แห่อัฐิหลวงเตี่ยขึ้นโบสถ์
เช้าวันรุ่งขึ้นคือวันที่
5 มีนาคม ขบวนรถออกจากโรงแรมแต่เช้าตรู่ตรงไปยังวัดโพธิ์ท่าเตียนหรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
คณะมีกำหนดไปร่วมงานแห่อัฐิของพระธรรมราชานุวัตร(หลวงเตี่ย)จากคณะ
16 อันเป็นที่ประดิษฐานกระดูกหลวงเตี่ยเพื่อนำขึ้นพระอุโบสถอันถือเป็นมณฑลพิธี
เมื่อไปถึงคณะได้รับการจัดให้นั่งรอเวลาบนกุฏิ ซึ่งเมื่อ
2 ปีที่แล้วผมก็เคยมาครั้งหนึ่ง
ในคราวคณะนักเรียนโรงเรียนวัดไทยเดินทางกลับไปเยือนแผ่นดินแม่
ครั้นได้เวลาแล้ว
ก็มีวงโยธวาทิตของโรงเรียนพาณิชย์การตั้งตรงจิตร
ที่อยู่ติดกับวัดมาทำหน้าที่นำขบวน ในขบวนยังมีลูกชายของเล็ก
ติงลี่ ร่วมอยู่ด้วย
ผมจึงมองว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นเพราะ เล็กหรือศุภชัย
จิวะไพบูลย์ศักดิ์
ก็เป็นนักดนตรีวงดุริยางค์โรงเรียนวัดสุทธิวราราม
อันเป็นโรงเรียนเดิมที่ผมเรียนมาก่อน
เมื่อแห่เสร็จทุกคนขึ้นไปนั่งบนโบสถ์เพื่อทำพิธี
มีพระสงฆ์
10 รูปมาสวด
คณะของเราก็กระจายอยู่บนโบสถ์
จนกระทั่งเสร็จพิธี
ทุกคนจึงลงไปรับประทานอาหารกลางวันที่จัดไว้บริเวณรอบโบสถ์ ผู้คนมากมายเพราะมีทั้งศิษย์ที่เดินทางไปจากแอล.เอ.และศิษย์หลวงเตี่ย
ตลอดจนญาติพี่น้องและหลานๆในกรุงเทพฯไปร่วมงานกัน อาหารการกินพร้อมและสมบูรณ์มาก
ละลานตา แต่ผมรับประทานเพียงก๋วยเตี๋ยวเพราะรอบเช้ารับมาแล้วจากโรงแรม
ตามกำหนดพวกเราจะต้องอยู่ถึง
6 โมงเย็นเพื่อรับอาหารเย็นด้วย
ผมเองคงไม่รอถึงเย็นแน่
ซึ่งในที่ประชุมก็ให้เวลาว่าใครจะไปทำธุรกิจส่วนตัวบ้างก็ได้ แต่ขอให้พร้อมในวันรุ่งขึ้นคือวันที่
6 มีนาคมอันเป็นวันพิธีใหญ่ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีจะเสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธีเททองหล่อรูปเหมือนหลวงเตี่ย
เสร็จจากพิธีและรับประทานอาหารแล้ว
เรายังได้พบกับคุณพิชัย
ประทุมรัตน์
อดีตท่านเคยเป็นหัวหน้าวงดนตรีไทยเดิมของวัดไทย
ปัจจุบันอายุจะ
80 ปีหรือกว่าแล้วกระมังกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองไทย
ท่านมาพร้อมกับภรรยา ทำให้คิดถึงลูกสาวท่านคนหนึ่งที่เรารู้จักกันคือคุณตึ๋งหรือ
พรทิพา ประทุมรัตน์
ทราบว่าทุกวันนี้ใช้ชีวิตอยู่เมืองไทยหรือยังไงไม่ทราบ
หลังจากนั้นประมาณเที่ยงเศษๆ ผมก็ชักไม่ไหวอยากกลับโรงแรม
จึงชวนพรรคพวกคือคุณธงชัย
วินัยธรรมและคุณพิมลมาศ
ผิวนวล กลับไปพักผ่อนที่โรงแรมโดยเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งที่เชิงสะพานซังฮี้ฝั่งธนฯ ก่อนกลับผมต้องรายงานให้หัวหน้าทีมในขบวนรถทราบคือคุณนิด
วราภรณ์ เกษมศิลป์
เพื่อจะให้เธอทราบว่าไม่ต้องรอ รถบัสจะไปไหนก็ไปได้
ผมกลับโรงแรมแล้วก็ให้น้องมารับไปบ้านบางเขนเพื่อสังสรรค์กันตามประสาพี่น้อง
ครั้นได้เวลาดึกแล้วค่อยให้เขาไปส่งที่โรงแรมเพื่อเตรียมตัวร่วมงานในวันรุ่งขึ้น ส่วนคนอื่นๆบางรายก็ไปทำผม
เสริมสวย บางรายไปสังเกตการณ์ที่สนามหลวงเพื่อดูกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมประท้วง บางคนก็ไปร่วมบริจาค บางรายบอกว่าซื้อน้ำและผลไม้ไปแจก ก็ทำกันตามใจที่ปรารถนา
มีเรื่องเล่าอยู่หน่อยเกี่ยวกับรถบัส ใครเป็นคนขึ้นรถช้าหรือเป็นคนสุดท้าย เมื่อขึ้นมาจะได้รับการปรบมือให้เกียรติ คุณสำเภา
คุณจารุณี พงษ์เวช
ดูเหมือนจะโดนบ่อยกว่าคนอื่น ผมเองก็โดนบ้าง ทราบว่าคณะในรถเตรียมจ้องเล่นผมอยู่เหมือนกัน
ทั้งๆที่ผมไม่ได้ช้าเพียงแต่ว่ามีการจ้องแค้นนี้ต้องชำระ
รถคันที่ผมนั่งเป็นรถคันแรกส่วนใหญ่เป็นผู้อาวุโสคือประเภท
50 ขึ้นไป
แต่คันอื่นๆประเภท
60 ขึ้นไปก็มีนะครับอย่าได้ดีใจ
มาเที่ยวนี้ครูแดงหรือครูรุ่งฤดี
ธนสุกาญจน์
ไม่ค่อยได้เล่าเรื่องตลกให้พวกเราฟังเท่าไรนัก แต่การพูดคุยเรื่องตลกๆยังมีอยู่
จากนั้นวันหนึ่งผมก็เริ่มเรื่องว่า
ไหนๆเราก็เดินทางมาเรื่องพระสงฆ์องค์เจ้าแล้วก็ควรจะมีตลกเกี่ยวกับพระบ้าง
จะได้ทำให้ไม่เหงากัน
เรื่องมีอยู่ว่าหลวงพ่อที่วัดแห่งหนึ่งปีนขึ้นไปเก็บมะม่วง
ที่ต้นมะม่วงในวัด จากนั้นก็มีแม่ชีเดินผ่านใต้ต้นมะม้วง
มองขึ้นไป
เห็นหลวงพ่อกำลังปีนป่ายอยู่และคงเห็นเต็มตาก็อุทานออกมา
อุ๊ย เปรต
จากนั้นแม่ชีก็ขึ้นกุฎิของตัวเองไป
ตกดึก
บริเวณหน้าประตูกุฎิที่แม่ชีจำศีลอยู่นั้นก็มีเสียงเคาะประตู
แม่ชีถามว่า
ใครนั่น
หลวงพ่อ เอง
มาทำไมดึกๆดื่นๆแม่ชีถาม
ก็จะเอาเปรต
มาลงนรก
หลวงพ่อตอบกลับไป (อ่านต่อฉบับหน้า).....อ่านต่อ
|