การส่งเงิน-แลกเงินในตลาดมืด

ในห้วงเวลานี้เงินสกุลดอลลาร์แข็งตัวขึ้น เป็นการแข็งในรอบ 2 ปีทีเดียว ผมอ่านข่าวเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พบว่าอัตราแลกเปลี่ยน 1.1870 ดอลลาร์เท่ากับ 1 ยูโร และเท่ากับ 118.38 เยน และแลกเป็นเงินไทยได้ 41.23 บาท ทั้งๆที่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ตก 40 บาทเศษๆ  นักวิเคราะห์การเงินของไทยเชื่อว่าสัปดาห์นี้หรือประมาณวันที่ 14 พฤศจิกายนค่าเงินบาทจะอยู่ในระดับ 41.30-41.40 บาทต่อดอลลาร์ คงไม่อ่อนไปกว่านี้

การแข็งขึ้นของเงินดอลลาร์มีสาเหตุหลายประการคือเกิดจากนักค้าเงินและนักเก็งกำไรค่าเงิน พวกนี้มีอิทธิพลต่อการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนมากทีเดียว เพราะจะเป็นคนจับกระแสตลอดเวลาว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่างเช่นในสัปดาห์นี้จะมีการขายพันธบัตรรัฐบาลอเมริกัน(U.S. Treasuries) 44  พันล้านดอลลาร์ โดยต่างประเทศจะมีส่วนซื้ออันสำคัญการซื้อก็ต้องใช้เงินดอลลาร์เข้าซื้อเป็นเหตุหนึ่งให้ค่าดอลลาร์แข็งขึ้น

นักวิเคราะห์บางคนบอกว่าเมื่อเกิดการจลาจลขึ้นที่ปารีสและลุกลามไปยังหลายเมืองในฝรั่งเศส โดยรัฐบาลฝรั่งเศสไม่อาจควบคุมได้ นักท่องเที่ยวหนีออกจากฝรั่งเศสก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่คนหันไปถือเงินสกุลอื่นแทนสกุลยูโร

  อีกเหตุผลหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลกลางสหรัฐเพิ่มอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารเป็น 4 % และมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ในขณะที่ธนาคารกลางยุโรป( the European Central Bank)ยังไม่มีทีท่าว่าจะขยับอัตราดอกเบี้ยที่คงอยู่ 2 % ถือว่าต่ำมาก อัตราดอกเบี้ยก็มีส่วนที่ทำให้คนย้ายไปถือสกุลเงินเช่นกัน จึงทำให้ค่าดอลลาร์แข็งขึ้น

  ไม่แต่เพียงเรื่องค่าเงินเท่านั้นครับ ตลาดหุ้นของสหรัฐเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนก็มีการซื้อขายเพิ่มขึ้น หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบต่ำลงไปกว่าบาเรลละ 60 ดอลลาร์ นักค้า(อีกแล้ว)แทนที่จะถือหุ้นกลุ่มบริษัทพลังงานเช่นน้ำมันก็หันไปซื้อหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี่และกลุ่มการเงินแทน หุ้นของบริษัท Intel Corp. เพิ่ม 2.1 % หรือตกหุ้นละ 24.50 ดอลลาร์ในตลาด Nasdaq

  ขณะที่กลุ่มการเงินอย่าง Citigroup เพิ่ม 1.8 % ตกหุ้นละ $46.43 ที่ตลาดหุ้นนิวยอร์ก(NYSE)ขณะที่ หุ้นของ  US Bancorp เพิ่ม 1.4 % หรือตกหุ้นละ 29.09 ดอลลาร์

 ที่ผมนำตัวเลขมาเขียนให้ปวดหัวเล่นนี้ก็เพราะเรื่องเงินๆทองๆมีความสำคัญต่อคนทุกคน รวมทั้งคนที่ส่งเงินและรับแลกเงินในตลาดมืด คือตลาดที่ไม่เปิดเผยและเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

 ทุกวันนี้ทั่วโลกก็ยังมีการส่งเงินกันแบบตลาดมืดอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง อย่างเช่นแม่ครัว เว็ตเตรสหรือแม้กระทั่งนักธุรกิจจะส่งเงินเข้าเมืองไทย หลายรายยังต้องพึ่งการส่งเงินในตลาดมืด เพราะบางรายส่ง 300-500 ดอลลาร์ หากไปส่งอย่างถูกกฎหมายก็ไม่คุ้ม ยิ่งไป Transfer ตามธนาคารจะต้องขอดู ID แถมค่าส่งก็แพงครั้งละ 40 ดอลลาร์

 สู้ยอมเสียค่าบริการจากคนไทยที่รับส่งเงินด้วยกันดีกว่า กล่าวคือถูกหัก 1 ดอลลาร์ต่อ 1 บาท และค่าบริการอีกเล็กน้อยก็ยังถือว่าคุ้มกว่าไปส่งอย่างถูกต้อง ที่สำคัญสะดวกเพราะเคยส่งกันมานาน สัปดาห์ที่แล้วก็ได้รับฟังเว็ตเตรสบางคนบอกว่าส่งไปให้แม่ที่เมืองไทยได้ 39 บาทเท่านั้นเพราะอัตราแลกเปลี่ยนทางการตก 40 บาทเศษๆ

     อย่างผมไปเมืองไทย 2 ปีที่แล้วก็ต้องพึ่งตลาดมืดกล่าวคือถือเงินดอลลาร์ไป จะมีนักรับแลกเงินมาถึงโรงแรมพกเงินบาทมาจำนวนมาก เพราะเราไปกันเป็นคณะใหญ่ เมื่อดูอัตราแลกเปลี่ยนแล้วผมก็ว่าเข้าท่า  เขามาบริการถึงที่แถมได้อัตราดีกว่านำไปแลกธนาคาร เป็นไผ๋จะไม่เอาล่ะครับ ทั้งๆที่รู้ว่ามันผิดกฎหมาย (แต่ผมก็ไม่ได้ไปปล้นหรือฆ่าใครเพราะนั่นมันเป็นบาป ซึ่งแย่กว่าทำผิดเล็กๆน้อยๆแบบแลกเงิน)

 เรื่องการส่งเงินโอนเงินไปทั่วโลกนี้เป็นธุรกิจที่เป็นล่ำเป็นสันโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกาไปยังประเทศอื่นทั่วโลก ประเทศเม็กซิโกถือเป็นอันดับ 2 ที่เงินตราต่างประเทศเข้าสู่ประเทศของตนรองจากการขายน้ำมันดิบ ด้วยคนเม็กซิโกจำนวนมากส่งเงินไปให้ญาติพี่น้องของตนใช้จ่ายทุกเดือน ธนาคารเวลส์ฟาร์โก้ถึงกับเปิดบัญชี InterCuenta Express Account เพื่อส่งเงินสู่เม็กซิโก,เอล ซัลวาดอร์,และกัวเตมาลาได้ถึงวันละ 3,000 ดอลลาร์คิดค่าบริการเพียง 5 ดอลลาร์ต่อ transfer

 อันนี้เป็นการกระทำที่ถูกต้องตามกฎหมายนะครับเพราะผ่านธนาคาร

นอกจากนี้ธนาคารเวลส์ ฟาร์โก้ยังมีบัญชี International Remittance Accounts เพื่อส่งเงินไป อินเดียโดยเฉพาะส่งได้ถึงวันละ 3,000 ดอลลาร์เสียค่าทรานสเฟอร์ 5 ดอลลาร์

 ส่วนบัญชี International ATM Remittance Account จัดเป็นบัญชีให้กับคนฟิลิปปินส์ที่อยู่ในสหรัฐฝากเงินเข้าบัญชีของตนจะฝากเท่าไหร่ก็ได้ โดยคนฝากจะเป็นผู้เสียค่าบริการฝากคราวละ 5 ดอลลาร์ จากนั้นก็จะมีบัตร ATM มอบให้เพื่อว่าญาติในฟิลิปปินส์ไปกดเครื่อง ATM เอาเงินออกมาใช้ได้ทันทีเป็นเงินสกุลเปโซ แต่จะเบิกเป็นมูลค่าเกินวันละ 400 ดอลลาร์สหรัฐไม่ได้

เห็นหรือยังครับว่าความสะดวกในการส่งเงินนั้นธนาคารทำกันเป็นล่ำเป็นสัน เพราะเขารู้ว่าคนชาติไหนยากจนต้องส่งเงินกลับไปช่วยญาติพี่น้องของตัวเองมาก เขาก็มุ่งไปที่ประชากรประเทศนั้นๆ

หากเรานำเรื่องนี้มาเปรียบเทียบกับการส่งเงินผ่านตลาดมืดของคนไทย ผมคิดว่าตลาดมืดของเราแพงกว่านะครับ เช่นสมมติจะส่งเงิน 3,000 ดอลลาร์เข้าเมืองไทย เราจะต้องเสีย 3,000 บาทบวกค่าธรรมเนียมการโอนประมาณ 8 ดอลลาร์ สรุปแล้วเราต้องเสียประมาณ 83 ดอลลาร์ต่อการโอนกล่าวคือ 3,000 หารด้วย 40 ก็จะตก 75 บวก 8 ก็เท่ากับ 83 ดอลลาร์

หากส่งไป 500 ดอลลาร์ก็เอา 500 ตั้งหารด้วย 40 ก็จะตก 12.50 บวก 8 ดอลลาร์ค่าธรรมเนียม ดังนั้นท่านจะเสีย 20.50 ดอลลาร์

ผมเอาตัวเลขมาให้ท่านคิด การส่งเงินในตลาดมืดก็ใช่ว่าจะถูกนะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ยอมส่งก็คือการซื้อความสะดวก.....ÍèÒ¹µèÍ

 

 

 
 
 
 
 
 
     

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy