60 ปีพระบารมีในหลวง
: การน้อมรับกระแสพระราชดำรัส
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ทรงครองสิริราชสมบัติครบ
60 ปีเมื่อวันที่
9 มิถุนายน
2549 จึงได้มีทั้งพระราชพิธี,รัฐพิธีและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติจัดขึ้นโดยรัฐบาลและปวงชนชาวไทย
พระราชพิธีแรกจัดขึ้นเมื่อเวลา 11.22 น. ผมอยากจะเรียกพระองค์ว่าในหลวงเป็นคำที่พสกนิกรไทยเข้าใจกันวันนั้นพสกนิกรเข้าเฝ้าบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าและถัดออกไปตรงถนนราชดำเนินนอก
แน่นไปด้วยสีเหลือง
เห็นแล้วปลาบปลื้มอย่างยิ่ง
พระองค์เสด็จออกสีหบัญชรมุขด้านทิศใต้
พระที่นั่งอนันตสมาคม โดยพระบรมวงศานุวงศ์ องคมนตรี เลขาธิการพระราชวัง ราชเลขาธิการ สมาชิกราชสกุล และสตรีผู้มีบรรดาศักดิ์เฝ้าทูลละอองธุรีพระบาทในท้องพระโรงหน้าพระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตร
หลังจากพิธีต่างๆผ่านไป เมื่อเวลา 11.50 น. ในหลวงมีพระราชดำรัสตอบผู้เฝ้าทูลละออง
ธุลีพระบาทในมหาสมาคม ดังนี้
ประชาชนคนไทยได้แสดงน้ำใจไมตรีแสดงออกทั่วประเทศ น่าปลาบปลื้มใจมาก ขอขอบใจทุกคน จิตใจที่เปี่ยมด้วยความปรารถนาดีอันเดียวกันทุกคนทุกฝ่าย ขอขอบใจทุกคน ทุกฝ่าย ทำให้ข้าพ
เจ้าเห็นแล้วมีกำลังใจมากขึ้น นึกถึงคุณธรรม ซึ่งเป็นที่ตั้งของความรักความสามัคคี ที่ทำให้คนไทยสามารถร่วมมือร่วมใจกันรักษาและพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองกันไปได้ตลอดรอดฝั่ง
ประการแรก คือ การที่ทุกคน พูด ทำ
ด้วยความเมตตา มุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน
ประการที่สอง คือการที่แต่ละคนช่วย
เหลือเกื้อกูลกัน ประสานงานประสานประโยชน์กัน ให้งานที่ทำสำเร็จ ทั้งแก่ตน แก่ผู้อื่นและแก่ประ
เทศชาติ
ประการที่สาม คือ การที่ทุกคนประพฤติตนอยู่ในความสุจริตในกฎกติกา และในระเบียบแบบแผนโดยเท่าเทียมเสมอกัน
ประการที่สี่ คือการที่ต่างคนต่างพยายามทำความคิดความเห็นของตนให้ถูกต้องเที่ยงตรง มั่นคงอยู่ในเหตุในผล หากความคิดจิตใจและการประพฤติปฏิบัติและลงรอยกันในทางที่ดีที่เจริญนี้ ยังมีพร้อมอยู่ในกายของคนไทย ก็มั่นใจได้ว่าประเทศชาติไทยจะดำรงมั่นคงอยู่ต่อไปได้
จึงขอให้ท่านทั้งหลาย ในมหาสมาคมนี้ ทั้งประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าได้รักษาจิตใจและคุณธรรมนี้ไว้ให้เหนียวแน่น และถ่ายทอดความคิดจิตใจนี้กันต่อไปอย่าให้ขาดสาย เพื่อให้ประเทศชาติของเราดำรงยืนยงอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุขทั้งในปัจจุบันและในภายหน้า ขออำนาจคุณพระศรีรัตน
ตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลจงคุ้มครองรักษาประเทศชาติไทยให้ปลอดพ้นจากภัยอันตรายทุกสิ่ง และอำนวยความสุขความเจริญ สวัสดีให้เกิดมีแก่ประชาชนชาวไทยชั่วกัลป์
พระราชพิธีต่อมาคือเมื่อวันที่
12 มิถุนายน
เวลา 14.00 น. ในหลวงและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ
เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์
ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม
พระราชวังดุสิต
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้พระประมุข
สมเด็จพระราชินี
และผู้แทนพระองค์
จาก 25 ประเทศ
เข้าถวายพระพรชัยมงคลแด่พระองค์
หลังจากนั้นพระองค์มีพระราชดำรัสว่า
"ข้าพเจ้ามีความยินดียิ่งนัก
ที่ได้มาอยู่ในท่ามกลางบุคคลสำคัญจากทุกสถาบันในชาติ
รวมทั้งประมุขและพระราชวงศ์จากนานาประเทศ
ที่มีไมตรีจิต
เสด็จมาร่วมงานเฉลิมฉลอง
ในโอกาสพิเศษนี้
ขอขอบใจท่านนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างมาก
ที่ได้อวยพรในนามของประชาชนชาวไทย
และกล่าวถึงการปฏิบัติงาน
รวมทั้งโครงการพัฒนาในด้านต่างๆ
ของข้าพเจ้า
ตลอดระยะเวลา
60 ปี
ข้าพเจ้าใคร่จะกล่าวกับทุกท่านว่า
การทะนุบำรุงประเทศชาตินั้น
มิใช่เป็นหน้าที่ของผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ
หากเป็นภาระความรับผิดชอบของคนไทยทุกคน
ที่ต้องจะขวนขวายกระทำทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด
เพื่อธำรงรักษาไว้และพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญมั่นคง
และผาสุขร่มเย็น
ข้าพเจ้าในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง
จึงมีภาระหน้าที่เช่นเดียวกันกับคนไทยทั้งมวล
จึงขอขอบใจทุกๆ
คน ที่ต่างพยายามกระทำหน้าที่ของตนด้วยเต็มกำลัง
ความสามารถ
และให้ความร่วมมือสนับสนุนข้าพเจ้าในภารกิจทั้งปวงด้วยดีตลอดมา
ทั้งขอขอบพระทัยพระประมุข
และพระราชวงศ์จากประเทศต่างๆ
ที่ทรงอุตสาหะเสด็จมาร่วมในงานครั้งนี้ด้วยทั่วกัน
ขอคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์จงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายให้ปราศจากทุกข์
และภัยทุกประการ
บันดาลสุข
ศิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลให้สัมฤทธิ์แก่ท่านทุกเมื่อด้วยไป"
ผมอัญเชิญกระแสพระราชดำรัสมาให้ได้อ่านกันฉบับนี้ก็เพื่อทุกคนจะได้นำไปร่วมกันคิดไตร่ตรองเพราะสภาพการเมืองของประเทศไทยยังไม่ได้ราบเรียบนัก
เพียงแต่ว่าทุกคนทุกฝ่ายพักรบกันชั่วขณะทั้งฝ่ายรัฐบาล
ฝ่ายค้านและกลุ่มพันธมิตรฯ ปรากฎการณ์เช่นนี้ผมถือว่าเป็นเพราะพระบารมีของพระองค์ที่พระองค์ได้สั่งสมตลอดมาถึง
60 ปีแห่งการครองราชย์
ยิ่งเมื่อได้อ่านข่าวที่ สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเปิดเผยเมื่อวันที่
11 มิถุนายนถึงผลสำรวจดัชนีความสุขมวลรวมของคนไทยภายในประเทศ ประจำเดือนพฤษภาคม 2549 พิจารณาจากคะแนนเต็ม 10 พบว่า ค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 6.59 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี
อาจารย์นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ กล่าวว่า ปัจจัยบวกที่สำคัญได้แก่ ปัจจัยด้านวัฒนธรรมประเพณีของไทย พลังความจงรักภักดี เรารักในหลวง การช่วยเหลือแบ่งบันกันเมื่อเกิดภัยพิบัติ และความรักความสามัคคีของคนในชาติ ขณะที่ปัจจัยลบกระทบความสุขคนไทย คือ ปัจจัยด้านการเมือง ได้แก่ ปัญหาด้านจริยธรรมของนักการเมือง รัฐบาล และองค์กรอิสระ ปัญหาความไม่ไว้วางใจของประชาชนต่อนักการเมือง
ภาพสะท้อนความเห็นเหล่านี้ผมอยากจะให้นำกลับไปไตร่ตรอง
4 ประการที่ในหลวงได้ให้ไว้ การยึดมั่นในพระราชดำรัสก็เหมือนคำสอนที่พระองค์ฝากไว้ในห้วงเวลานี้ จากนั้นในอนาคตก็ให้นำกลับไปทบทวนอีกครั้งว่า
ใครบ้างที่ทำตามกระแสพระราชดำรัส ใครละเลย เราจะได้เห็นภาพการเมืองโดยรวมต่อไป .....อ่านต่อ
|