อยุธยา-ฟื้นความรู้ประวัติศาสตร์
วันรุ่งขึ้นหลังจากที่ทุกคนรับประทานอาหารเช้าเสร็จ (ห้องอาหารเปิด 6 โมงเช้า)เราก็ขึ้นรถบัสตรงไปยังจังหวัดอยุธยามีไก๊ด์เป็นหนุ่มชาวเชียงใหม่พูดภาษาอังกฤษเพื่อให้คนอเมริกันที่ร่วมเดินทางไปด้วยฟังรู้เรื่อง ซึ่งไก๊ด์ท่านนี้พูดคุยได้สนุกสนาน มีความรู้รอบตัวแตกฉานมาก เพราะเขาเรียนจบวิชามัคคุเทศก์มาทำหน้าที่โดยตรง สร้างความเข้าใจให้กับเพื่อนชาวอเมริกันอย่างดียิ่ง
ในระหว่างเดินทางนั้นผมพบว่าอย่างน้อยเรามีชาวอยุธยาร่วมไปด้วย 2 คนหรืออาจจะมีอีกผมก็ไม่อาจทราบได้คนแรกคุณประสาน
จตุระบุล เจ้าของบริษัทจำหน่ายปลาสวยงาม
เขาเล่าว่าแม้จะเป็นคนอยุธยาแต่ก็ไม่ค่อยได้ชมเมืองอยุธยาเท่าไรนัก
จะมาดูก็ตั้งแต่สมัยเป็นเด็กนักเรียนที่ครูพามา ส่วนอีกคนเรามารู้ภายหลังว่าเป็นสาวงามจากผักไห่ คือคุณสุรภี ทิวาศาสตร์ เป็นลูกของนายทหารรุ่นพ่อของคุณสุรภีก็รุ่นจอมพลประภาส
จารุเสถียร
โน่นล่ะครับ
นี่ผมไปแอบทราบว่าใครที่เข้าใจว่าคุณสุรภีเป็นหมวยนั้นต้องเปลี่ยนความคิดใหม่นะครับ
เป็นคนไทยแท้กรุงเก่าของเราที่เอง
จุดแรกที่รถไปจอดก็คือพระราชวังบางปะอิน ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน
ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 - 16.00 น. ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 30 บาท นักเรียน นักศึกษา 20 บาท
พอลงจากรถก็เดินเป็นแถวไปรอเข้าเพราะฝ่ายทัวร์ได้จัดตั๋วเข้าชมรอทุกคนอยู่ก่อนแล้ว เมื่อ เข้าไปถึงแต่ละคนก็วิ่งหาห้องน้ำก่อนที่จะออกมาแลกเงินจากดอลลาร์เป็นเงินบาทเพราะในคืนที่เดิน
ทางไปถึงดอนเมืองอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 40.33 บาทต่อดอลลาร์ พอมาบางปะอินซึ่งมีธนาคารไปเปิด สำนักงานย่อยรับแลกได้เป็น 40.89 อะไรทำนองนี้ เลยทำให้หลายท่านนำดอลลาร์ออกมาแลกกัน
ก็ตื่นตาตื่นใจดีที่นานๆได้เห็นสมบัติที่บรรพบุรุษของไทยสร้างไว้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และแหล่งดึงดูดเงินทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยประวัติแล้วพระราชวังบางปะอิน ตามพระราช พงศาวดารครั้งกรุงศรีอยุธยาระบุว่า " พระเจ้าปราสาททองหรือพระศรีสรรเพ็ชญ์ที่ 5 ( พ.ศ. 2172-2199 ) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังแห่งนี้ขึ้นบนเกาะบ้านเลนในลำแม่น้ำเจ้าพระยา"
แต่ที่เริ่มมาได้รับการฟื้นฟูก็ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จนถึงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์โปรดที่จะเสด็จประพาสพระราชวังบางปะอินอยู่เสมอ ด้วย ทรงปรารภว่าเป็นเกาะอยู่กลางน้ำ เงียบสงบ ร่มรื่น และเคยเป็นที่ประทับประพาสของ สมเด็จ พระบรม ชนกนาถมาก่อน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ขึ้น
หลายหอหลายอาคารสร้างขึ้นในรัชกาลที่ 5 อาทิเช่นหอวิฑูรทัศนาเป็นเหมือนกระโจม ชายฝั่งพระองค์ทรงสร้างไว้เพื่อทอดพระเนตรทิวทัศน์ ทอดพระเนตรดาวบนท้องฟ้าเป็นต้น นอกจากนี้ยังมี พระที่นั่งเวหาศจำรูญรูปทรงจีนที่คนจีนในเมืองไทยสร้างถวาย
หลังจากที่คณะเดินตามถนนเข้าไปจุดแรกที่ไปพบก็คือพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ สร้างอยู่กลางน้ำ บริเวณนั้นจะมีกระโจมแตร ปัจจุบันเป็นที่ขายขนมปังเพื่อให้เป็นอาหารปลา, เต่าและตะพาบ น้ำที่อาศัยอยู่บริเวณสระ เต่าบางตัวน่าจะอายุหลายร้อยปี แต่คงไม่ถึงล้านปี พวกเราก็ไปซื้อขนมปังหัวกะโหลกแถวละ 15 บาทมาโยนลงสระน้ำให้ปลามาแย่งกินกัน เป็นที่สนุก วิธีโยนให้โยนลงทั้งก้อนใหญ่จะเห็นปลากระโดดเล่นลูกบอลกัน
จากนั้นเราก็จับกลุ่มเดินเข้าไปดูพระราชฐานชั้น เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระอัครมเหสี พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน และข้าบาทบริจาริกา ในเขตพระราช ฐานชั้น ในนี้ประกอบด้วยพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร หอวิฑูรทัศนา พระที่นั่งเวหาญจำรูญ พระตำหนักฝ่ายใน และอนุสาวรีย์ 2 แห่ง
ที่น่าสนใจก็คืออนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์หรือที่เรารู้จักกันในนามพระนางเรือล่ม ตามประวัติเล่าวว่าในปี
พ.ศ. 2423
สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์
พระบรมราชเทวี
เสด็จทิวงคต
เพราะเรือพระที่นั่งเกิดอุบัติเหตุล่มลงในแม่น้ำเจ้าพระยา
ณ อำเภอปากเกร็ด
จังหวัดนนทบุรี ขณะที่กำลังเสด็จพระราชดำเนินไปยังพระราชวังบางปะอิน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงเศร้าโศกเสียพระทัยเป็นยิ่งนัก
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้สร้างอนุสาวรีย์หินอ่อนขึ้นเพื่อเป็นที่รำลึกถึงด้วยความอาลัยรัก
พร้อมทั้งจารึกคำไว้อาลัยที่ทรงพระราชนิพนธ์ด้วยพระองค์เองไว้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ
มีจุดหนึ่งที่เราพูดคุยกันบริเวณพระราชวังบางปะอินมีทหารยามเฝ้าเป็นจุดๆ
แต่สวมชุดฟาติกแบบออกรบ
น่าจะมีการสวมชุดทหารมหาดเล็กให้สวยงาม
เมื่อเวลาเปลี่ยนเวรแล้วจัดเป็นกองเกียรติยศเหมือนในอังกฤษ
จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อีกทางหนึ่ง การเปลี่ยนเวรจัดให้เป็นเวลา
เราใช้เวลาอยู่สักพักก็ต้องขึ้นรถเพื่อตรงไปยังอีกหลายจุดในอยุธยาโดยเฉพาะไปยังพระราชวังโบราณอยุธยา
คือพระราชวังหลวงในพระนครศรีอยุธยา
ที่นั่นเราพบแต่ซากปรักหักพังที่พม่าบุกเข้าเผาเมืองจนกระทั่งกรุงศรีอยุธยาแตกเป็นครั้งที่
2 เห็นแล้วสลดใจครับ ทำให้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชต้องนำทัพปราบก๊กต่างๆทั่วประเทศแล้วย้ายกรุงเข้ามาตั้งมั่นอยู่ธนบุรี
เราได้รับความรู้ว่าจังหวัดอยุธยามีวัดอยู่กว่า
400 วัด เห็นจะจริงเพราะระหว่างรถบัสนำเราแล่นตามถนนนั้นเต็มไปด้วยวัดบางแห่ฃงมีวัดติดกัน
5-6 วัด และที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอยุธยาได้รับการประกาศเป็นแหล่งอายรธรรมของโลกจากองค์การยูเนสโก้ ผมก็เลยมาคิดว่าบางครั้งเราสูญเสียสิ่งหนึ่ง เราก็ได้สิ่งหนึ่งตอบแทนกลับมา
ฉบับหน้าจากรถเราไปลงเรือเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน
ล่องเรือกลับสู่กรุงเทพฯ-
ไหนๆก็พาเที่ยวแล้วก็ติดตามหน่อยนะครับ.....อ่านต่อ