สู่อุตรดิตถ์–กอล์ฟเขื่อนสิริกิติ์
รุ่งขึ้นวันที่
22 พฤศจิกายน
2005 หลังจากรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมแล้ว
เราก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่อุตรดิตถ์รถเคลื่อนขบวนเวลาประมาณ
08.00 น. ตามเส้นทางก็ได้เพลิดเพลินชมสองข้างทางถนนไปด้วย
งานนี้คุณพงษ์ศักดิ์
บุญชื่น ในฐานะลูกหลานพระยาพิชัยดาบหักเป็นไก๊ด์กิตติมศักดิ์ให้ทุกคนได้รับความรู้ไปด้วยในตัว คณะไปจอดรับประทานอาหารกลางวันที่จังหวัดนครสวรรค์ ก่อนที่จะตัดตรงสู่อุตรดิตถ์
ผมเห็นว่าเมืองไทยมีความสะดวกสบายสูงมาก
รวมทั้งการติดต่อสื่อสารด้วยโทรศัพท์มือถือ
ทำให้เราได้รับทราบว่าขณะนี้คณะอยู่ที่ไหน ใครกำลังเตรียมรอต้อนรับเราบ้าง
เราไปถึงตัวจังหวัดก็ได้รับการต้อนรับจากคุณปิยะ
เคนขยัน ซึ่งเป็นผู้อำนวยการ
ศูนย์การท่องเที่ยว กีฬาและนันทนาการ จังหวัดอุตรดิตถ์ เวลาขณะนี้ประมาณ
14 น.เศษ
เราทำเวลาได้ดีทีเดียว
เป็นธรรมเนียมปฏิบัติเมื่อไปถึงเราต้องเคารพเจ้าที่เจ้าทาง
รถจอดบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด
เราไปทำพิธีเคารพอนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหัก
ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณหน้าศาลากลาง โดยคุณปิยะได้จัดทำป้ายต้อนรับตลอดจนพวงมาลาไว้รอท่าอยู่แล้ว ทุกคนได้รับการต้อนรับอย่างดี
คุณปิยะนำน้องๆทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่และเป็นนักศึกษาฝึกงานมาช่วยเหลือเป็นมัคคุเทศก์ให้ได้รับความรู้
โดยเฉพาะน้องเบญ
หรือคุณเบญจมาศ
วันขวัญ เป็นนักพูดที่ผู้ใหญ่ต้องตามให้ทัน น้องอีกคนชื่อ”ไก่” วิราวรรณ์
ชนิดอิน เป็นนักศึกษาฝึกงานจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ก็มาให้ความสะดวกตลอดรายการ
ทราบว่ามีคนไทยจากแอล.เอ.กลับไปอยู่อุตรดิตถ์รายหนึ่ง เมื่อทราบว่าคณะของเราไปก็เตรียมข้าวหลามมาฝากจำนวนมาก
ในรถจึงเต็มไปด้วยข้าวหลาม
จากนั้นคณะของเราได้เดินทางไปนมัสการหลวงพ่อเพ็ชร์
ประดิษฐานอยู่วัดวังถนน(วัดวังเตาหม้อ)ตรงข้ามสถานีรถไฟอุตรดิตถ์
ตามประวัติได้นิมนต์มาอยู่ตั้งแต่ปี
2436 อภินิหาริย์หลวงพ่อเพชร์ยังเป็นที่เลื่องลือกันมาว่า
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่
2 บริเวณนั้นถูกระเบิด
ถูกไฟไหม้แต่วัดหลวงพ่อเพ็ชร์กลับไม่มีอะไรมาพ้องพาน
เสร็จจากไหว้หลวงพ่อเพ็ชร์แล้วเราก็เดินทางตรงไปยังเขื่อนสิริกิติ์ที่อยู่ห่างจากตัวจังหวัดออกไปเพื่อว่าเราจะได้ลงเรือชมเขื่อนซึ่งเป็นเขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
เมื่อไปถึงเราก็เช็คอินเข้าพักที่พักแรมของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยผู้ดูแลเขื่อน แต่ละแห่งจะเรียกชื่อที่พักแตกต่างกันไปเช่นมีรังนกกระจิบ,รังนกกระจาบ,รังนกนางแอ่น
ฯลฯ เป็นต้น
เสร็จจากเก็บของแล้วเราก็ตรงไปลงเรือเพื่อชมเขื่อน คุณปิยะเล่าว่าคณะของเราโชคดีมากเพราะเรือที่เรานั่งนั้นปกติแล้วคณะใหญ่ๆจะได้ใช้เพราะเป็นเรือประทับของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
ในคราวเสด็จแปรพระราชฐานมาประทับที่พระตำหนักเหนือเขื่อนซึ่งพระองค์เสด็จทุกปี
เรือแล่นตรงไปยังที่เพาะเลี้ยงปลากระซังซึ่งอยู่ในกระต๊อบริมน้ำของเขื่อน ผู้ดูแลคือทหารกองทัพภาคที่
3 บริเวณนั้นยังถูกจัดให้เป็นลักษณะ
Home stay คือพักค้างแรมได้เหมือนนอนอยู่ในบ้านเรือนแพ
ฉันใดก็ฉันนั้น
โดยสรุปเขื่อนสิริกิติ์มีที่ให้ท่านพัก
4 ลักษณะคือเรือนรับรองที่เราพักกันอยู่เป็นเหมือนรีสอร์ตดีๆนี่เอง ประการที่สองเรือนในเขื่อนเป็นบ้านพักรับรองเหมือนกันแต่ทำอยู่ในน้ำริมๆตรงท่าเรือที่เราขึ้น-ลง ลักษณะที่
3 โฮมสเตย์คืออยู่ในเรือแพแบบกระต๊อบและลักษระที่สี่ค้างแรมในป่าที่การไฟฟ้าฯจัดไว้ให้เป็นแบบแคมป์ปิ้ง
รักแบบไหนชอบแบบไหนได้ทั้งนั้นขอให้จองล่วงหน้า
( ผมยังมีรายละเอียดเพิ่มเติมยกไปฉบับหน้า
อยากให้ได้ชมภาพถ่ายบรรยายกาศมากกว่าจึงนำนำภาพเหล่านี้มาลงให้ได้ชมกัน).....ÍèÒ¹µèÍ
|