ไก๊ดกำลังอธิบายให้แก่คณะกอล์ฟสื่อมวลชนฯในระหว่างเดินชมวัดมหาธาตุ จังหวัดอยุธยา ซึ่งเป็นที่รวมสถาปัตยกรรมของหลายชาติทั้งขอม,สุโขทัย,อยุธยา
บรรดานักเรียนจากโรงเรียนฐานบินกำแพงแสนนครปฐมก็ไปศึกษาหาความรู้จากวัดมหาธาตุ กรุงเก่าที่เหลือแต่ซากหักพังเพราะถูกพม่าเผา
 
คณะถ่ายภาพร่วมกันบริเวณมุมหนึ่งของวัดมหาธาตุ ซึ่งกรมศิลปากรได้บูรณะซ่อมแซมตลอดมาเพื่อให้สมบัติของชาติชั้นนี้อยู่ได้นานถึงชั้นลูกหลานต่อไป
 
ภายหลังจากนั่งเรือล่องรับประทานอาหารชมวิวมาตลอดลำแม่น้ำเจ้าพระยาก็ขึ้นเรือที่ท่าศูนย์สรรพสินค้าริเวอร์ ซิตี้ สี่พระยา
 

ล่องเจ้าพระยากับอาหารกลางวัน

ฉบับที่ผ่านมามีข้อตกหล่อนอยู่หน่อยนะครับ ตรงที่ผมกล่าวถึงคนอยุธยานั้นตกชื่อคุณประสาน จตุระบุล หรือเสี่ยบุ๊งแห่งบริษัทปลาสวยงามเมืองวิทเทียร์ไป ต้องขอมาเติมเอาฉบับนี้

หลังจากที่คณะของเราเดินทางไปดูวัด 3 วัดในเขตอยุธยา วันนั้นเป็นวันที่ 19 พฤศจิกายน 2005 กล่าวได้ว่าเดินทางไปถึงเพียง 2 วันก็ตะลุยเที่ยว  การเที่ยวแบบนี้ดีอย่างคือได้รับความรู้จากไก๊ด์นำเที่ยวเป็นอย่างดี  เมื่อท่านไปวัดมหาธาตุก็จะมีไอ้หนุ่มคนหนึ่งคอยถ่ายรูปของท่านแล้วก็นำมาใส่จาน ก่อนจะขึ้นรถ เขานำมาเสนอขายให้ท่านในราคา 100 บาท ทุกคนซื้อเพื่อเป็นที่ระลึก ผมเองก็โดน แต่พอลงรถรูปและทรัพย์สมบัติบางประการลืมไว้บนรถหายไป ไม่ได้นำกลับมาโชว์ให้ดู

ผมคิดถึงเวลาเราไปลงเรือแถวซาน ฟรานซิสโก หรือเมืองอื่นๆที่มีวิธีการเดียวกันคือถ่ายรูปเพื่อเป็นอนุสรณ์ว่าครั้งหนึ่งเราได้เดินทางมาถึงที่นี่ ก็เป็นวิธีทำมาหากินอันสุจริต

หลังจากดูอีก 2 วัด ก็ถึงเวลาที่รถของบริษัท River Sun ไปส่งเราลงเรือที่ท่าเรือริมแม่น้ำเจ้าพระยาตรงวัดโพธิ์แตงเหนือ บริเวณนั้นจะมีกัปตัน ตลอดจนพนักงานของเรือมาคอยต้อนรับด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดียิ่ง เขาเรียกว่าเชียร์แขกเก่งว่ายังงั้น

นักท่องเที่ยวที่ว่านี้ไม่ได้มีเฉพาะคณะของเราเท่านั้น แต่ยังมีคณะอื่นๆที่บริษัท”ขายทัวร์”เปิดรับบริการไปพร้อมๆกัน โดยมีการแยกโต๊ะให้นั่งชมวิวตามอัธยาศัยจัดเป็นหมวดหมู่ เท่าที่ผมสังเกตดูจะมีนักท่องเที่ยวเอเชียเช่นจีน,เกาหลีและญี่ปุ่นเป็นคณะร่วมลงในเรือ

ตามกำหนดไว้ เรามารับประทานอาหารบนเรือ ซึ่งเป็นแบบบุปเฟ่มีทั้งอาหารไทย,สากลหรือแบบยุโรปคือมีขนมปัง,ผลไม้,ชา,กาแฟด้วย ส่วนเครื่องดื่มเราต้องซื้อดื่มเองทั้งเบียร์,ไวน์ เราถือโอกาสใช้ไวน์แดงมาละเลียดกันดูสักหน่อย 

กลับเมืองไทยครั้งใด ผมมีความสุขกับการรับประทานอาหารเพราะบ้านเรานั้นอาหารเต็มไปหมด จะเข้าซอยออกซอยก็มีขายกัน คิดว่าเป็นเสน่ห์ประการหนึ่งของกรุงเทพฯและเมืองไทย บางคนอาจจะมองว่าไม่เป็นระเบียบ ตอนแรกผมก็คิดอย่างนั้น แต่คิดให้ลึกลงไปนี่คือวิถีไทยที่เราดำรงชีวิตกันมาตั้งแต่อดีต การเปลี่ยนแปลงจึงค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ปุ๊บปั๊บก็ใช้กำลังไปยกแผงลอยแม่ค้า ดังนั้นเราจึงได้ข่าวว่าแม่ค้าสาดน้ำปลาร้าและน้ำปูดองใส่พนักงานเทศกิจ เหม็นหึ่งกันไป

กลับมาเรืออีกครั้ง เรือค่อยล่องตามแม่น้ำเจ้าพระยาจากอยุธยา มาเรื่อยๆเวลานั้นเริ่มบ่ายคล้อย อาหารก็ประเภท All you can eat แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว คนเรากินได้พอประมาณเท่านั้นก็อิ่ม ไม่สามารถที่จะ”ยัด”เข้าไปได้อีก ผมสังเกตว่าคนอายุเลยครึ่งศตวรรษไม่อาจจะรับประทานอะไรได้มากมายนัก

เราใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเศษๆเพลิดเพลินตาและการสนทนาอยู่บนเรือ อิ่มจากอาหารแล้วก็ต่อด้วยเครื่องดื่มตามอัธยาศัย เรือมาถึงอำเภอปากเกร็ด มีคนชี้ให้ดูว่าบริเวณนั้นคือพระนางเรือล่มสิ้นชีพในระหว่างเสด็จฯพระราชวังบางปะอิน ไม่อาจมีใครช่วยเหลือได้ กฎหมายห้ามถูกเนื้อต้องตัว”เจ้า” ใครฝ่าฝืนหัวขาด

เรือกลับมาจอดที่ท่าเรือสี่พระยาซึ่งคืนแรกเราก็มาลงเพื่อดินเนอร์กันครั้งหนึ่งแล้ว จากนั้นรถบัสมารับต่อไปยังสวนลุมพินี ตรงบริเวณโรงเรียนเตรียมทหาร(เดิม) ปัจจุบันจัดเป็นสวนลุมไนท์ บลาซ่า  เป็นแหล่งสรรพสินค้าในตอนกลางคืน มีโรงเบียร์ ดนตรี ห้องอาหาร ร้านนวด ฯลฯมากมายกลาย เป็นแหล่งจับจ่ายซื้อหาสินค้า รถราจอดกันเต็มไปหมด

คณะของเราบางส่วนก็ออกจับจ่ายสินค้า บางส่วนเข้าร้านนวดที่มาตั้งกันเป็นห้องหับ ส่วนผมกับคุณรังสิต คงจันทร์ มานั่งรออยู่ที่หน้าร้าน”เสวย”ชมวิว เป็นห้องอาหารที่เรานัดดินเนอร์กันทั้งคณะ อีกอย่างคุณรังสิตได้นัดเพื่อนรุ่นพี่เก่าแก่ชาวแอล.เอ.ไว้ที่นั่นด้วย

เราถือโอกาสสั่งเหล้ามาดื่ม ขอโทษทีนะครับที่ผมต้องเขียนเรื่องเหล้าเข้ามาด้วยเพราะเป็นความจริง เมืองไทยหากไม่เหล้าก็ต้องเบียร์และเบียร์มีสารพัดยี่ห้อ หลังจากที่เราเปิดการค้าเสรีเบียร์นอกถูกสั่งเข้ามาจำหน่าย สู้กับเบียร์ไทยหลายสิบยี่ห้อทั้งเบียร์ยุโรป,ออสเตรเลียและอเมริกัน

ผมได้ตัวเลขจากบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยพบว่า ในประเทศไทยปริมาณการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทสุราและเบียร์ในช่วง 10 เดือนแรกปี 2548 คือ(เดือนมกราคมถึงสิ้นตุลาคม) อยู่ที่ประมาณ 1,972.52 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น  3.2 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2547  แยกเป็นปริมาณการขายเหล้า 652 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น  3.2 % และเบียร์ 1,320.5 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 3.3 %

จะเห็นได้ว่าคนที่จะรวยนั้นต้องประกอบการกับวัตถุดิบที่เป็นธรรมชาติ  สมัยก่อนค้าไม้เพราะไปลักลอบตัดพวกนี้ก็รวย สมัยใหม่ขายน้ำคนที่ผลิตเหล้า เบียร์ ไวน์ น้ำดื่ม น้ำอัดลมจึงร่ำรวยกันและสมัยใหม่อีกก็คือ”การขายอากาศ”โดยเฉพาะพวกโทร.มือถือ โทรศัพท์ โทรคมนาคม พวกนี้รวยทั้งนั้นครับ ไม่เชื่อไปถามคุณทักษิณ ชินวัตร ดูว่าชินคอร์ปนั้นรวยแค่ไหน

ตอนแรกเรานึกว่าขายทองคำร่ำรวย แต่ความจริงอาจจะไม่ใช่ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับดวงอีกด้วย ดังมีคำกล่าวที่ว่า”ดวงดีขายขี้ก็รวย ดวงซวยขายทองก็เจ๊ง” – โปรดติดตามฉบับหน้าครับ.....อ่านต่อ

 

 
 
 
 
 

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy Editor USA How to Laws&Immigrations American Ways Interview Columns Once upon the times tupna Society&Business Business Society Special Reports Sports Decoded destiny Letter to Editor Leter From Thailand Cartoon Shopping