ดินเนอร์ล่องเจ้าพระยา
การเดินทางกลับเมืองไทยคราวนี้ในช่วงระหว่างอยู่กรุงเทพฯเราได้บริษัท
SNS & Associates
เป็นธุระจัดการให้
โดยมีคุณเจี๊ยบ
ศศิประภา บริบูรณ์
และทีมงานทำหน้าที่อำนวยความสะดวก
ตั้งแต่เรื่องโรงแรม
รถทัวร์ การเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆเป็นการซื้อแพคเก็จทัวร์
ออกจากสำนักงานหนังสือพิมพ์มติชนเราตรงไปยังท่าเรือสี่พระยา
เพื่อลงเรือดินเนอร์ชื่อเรือบริษัทนี้คือ
Chaopraya Cruise ซึ่งเปิดรับจองผู้ที่จะนั่งเรือดินเนอร์จะไปแบบเดี่ยว
คู่ กรุ้ปเล็กกรุ้ปใหญ่เขารับทั้งนั้น แต่ก่อนเวลาลงเรือดินเนอร์ผู้บริการจะใช้เรือเอี้ยมจุ้นมาดัดแปลง เรื่องนี้เกิดขึ้นช่วงประมาณทศวรรษ
1970
ปัจจุบันเรือดินเนอร์มีการต่อให้ทันสมัยเป็นลักษณะของ
Cruise ตกแต่งอย่างสวยงาม มีบริการแบบครบเครื่องทั้งอาหารเครื่องดื่ม
ดนตรี ฟลอร์เต้นรำ ห้องกระจกเป็นแบบ
Private room ซึ่งจัดให้คณะของเราโดยตรง ที่นั่นเราได้พบกับคุณน้องหรืออาเทตยา
ประภากุล นักร้องจากแอล.เอ.ไปรออยู่ก่อนแล้วเพราะจะลงเรือดินเนอร์ด้วยกับคณะ
เธอเป็นแขกของเล็ก
ติงลี่
ก็ดีใจครับ
สอบถามได้ความว่าคุณน้องเดินทางมาธุระล่วงหน้าก่อนเราสัก
1 สัปดาห์
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าหลายท่านไม่ได้ร่วมลงเรือไปด้วย
รวมทั้งคุณทอม
ศรีพิพัฒน์และคุณนุช
จรรยา ลิ้มวัฒนา เพราะรู้สึกไม่สบาย อาจจะเป็นเพราะหลังลงจากเครื่องบินตอนกลางคืนพวกเราไปนั่งรับประทานอาหารต่อบริเวณร้านต้มยำหัวปลาถนนรัชดาภิเษก
อยู่กันจนเช้าก็เลยหมดแรง
สังเกตได้ว่าว่าชาวต่างชาติหลายชาติทั้งคนผิวขาว
แขกจากตะวันออกกลาง
คนจีน คนเกาหลี คนไทย ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวไปลงเรือดินเนอร์กัน
ก็เป็นจุดขายประการหนึ่งที่กรุงเทพฯยังมีมนต์ให้ผู้คนได้เสพบรรยากาศอันแตกต่างออกไป
เรือดินเนอร์ใช้เวลาประมาณ
2 ชั่วโมง แต่ละคนได้ดูทิวทัศน์แสงสี
2 ข้างลำน้ำเจ้าพระยา
เป็นอีกแบบหนึ่งในราคาไม่แพงนัก
แต่ได้เห็นธรรมชาติ
ชีวิตและสรรพสิ่งต่างๆที่เวียนว่ายอยู่ในบริเวณนั้น
ผมได้ยินแว่วๆจากคณะที่ร่วมเดินทางไปด้วยเมื่อเรือผ่านด้านหน้าโรงพยาบาลศิริราช คนที่เคยเรียนจบพยาบาลจากสถาบันนี้มาก่อนก็จะบอกให้เพื่อนร่วมเดินทางดูแล้วก็เล่าความหลัง
ส่วนคุณพรรณี
ไล้บางยาง
เล่าว่าเคยร่วมเดินขบวนประท้วงและช่วยเหลือนักศึกษาในช่วงเหตุการณ์
14 ตุลาคม 2516 เมื่อเรือผ่านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สังเกตว่ายอดโดมนั้นไม่มีไฟประดับสักดวงเพื่อที่จะได้เห็นความเด่นสง่าของโดม ไม่ทราบว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยจะประหยัดไฟไปถึงไหน
ไฟสักดวงสองดวงในยามค่ำคืนไม่น่าจะสูญเสียพลังงานไปมากมายนัก
หรืออาจจะอยู่ในระหว่างการดำเนินการก็ไม่ทราบ
คืนนั้นคุณพงษ์ศักดิ์
บุญชื่น หรือพี่เทิ่งร่วมลงเรือด้วย พอเรือผ่านบริเวณสโมสรราชนาวี เรายังชี้ห้องบนชั้นสองของสโมสรให้คุณสุทิน-คุณสุรภี
ทิวาศาสตร์
ดูเลยว่าห้องนั้น(ห้องของนายทหารสัญญาบัตร)เราเคยไปใช้บริการมาอย่างน้อยก็
2-3 ครั้ง โดยได้รับการต้อนรับอย่างดีจากท่าน
น.อ.สมหมาย บุนนาค
รน.สมัยนั้นท่านเป็นผู้จัดการสโมสร
สังเกตดูว่าภัตตาคารริมแม่น้ำเจ้าพระยานั้น
หลายแห่งอยู่ในระดับหรูมีการประดับด้วยงานศิลปะแบบไทยๆ บริเวณท่าเรือสี่พระยาตรงคณะเราลงเรือนั้นก็เป็นร้านจำหน่ายสินค้าประเภทต่างๆ รวมทั้งงานศิลปะอันหลากหลายรวมอยู่ในนี้ด้วย
ขึ้นจากเรือรู้สึกปวดท้องเบา เลยไปใช้บริการห้องน้ำของศูนย์การค้าที่สี่พระยา ค่าบริการ
2 บาทผู้เฝ้าจะแจกกระดาษชำระให้ด้วย ทำให้คิดถึงตอนไปปารีสเวลาจะใช้บริการห้องน้ำต้องหยอดเหรียญกระดาษชำระ
จากนั้นก็ไปหยอดเหรียญเข้าห้องน้ำอีก แตกต่างไปจากสังคมอเมริกันโดยสิ้นเชิง
นี่ล่ะครับเขาเรียกว่า”โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี”
รถบัสนำเรากลับมาถึงโรงแรมฟอร์จูนตกเวลาประมาณ
22.00 น. พอดีน้องๆของผมแวะมาเยี่ยมถึงโรงแรม เราเลยพากันไปต่อที่ร้านข้าวต้มหัวปลาเหมือนเดิม
เพราะกัปตันของร้านอัธยาศัยดี
เชียร์แขกและให้ความรู้หลายประการกับ”คนใหม่”ที่ไม่ค่อยได้กลับเมืองไทยบ่อยนัก
หลังจากนั้นเรากลับเข้าพักโรงแรมเพราะรุ่งขึ้นเตรียมออกเดินทางไปยังจังหวัดอยุธยา
.....ÍèÒ¹µèÍ
|