จากวัดพิกุลทอง
จ.สิงห์บุรี
ถึงวัดชัยเภรีเมืองบรรหารบุรี
เสร็จจากงานเททองหล่อรูปเหมือนหลวงเตี่ยในวันที่
6 มีนาคม 2549 ช่วงเที่ยง
คณะออกเดินทางไปยังจังหวัดสิงห์บุรี เป้าหมายอยู่ที่วัดพิกุลทองหรือวัดหลวงพ่อแพ
เกจิชื่อดังอีกท่านหนึ่ง ตามกำหนดที่ให้ไว้บอกว่ารถจะแล่นจากกรุงเทพฯไปถึงสิงห์บุรี
1.30 ชั่วโมง ที่ไหนได้เอาเข้าแล้ว
2.30 ชั่วโมง เพราะระยะทาง
142 กิโลเมตร สงสัยคนกำหนดเวลาไม่เคยเดินทางจากกรุงเทพฯไปเมืองสิงห์บุรีแน่นอน ผมเองก็ไม่เคยเพิ่งเป็นครั้งแรก
ดังนั้นพวกเราจึงรู้เหมือนกัน
ไม่เป็นไรครับเพราะงานหลักเสร็จแล้ว วัดพิกุลทองนี่อยู่ในเขตอำเภอเมือง
แต่ค่อนข้างจะไกลตัวเมืองเพราะอยู่ทางชายแดนติดกับอำเภอท่าช้างและอำเภอพรหมบุรี และสิงห์บุรีก็เป็นเมืองประ
วัติศาสตร์ของชาวบ้านบางระจันที่ลุกขึ้นมาต่อสู้พม่า
พอไปถึงลงจากรถก็มีคณะกลองยาวของเด็กนักเรียนมาแห่ต้อนรับ
ทำให้คณะของเราหลายคนลงไปร่วมรำกับเด็กเป็นที่สนุกสนาน คณะครูก็จัดทำของว่างไว้ต้อนรับ หลังจากนักเรียนเล่นเสร็จ
ผมเหลือบไปเห็นมิสเตอร์โอฬาร
บุญรักษ์ พกเงินเป็นฟ่อนไปแจกเด็ก ผมก็ตามไปดูแห่เพื่อถ่ายภาพ เมื่อตรวจสอบดูแล้ว
เป็นธนบัตรใบละ
100 บาท 10 ใบ
แหม
ผมนึกว่าจะแจกสักหมื่น ผมกระเซ้าไป
เล่นเอาครูผู้คุมการฝึกหัวเราะชอบใจ
แต่มิสเตอร์โอฬารรีบเดินเลี่ยงออกไป
พิธีการก็คือการทอดผ้าป่า
หลังจากนั้นเดินแถวเข้ารับพระบูชาหลวงพ่อแพ
ตอนที่ผมเข้าไปรับนั้นยังบอกหลวงพ่อเจ้าคุณพระราชธรรมวิเทศซึ่งท่านเป็นผู้นั่งแจกว่า
หลวงพ่อครับ กลับถึงแอล.เอ. ผมคงจะนำพระที่ระลึกไปวางแผงแถววัดไทย
ได้กระมังเล่นเอาหลวงพ่อหัวเราะชอบใจ
มีสิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตก็คือการสร้างพระพุทธรูปในเขตสิงห์บุรีหรือบริเวณภาคกลาง
จะเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ยืนตระหง่านให้เห็นแต่ไกล
ผมสังเกตหลายๆวัดจะเป็นเช่นนี้
เสร็จจากนั้นคณะก็เดินทางไปสักการะอัฐิและรูปเหมือนหลวงเตี่ยที่วิหารพระธรรมราชานุวัตร
ซึ่งศิษยานุศิษย์ได้ร่วมใจกันก่อสร้างไว้เป็นอนุสรณ์สถานอีกแห่งหนึ่ง
ตรงกับเป้าหมายที่คณะทัวร์ศิษย์หลวงเตี่ยเดินทางมา
ดูเหมือนว่าเวลาของคณะจะเหลือน้อยต้องเร่งรีบเดินทางต่อไปยังวัดชัยเภรี
อำเภออู่ทอง
จังหวัดสุพรรณบุรี
เพื่อนมัสการอัฐิและรูปเหมือนหลวงเตี่ยในวิหาร
และร่วมใจกันทอดผ้าป่า
การเดินทางลัดเลาะจากสิงห์บุรีมายังสุพรรณบุรีผ่านหลายอำเภอ
ซึ่งระยะทางไกลพอสมควร
เรายังพบอุปสรรคจนได้เพราะมีรถโดยสารของกรมการขนส่งทหารบกคันหนึ่งเครื่องปรับอากาศเสีย
ต้องจอดแวะซ่อม ทำให้รถคันอื่นๆต้องจอดแวะรอด้วย
หลังจากที่ตามกันมาติดๆทำให้มีการถ่ายผู้โดยสารมาขึ้นช่วยกันยืนในรถอีก
2 คัน การยืนในรถปรับอากาศถือว่าดีกว่านั่งรถร้อนอบอ้าวเพราะอากาศข้างนอกก็ร้อนพอแล้ว
ทำให้คณะเสียเวลาไปบ้าง
แต่ถือเสียว่าเป็นประสบการณ์และความทรงจำอันดี
ระหว่างนี้เราเองก็มีรถนำทั้งรถตำรวจท่องเที่ยวและรถตู้ของพระภิกษุ ต่างคนก็ต่างยืนยันถึงการใช้เส้นทางลัด ทำให้ตำรวจบ่นอุบว่าหลวงพี่นำทางออกไปไกล ส่วนรถของหลวงพี่ก็บอกว่าเส้นทางนี้ลัดที่สุดแล้ว ผมก็เลยไม่ทราบว่าใครถูกระหว่างตำรวจท่องเที่ยวกับหลวงพี่ท่องเที่ยว
เป็นที่น่าสังเกตว่าเมื่อเราผ่านอำเภอเมืองสุพรรณบุรี
ถนนหนทางดูเจ๋งมากเพราะเป็นเมือง
บรรหารบุรีที่ท่านบรรหาร
ศิลปอาชา สร้างไว้อย่างดี ครั้นเหลือบไปข้างทางมีห้องแถวถนนสายหนึ่งเต็มไปด้วยร้านทำโลงศพ บอกว่าเป็นโรงศพเย็น
สอบถามผู้รู้ทราบว่าสมัยปัจจุบันโลงศพที่ทำขึ้นเหมือนตู้แช่หรือ
Freezer เมื่อเสียปลั๊กเครื่องทำความเย็นก็ทำงาน
เป็นวิวัฒนาการอีกด้านหนึ่งของโลงศพ
ที่วัดชัยเภรีนี้หลวงเตี่ยไปทำทานบารมีไว้มากทีเดียวเพราะมีทั้งศาลาการเปรียญ หอระฆัง
และอื่นๆทำให้มีชื่อของหลวงเตี่ยติดไว้ให้คนรุ่นหลังได้รำลึกถึง
การสร้างวิหารเพื่อบรรจุอัฐิและรูปเหมือนของหลวงเตี่ยจึงมีอยู่ทุกวัดที่ท่านได้ไปทำไว้
เป็นบารมีประการหนึ่งที่ได้สั่งสมไว้
หลังจากวัดชัยเภรีแล้วดูเหมือนเราจะผิดเวลานัดกับวัดลาดปลาเค้า
จังหวัดนครปฐมไปมาก เมื่อผิดนัดแล้วก็ต้องขอยกยอดไปต่อฉบับหน้าครับ
.....อ่านต่อ
|