ล่องเจ้าพระยากับอาหารกลางวัน
ฉบับที่ผ่านมามีข้อตกหล่อนอยู่หน่อยนะครับ ตรงที่ผมกล่าวถึงคนอยุธยานั้นตกชื่อคุณประสาน
จตุระบุล หรือเสี่ยบุ๊งแห่งบริษัทปลาสวยงามเมืองวิทเทียร์ไป
ต้องขอมาเติมเอาฉบับนี้
หลังจากที่คณะของเราเดินทางไปดูวัด
3 วัดในเขตอยุธยา
วันนั้นเป็นวันที่
19 พฤศจิกายน
2005 กล่าวได้ว่าเดินทางไปถึงเพียง
2 วันก็ตะลุยเที่ยว
การเที่ยวแบบนี้ดีอย่างคือได้รับความรู้จากไก๊ด์นำเที่ยวเป็นอย่างดี
เมื่อท่านไปวัดมหาธาตุก็จะมีไอ้หนุ่มคนหนึ่งคอยถ่ายรูปของท่านแล้วก็นำมาใส่จาน ก่อนจะขึ้นรถ
เขานำมาเสนอขายให้ท่านในราคา
100 บาท ทุกคนซื้อเพื่อเป็นที่ระลึก ผมเองก็โดน
แต่พอลงรถรูปและทรัพย์สมบัติบางประการลืมไว้บนรถหายไป
ไม่ได้นำกลับมาโชว์ให้ดู
ผมคิดถึงเวลาเราไปลงเรือแถวซาน
ฟรานซิสโก
หรือเมืองอื่นๆที่มีวิธีการเดียวกันคือถ่ายรูปเพื่อเป็นอนุสรณ์ว่าครั้งหนึ่งเราได้เดินทางมาถึงที่นี่ ก็เป็นวิธีทำมาหากินอันสุจริต
หลังจากดูอีก
2 วัด ก็ถึงเวลาที่รถของบริษัท
River Sun ไปส่งเราลงเรือที่ท่าเรือริมแม่น้ำเจ้าพระยาตรงวัดโพธิ์แตงเหนือ
บริเวณนั้นจะมีกัปตัน
ตลอดจนพนักงานของเรือมาคอยต้อนรับด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดียิ่ง เขาเรียกว่าเชียร์แขกเก่งว่ายังงั้น
นักท่องเที่ยวที่ว่านี้ไม่ได้มีเฉพาะคณะของเราเท่านั้น
แต่ยังมีคณะอื่นๆที่บริษัทขายทัวร์เปิดรับบริการไปพร้อมๆกัน โดยมีการแยกโต๊ะให้นั่งชมวิวตามอัธยาศัยจัดเป็นหมวดหมู่ เท่าที่ผมสังเกตดูจะมีนักท่องเที่ยวเอเชียเช่นจีน,เกาหลีและญี่ปุ่นเป็นคณะร่วมลงในเรือ
ตามกำหนดไว้
เรามารับประทานอาหารบนเรือ
ซึ่งเป็นแบบบุปเฟ่มีทั้งอาหารไทย,สากลหรือแบบยุโรปคือมีขนมปัง,ผลไม้,ชา,กาแฟด้วย ส่วนเครื่องดื่มเราต้องซื้อดื่มเองทั้งเบียร์,ไวน์ เราถือโอกาสใช้ไวน์แดงมาละเลียดกันดูสักหน่อย
กลับเมืองไทยครั้งใด
ผมมีความสุขกับการรับประทานอาหารเพราะบ้านเรานั้นอาหารเต็มไปหมด
จะเข้าซอยออกซอยก็มีขายกัน
คิดว่าเป็นเสน่ห์ประการหนึ่งของกรุงเทพฯและเมืองไทย บางคนอาจจะมองว่าไม่เป็นระเบียบ
ตอนแรกผมก็คิดอย่างนั้น แต่คิดให้ลึกลงไปนี่คือวิถีไทยที่เราดำรงชีวิตกันมาตั้งแต่อดีต การเปลี่ยนแปลงจึงค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ปุ๊บปั๊บก็ใช้กำลังไปยกแผงลอยแม่ค้า ดังนั้นเราจึงได้ข่าวว่าแม่ค้าสาดน้ำปลาร้าและน้ำปูดองใส่พนักงานเทศกิจ เหม็นหึ่งกันไป
กลับมาเรืออีกครั้ง
เรือค่อยล่องตามแม่น้ำเจ้าพระยาจากอยุธยา มาเรื่อยๆเวลานั้นเริ่มบ่ายคล้อย
อาหารก็ประเภท All you can eat แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว คนเรากินได้พอประมาณเท่านั้นก็อิ่ม ไม่สามารถที่จะยัดเข้าไปได้อีก ผมสังเกตว่าคนอายุเลยครึ่งศตวรรษไม่อาจจะรับประทานอะไรได้มากมายนัก
เราใช้เวลาประมาณ
2 ชั่วโมงเศษๆเพลิดเพลินตาและการสนทนาอยู่บนเรือ อิ่มจากอาหารแล้วก็ต่อด้วยเครื่องดื่มตามอัธยาศัย
เรือมาถึงอำเภอปากเกร็ด มีคนชี้ให้ดูว่าบริเวณนั้นคือพระนางเรือล่มสิ้นชีพในระหว่างเสด็จฯพระราชวังบางปะอิน ไม่อาจมีใครช่วยเหลือได้
กฎหมายห้ามถูกเนื้อต้องตัวเจ้า ใครฝ่าฝืนหัวขาด
เรือกลับมาจอดที่ท่าเรือสี่พระยาซึ่งคืนแรกเราก็มาลงเพื่อดินเนอร์กันครั้งหนึ่งแล้ว จากนั้นรถบัสมารับต่อไปยังสวนลุมพินี
ตรงบริเวณโรงเรียนเตรียมทหาร(เดิม)
ปัจจุบันจัดเป็นสวนลุมไนท์
บลาซ่า
เป็นแหล่งสรรพสินค้าในตอนกลางคืน มีโรงเบียร์
ดนตรี ห้องอาหาร
ร้านนวด ฯลฯมากมายกลาย
เป็นแหล่งจับจ่ายซื้อหาสินค้า
รถราจอดกันเต็มไปหมด
คณะของเราบางส่วนก็ออกจับจ่ายสินค้า บางส่วนเข้าร้านนวดที่มาตั้งกันเป็นห้องหับ ส่วนผมกับคุณรังสิต
คงจันทร์ มานั่งรออยู่ที่หน้าร้านเสวยชมวิว
เป็นห้องอาหารที่เรานัดดินเนอร์กันทั้งคณะ
อีกอย่างคุณรังสิตได้นัดเพื่อนรุ่นพี่เก่าแก่ชาวแอล.เอ.ไว้ที่นั่นด้วย
เราถือโอกาสสั่งเหล้ามาดื่ม
ขอโทษทีนะครับที่ผมต้องเขียนเรื่องเหล้าเข้ามาด้วยเพราะเป็นความจริง
เมืองไทยหากไม่เหล้าก็ต้องเบียร์และเบียร์มีสารพัดยี่ห้อ หลังจากที่เราเปิดการค้าเสรีเบียร์นอกถูกสั่งเข้ามาจำหน่าย
สู้กับเบียร์ไทยหลายสิบยี่ห้อทั้งเบียร์ยุโรป,ออสเตรเลียและอเมริกัน
ผมได้ตัวเลขจากบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยพบว่า
ในประเทศไทยปริมาณการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทสุราและเบียร์ในช่วง 10 เดือนแรกปี 2548 คือ(เดือนมกราคมถึงสิ้นตุลาคม)
อยู่ที่ประมาณ 1,972.52 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 3.2 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี
2547 แยกเป็นปริมาณการขายเหล้า 652 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 3.2 % และเบียร์ 1,320.5 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 3.3 %
จะเห็นได้ว่าคนที่จะรวยนั้นต้องประกอบการกับวัตถุดิบที่เป็นธรรมชาติ
สมัยก่อนค้าไม้เพราะไปลักลอบตัดพวกนี้ก็รวย สมัยใหม่ขายน้ำคนที่ผลิตเหล้า
เบียร์ ไวน์
น้ำดื่ม น้ำอัดลมจึงร่ำรวยกันและสมัยใหม่อีกก็คือการขายอากาศโดยเฉพาะพวกโทร.มือถือ
โทรศัพท์ โทรคมนาคม พวกนี้รวยทั้งนั้นครับ
ไม่เชื่อไปถามคุณทักษิณ
ชินวัตร ดูว่าชินคอร์ปนั้นรวยแค่ไหน
ตอนแรกเรานึกว่าขายทองคำร่ำรวย แต่ความจริงอาจจะไม่ใช่
เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับดวงอีกด้วย
ดังมีคำกล่าวที่ว่าดวงดีขายขี้ก็รวย
ดวงซวยขายทองก็เจ๊ง โปรดติดตามฉบับหน้าครับ.....อ่านต่อ
|