อะไรบ้างน่าลงทุนในไทย
เมื่อวันอาทิตย์ที่
4 มิถุนายนผมตื่นแต่เช้าไปร่วมฟังการอภิปรายเรื่องการประกอบอาชีพของไทยในวันนี้....และในวันหน้า จัดที่ห้องอาหาร
Thai Smile เลขที่
8408 Alondra Blvd., Paramount , CA 90723
ร้านอาหารแห่งนี้เป็นของคุณติ๋ว
ไม่ได้พบกันนาน
ไปถึงก็เริ่มมีแขกนั่งรอกันมากหน้าหลายตา
ผมเห็นหน้าเห็นตากันอยู่ก็หลายคน
แต่ไม่รู้จักชื่อ ผู้อภิปรายคืออาจารย์ไกรฤทธิ์
บุณยเกียรติ
ประธานกิตติมศักดิ์สถาบันคลื่นลูกใหม่
งานนี้สปอนเซอร์โดย
Charlenes Boutique & Marine Peptide Skin Care Cosmetic ซึ่งก็อยู่ติดกับร้าน
Thai Smile นั่นเอง
รายการเริ่มจากแนะนำตัวอาจารย์
ไกรฤทธิ์ ท่านเป็นศาตราภิชาน
(ตำแหน่งทางวิชาการ)
เป็นประธานกรรมการสำนักงานตลาดกทม.
เรียนจบวิทยาศาสตร์
(เกียรตินิยม)จุฬาฯและก็มาจบปริญญาโท
MBA จาก MIT รวมทั้งประกาศศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงด้านการค้าระหว่างประเทศจากโรงเรียนผู้จัดการสหประชาชาติ
เมืองตูริน
ประเทศอิตาลี
นอกจากจะเป็นอาจารย์สอนสถาบันต่างๆแล้วยังเคยทำงานให้กับบริษัทเอกชนอาทิเช่นล็อกซ์เล่ย์,ลินตาสและโอสถสภาเต็กเฮงหยู เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหลายองค์กรและหน่วยงาน
พิธีเริ่มจากการถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ
60 ปี เพราะเป็นจังหวะดีที่ผู้จัดมองเห็นจุดนี้
มีการแจกเนื้อเพลงให้ทุกท่านร้องหลายเพลงเกี่ยวกับสดุดีในหลวง
อาจารย์ไกรฤทธิ์อภิปรายเปิดภูมิหลังคร่าวๆตั้งแต่ยุคอดีต
การปฏิวัติอุตสาหกรรม
พาณิชย
กรรมมาถึงยุค
IT เพื่อที่จะให้ผู้ฟังเข้าใจความเป็นมาของประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมโดยย่อ
ก่อนที่จะวกเข้าสู่ประเทศไทย หลังจากอภิปรายเสร็จแล้วท่านก็ให้สอบถาม
มีหลายท่านถาม มีคำถามหนึ่งที่โดนใจผู้ฟังเช่นที่อาจารย์บอกว่าอีก
5 ปีประเทศจะเข้าสู่ยุคเฟื่องฟูและน่าจะกลับไปลงทุนกัน
อาจารย์ไกรฤทธิ์อภิปรายสนุกไม่ซีเรียสและมีลูกหยอดบางประการ
เช่นท่านไปโค้ดคำของอาจารย์ประเสริฐ
ณ นคร มาให้ฟังว่าเมื่อพูดกับผู้หญิงมีคาถาอยู่
3 ประการคือต้องชมว่าสวย พอทำอาหารให้รับประทานหรือซื้ออะไรมาก็ต้องบอกว่าอร่อย และหากเธอทำอะไรขึ้นมาก็ต้องบอกว่า
ดี ใครจะนำไปใช้บ้างก็ได้นะครับ
กลับเข้ามาเรื่องที่ว่าอีก
5 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะบูมอะไรบ้าง ผมก็พอจับความได้ว่า
ประการแรกไปทำธุรกิจแฟรนไชส์
ที่กำลังขยายตัวกันเป็นลูกโซ่ หากจับอะไรดีๆก็จะมีคนมาขอซื้อ
โดยยกตัวอย่างแฟรนไชส์ของลูกศิษย์อาจารย์คนหนึ่งที่ไปทำ
โรตีบอย อาจารย์บอกว่าก็เป็นขนมปังยังงั้นๆ
คนก็บ้าแห่กันไปซื้อและยังขยายสาขาแฟรนไชส์ออกไปอีก
นี่เห็นได้ชัด
ประการที่สองธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
อาจารย์บอกว่าใครมีเศษเงินสัก
1 ล้านดอลลาร์หรือน้อยกว่านี้ก็ได้ไปซื้อบ้านไว้ที่เมืองไทย
4-5 หลัง
อีก 5 ปีข้างหน้าทยอยขายออกจะได้กำไรแน่นอนเพราะผู้คนเพิ่มมากขึ้น
ต้องการที่อยู่อาศัยมากขึ้น
ประการที่สามธุรกิจการส่งออกสินค้ามาจำหน่ายต่างประเทศก็จะเฟื่องฟู
เพราะประเทศไทยเป็นแหล่งข้าวแหล่งน้ำ
สามารถผลิตอาหารเลี้ยงคนทั้งโลกได้ในเวลา
8 เดือนติดต่อกัน
โดยประเทศอื่นไม่ต้องผลิตอะไร
ดังนั้นสินค้าไทยจะส่งออกได้ตลอดเวลา
นี่คือความสามารถของประเทศไทย
ประการที่สี่ไปลงทุนด้านวิชาความรู้
เช่นเปิดโรงเรียนนานาชาติ
โรงเรียนสอนภาษา
ต่างประเทศ
ปัจจุบันคนไทยใฝ่ให้ลูกของตัวเองเรียนรู้กันมากในภาษาต่างประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นภาษาใดก็ตาม
ประการที่ห้าให้นำธุรกิจประเภท
Brand Name ดังๆในสหรัฐเข้าไปลงทุนจะต้องเอาที่มีชื่อเสียงแล้วเพราะการสร้างชื่อเสียงใหม่เป็นเรื่องยากใช้เวลานาน หากมีขนมปังในแคลิฟอร์เนียสักยี่ห้อดังๆก็ขอลิขสิทธิ์เข้าไปลงทุนได้ เป็นต้น
ประการที่หกธุรกิจที่ทำให้มีสุขภาพดีขึ้นหรือที่เรียกว่า
Wellness Business ทุกวันนี้คนไทยต้องการสินค้าและบริการประเภทชลอความชรา
ทำให้มีอายุยืน
ประการที่เจ็ดธุรกิจประกันภัย
ในอนาคตข้างหน้าประเทศไทยจะเปิดเสรีทางด้านประกันภัย
ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต
ประกันสุขภาพ
ประกันอุบัติเหตุ เป็นสิ่งจำเป็นของสังคมไทย
ประการที่แปดธุรกิจเครื่องดื่มแปลกๆ
มุ่งที่ตลาดเยาวชนวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่
ลูกศิษย์ผมมันลงทุนทำชาเขียวออกมาแบบแปลกๆ
ตอนนี้คุณรู้ไหมธุรกิจมัน
2.5 หมื่นล้านทำไม่กี่ปีเอง อาจารย์ชี้ให้เห็น
ประการที่เก้าธุรกิจขายตรงหรือ
Direct Sell ต้องเข้าไปจัดระบบเรื่องการแบ่งปันผลกำไรอย่างถูกต้อง เป็นการจัดสรรผลประโยชน์ที่ดีที่เรียกว่าค่าคอมมิชชั่น
ธุรกิจนี้ปัจจุบันเริ่มทำเงินมากและผู้เริ่มต้นจะต้องมีคุณธรรมด้วย
ผมก็พอจะเก็บมาเล่าให้ท่านผู้อ่านรับทราบตามที่อาจารย์ซึ่งถือเป็นเกจิทางการตลาดของเมืองไทยคนหนึ่งนำมาเล่าจากประสบการณ์ตรง
หวังว่าผู้อ่านที่คิดจะกลับไปรีไทร์หรือกลับไปลงทุนในเมืองไทยพอมองเห็นแนวทางบ้างนะครับ.....อ่านต่อ
|