่องการใช้พระราชอำนาจ
ที่สำคัญเช่นการยับยั้งกฎหมาย ในรัชกาลนี้เคยทรงยับยั้งคือ สมัยรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน ช่วงรสช.เคยมองว่าสื่อใช้สิทธิเสรีภาพในการละเมิดและหมิ่นประมาทผู้อื่นมากเกินไป จึงให้มีการแก้กฎหมาย โดยเพิ่มโทษปรับทางอาญาเป็นเงินหลายแสนบาท และแก้กฎหมายแพ่งให้สื่อที่ถูกฟ้องต้องจ่ายค่าสินไหมเป็น 4 เท่าของค่าปรับสูงสุดในความผิดอาญา พระองค์ก็ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยเพื่อคุ้มครองรักษาเสรีภาพในการแสดงความเห็น
ทศพิธราชธรรมที่พระองค์ทรงบำเพ็ญมาทุกข้อ ทำให้คนไทยเห็นพระองค์ท่านเป็นพ่อที่ไม่ต้องขออะไร ก็ทรงทำให้ ตรงนี้จะยิ่งเห็นได้ชัด ถ้าไปดูฎีกาที่ประชาชนถวายต่อพระองค์ท่าน ซึ่งขอทุกเรื่อง ทั้งที่ดิน ทุน รับเป็นคนไข้ นี่คือการปกครองแบบพ่อปกครองลูก เหมือนครอบครัวใหญ่ แต่ฝรั่งบางคนไม่เข้าใจ ไปเขียนว่านี่คือระบบเทวราชา หรือศักดินาแปลงโฉม ก็ต้องให้อภัย เพราะคนเขียนงานพวกนั้นบางคนออกจากพ่อแม่ตั้งแต่เล็ก ไม่เข้าใจว่าพ่อแม่รักลูกอย่างไร นึกว่าพระมหากษัตริย์เหมือนผู้นำทางการเมือง ซึ่งคนไทยจะไม่ยอมให้วิพากษ์ตรงนี้ ไม่ใช่เพราะพระองค์ท่านเป็นสมมุติเทพ แต่เพราะทรงเป็นพ่อของคนไทยทั้งปวง ถ้าผู้ปกครองบ้านเรา หัวหน้าหน่วยราชการ น้อมนำทศพิธ
ราชธรรมไปใช้ เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท เมืองไทยคงไม่วุ่นวายอย่างทุกวันนี้ พระปวรสกฺโก กล่าว
บทแย๊บของพระบวรศักดิ์นั้นหากอ่านให้ดีถ้าผู้ปกครองบ้านเรา
หัวหน้าหน่วยราชการ แสดงให้เห็นว่าความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองขณะนี้นั้น
ผู้ปกครองมีส่วนสำคัญที่ไม่มีความเป็นธรรม
เรื่องจึงเกิด
ผมคิดว่าท่านบวรศักดิ์คงเห็นหลายเรื่องหลายทางจึงต้องหาทางออกด้วยการใช้พระพุทธ
ศาสนา ใช้จังหวะที่ดีมาเป็นทางออกให้กับตัวเอง
จุดเด่นของพระพุทธศาสนาก็มีอยู่ว่าใครใคร่อยู่อยู่
ใครใคร่ไปไป
จะบวชหรือจะสึกก็ทำได้
แต่ต้องมีกติกาเพราะคนที่จะบวชนั้นต้องเป็นมนุษย์ ดังช่วงที่พระคู่สวดขานนาคจะถูกถามว่า
มนุสโสสิ (เป็นคนหรือเปล่า)นาคก็ต้องตอบว่า
อามะภันเต
หรือ Yes นอกจากนั้นจะต้องไม่หนีหนี้
ไม่เป็นโจรห้าร้อยเพื่อหนีกบิลเมือง
อีกอย่างอย่าเป็นชายสามโบสถ์ พวกเข้าๆออกๆ
อยู่บ้านไม่ได้ก็หนีบวช
อยู่วัดไม่ได้ก็สึก
พวกนี้ถือว่าใช้การไม่ได้
ส่วนพระบวชแล้วอยากสึกก็สึกได้ตามขั้นตอน เช่นเจอสีกาประเภทถูกตาต้องใจอยากมีเมียก็สึกหาลาเพศออกมาเพื่อครองเรือน
อย่าไปครองเรือนตอนห่มผ้าเหลืองก็แล้วกัน
เพราะไม่แต่เพียงทำให้พระพุทธศาสนาแปดเปื้อนเท่านั้น
แต่ยังเป็นการเอาเปรียบชาวบ้านอีกด้วย.....อ่านต่อ
|