เงิน
1 แสนบาทกับเป้าหมายที่วางไว้
สัปดาห์ที่แล้วผมเขียนถึงการไปพบกับกองบัญชาการหน่วยทหารพัฒนาหรืออดีตกรป.กลางเมื่อวันที่
18 พฤศจิกายน
จากนั้นเรากลับออกมาประมาณ
14 น.เศษเวลาเหลือจึงแวะจอดรถไปเที่ยวซูเปอร์มาร์เก็ตกันสักชั่วโมงจึงตรงไปยังสำนักงานหนังสือพิมพ์มติชนซึ่งอยู่ประชานิเวศน์
1 หรือซอยวัดเสมียนนารี สำนักงานมติชนมีที่จอดรถทัวร์ด้านหลังเพราะจะมีองค์กรต่างๆมาดูงานเป็นประจำไม่ได้ขาด
เหมือนหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นๆที่คนนิยมไปดูงานกัน
ไปถึงเวลานัดหมายขึ้นไปที่ห้องประชุมชั้น
8 ชั้นนี้แต่ละห้องยังเป็นสำนักงานของพี่ช้างหรือคุณขรรค์ชัย
บุนปาน ,พี่ป๋องหรือคุณพงษ์ศักดิ์
พยัฆวิเชียร
ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
และคุณสมหมาย
ปาริจฉัตต์ กรรมการผู้จัดการบริษัท
ความจริงแล้วอาจารย์พงษ์ศักดิ์ขอนัด
11 น.เพื่อว่ากลางวันจะได้เลี้ยงอาหารแก่คณะ
แต่ไปติดขัดที่ต้องไปรับเลี้ยงจากกองบัญชาการหน่วยทหารพัฒนาเสียก่อน
เมื่อไปถึงปรากฎว่าอาจารย์พงษ์ศักดิ์
พยัฆวิเชียร
ยังติดประชุมที่กระทรวงสาธารณสุขจึงมอบหมายให้คุณสมหมาย
ปาริจฉัตต์
มาช่วยบรรยายถึงข่ายงานของมติชนกรุ้ปแทน
คุณสมหมายเคยมาบรรยายด้านสื่อสารมวลชนให้กับสมาคมสื่อมวลชนไทยในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี
1995 สมัยที่เขาเป็นนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย พอจับความได้ว่ามติชนมีหนังสือในเครือข่ายหลายฉบับเช่นมติชนรายวัน,ข่าวสดรายวัน,ประชาชาติรายสามวัน,มติชนสุดสัปดาห์,นิตยสารรายปักษ์เส้นทางเศรษฐี,เทคโนโลนยี่ชาวบ้าน,ศิลปวัฒนธรรมรายเดือน,สำนักพิมพ์ที่ผลิตหนังสือเล่ม,ตลอดจนคลังข้อมูลที่สามารถขายข้อมูลข่าวสารย้อนไปตั้งแต่สมัยอดีตที่จัดรวบรวมไว้อย่างดี
ในชายคาของมติชนนั้นมีพนักงานฝ่ายต่างๆรวมกันแล้วกว่า
1,200 คน(ไม่นับสมาชิกครอบครัวของพวกเขาอีก) คิดเอาเองก็แล้วกันว่ามันเป็นองค์กรที่ใหญ่ทีเดียว เมื่อมาเทียบกับองค์กรของหนังสือพิมพ์ไทยในสหรัฐที่มีคนทำงานอยู่บางฉบับไม่เกิน
10 คนแล้วก็ใจหายนะครับ
สมัยที่ผมทำมติชนอยู่นั้นเมื่อนับรวมฝ่ายต่างๆแล้วมีประมาณไม่เกิน
100 คน
เมื่ออาจารย์พงษ์ศักดิ์มาถึงท่านก็กล่าวสวัสดีและพูดภาษาอังกฤษกับทุกคนเพื่อให้เพื่อนชาวอเมริกันที่เดินทางไปด้วยรับทราบ
ก่อนที่จะกล่าวเป็นภาษาไทย
ซึ่งเราเคยนำข่าวมาเสนอแล้ว
อาจารย์พงษ์ศักดิ์กล่าวว่าหนังสือพิมพ์ในโลกนี้มีสายเลือดอันเดียวกัน
มีวัตรปฏิบัติเหมือนกันเพียงแต่กรอบกติตาของสังคมแตกต่างกัน เช่นสังคมอเมริกันได้เปิดโอกาสแห่งเสรีภาพมากกว่าสังคมอื่น
แต่กระนั้นก็ดีเสรีภาพจะต้องมาควบคู่กับความรับผิดชอบในการเสนอข่าวสารหรือเรื่อราวใดๆก็ตาม
นอกจากนี้ยังพูดถึงบทบาทของสื่อมวลไทยในในสหรัฐอเมริกาที่น่าจะทำได้
เช่นการสะท้อนความคิดเห็นกลับไปยังเมืองไทย
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะมาซื้อตึกเพื่อสร้าง
Thailand Plaza หรือทำไมการบินไทยต้องลดเที่ยวบินในช่วงที่เป็น Peak Season เป็นต้น
สังคมอเมริกันกับอาจารย์พงษ์ศักดิ์ไม่ใช่เรื่องแปลกหน้าเพราะเขาเรียนจบปริญญาโทวิชาการหนังสือพิมพ์จากมหาวิทยาลัยวิคอนซิน(แมดิสัน)ช่วงทศวรรษ
1960 ปัจจุบันได้รับการบรรจุเข้าสู่หอเกียรติยศ (Hall of Fame) ของมหาวิทยาลัยในฐานะศิษย์เก่าดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จในวิชาชีพหนังสือพิมพ์
อีกด้วย
อาจารย์ป๋องมีลูกเล่นเสมอท่านบอกว่าการกลับมาเล่นกอล์ฟที่เมืองไทยถือเป็นเรื่องที่ดี
มีจิตกุศลที่จะนำเงินมาช่วยเหลือเมืองไทยและนำเงินมาใช้จ่ายในบ้านเรา แต่ทุกคนก็อย่าหวังว่าจะได้ถ้วยกลับไปกันทุกคนนะครับ พูดยิ้มๆที่มุมปาก อีกด้านหนึ่งอาจารย์ป๋องเคยเขียนข่าวและแปลข่าวกอล์ฟให้กับนิตยสารกอลืฟในเมืองไทย
เพราะผมเคยนั่งรถไปส่งต้นฉบับกับอาจารย๋ป๋องมาแล้วเมื่อประมาณปี
2514 และยังเป็นคนเล่นกอล์ฟสม่ำเสมออีกด้วย
เหตุหนึ่งมีบ้านอยู่ติดสนามกอล์ฟในหมู่บ้านนวธานี
จากนั้นคณะของพวกเรากล่าวคำอำลาเพื่อเดินทางไปลงเรือดินเนอร์ล่องแม่น้ำเจ้าพระยาในคืนนั้นโดยมีการจองที่นั่งในเรือไว้ที่ท่าเรือสี่พระยา
ในคืนวันแข่งขันมีพิธีมอบถ้วยอาจารย์พงษ์ศักดิ์ก็ร่วมเดินทางมาเป็นประธานในงาน
ทุกคนสนุกสนาน โดยเฉพาะคุณมาโนชญ์
คงทอง ออกไปวาดลวดลายกับนักร้องสาวสวยที่มาโค้งเขาออกไปเต้นรำ
มาถึงตรงนี้ผมก็อยากจะขอรวบรัดสักหน่อยกล่าวคือวันศุกร์ที่
2 ธันวาคมผมนัดอาจารย์พงษ์ศักดิ์ไปมอบเงิน
100,000 บาทให้สภาการหนังสือพิมพ์นำไปดำเนินการด้านสื่อสารมวลชนในเมืองไทยตามที่เห็นสมควร ผมนัดไปยังคุณศุภชัย
จิวะไพบูลย์ศักดิ์
เขาก็ติดขัดธุระ ส่วนคุณทอม
ศรีพิพัฒน์และคุณจรรยา
ลิ้มวัฒนา
ในวันนั้นติดอยู่ที่สสนามกอล์ฟเลยต้องไปคนเดียว
ฉบับหน้าผมจะพูดถึงรายละเอียดเรื่องอื่นๆ
อาจจะย้อนกลับไปกลับมาบ้าง
เอาเป็นอันว่าขอถือความสำคัญเป็นหลัก การท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ-อุตรดิตถ์-ตากนั้นยังมีเรื่องสนุกอีกมาก
โปรดติดตามครับ.....อ่านต่อ
|