สื่อมีไว้เพื่อเสนอข่าวอย่างเดียวหรือ?
ผู้อ่านหลายท่านสอบถามผมมาว่าสื่อมีหน้าที่อย่างไรบ้าง มีหน้าที่กัดกันหรือเปล่า ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็บอกว่าสื่อมีหน้าที่รายงานข่าวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะรายงานทุกเหตุการณ์ ส่วนใหญ่จะสื่อจะรายงานเรื่องที่น่าสนใจเกิดขึ้นกับชุมชนที่ตัวเองอาศัยอยู่ อย่างเรื่องที่เกิดขึ้นกับชุมชนไทยในแอล.เอ. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดี-เรื่องเลวก็จะต้องสะท้อนภาพความจริงและข้อเท็จจริงออกมาให้ผู้อ่านรับทราบ
หากจะพูดกันแบบสรุปหัวข้อสักหน่อย สามารถบอกได้ว่าหน้าที่ของสื่อมีอยู่หลายประการกล่าวคือ
1.การรายงานข่าวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะรายงานด้วยตัวหนังสือ(หนังสือพิมพ์-นิตยสาร-สิ่งตีพิมพ์) ภาพข่าว ภาพเคลื่อนไหว คำพูดฯลฯในยุคปัจจุบันมีทั้งสื่อวิทยุ ทีวี.และเมื่อมีอินเตอร์เน็ตก็จะเกิดลักษณะของมัลติมีเดียขึ้นมาในที่เดียวกันนั่นคือผู้อ่านได้อ่านข่าว ได้เห็นภาพเคลื่อนไหวของการรายงานข่าว ได้ยินเสียงของโฆษก ลักษณะของการรายงานข่าวยังมีเรื่องแยกย่อยออกไปอีกมาก คงจะยกตัวอย่างง่ายๆเช่นรายงานข่าวแจกหรือข่าวประชาสัมพันธ์ รายงานข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รายงานข่าวระดับสูงคือมีการเจาะข่าว เพื่อนำความจริงทั้งหมดออกมาให้ผู้อ่านได้รับทราบ ตัวอย่างเช่นการเจาะข่าวคดีวอเตอร์เกต ฯลฯ เป็นต้น
2.สื่อให้ความบันเทิงอารมณ์ มองเฉพาะหนังสือพิมพ์ก็จะมีข่าวดารา
ภาพและข่าวซุบซิบ
เรื่องขำขัน
การ์ตูนล้อเลียน
ข่าวกีฬา สารคดีเบาๆแบบท่องเที่ยว
สิ่งเหล่านี้คือการให้ความบันเทิงอารมณ์ต่อผู้อ่าน
3.การแสดงความคิดเห็น สื่อเป็นเสมือนตลาดกลางแห่งความคิดเห็นในปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับชุมชนหรือสังคม อย่างเช่นในคอลัมน์บทบรรณาธิการ คอลัมน์จดหมายที่ผู้อ่านแสดงความเห็นมาร่วม คอลัมน์บทความต่างๆ
ความคิดเห็นหรือความคิดถือเป็นเรื่องสำคัญเพราะคนเราอาจจะมีความรู้เหมือนกันเท่าเทียมกัน
แต่ความคิดแตกต่างกัน
บางคนคิดลึกซึ้งกว้างไกล
บางคนไม่เป็นระบบ
บางคนคิดตื้นๆไม่ลึกซึ้งในการมองปัญหา บ่อยครั้งที่บุคคลเหล่านี้ถูกเรียกว่าพวกสมองหมา
ปัญญาควาย
4.ส่งเสริมธุรกิจ-การค้า ชุมนุมจะอยู่ได้ก็ด้านธุรกิจ-เศรษฐกิจ ดังนั้นสื่อมีหน้าที่ประการหนึ่งที่จะสนับสนุนให้เศรษฐกิจของชุมชนเติบโต มีการลงประกาศแจ้งความโฆษณาสินค้า คนลงโฆษณาเมื่อมีสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ดีๆก็ต้องการให้คนไปซื้อ หนังสือพิมพ์หรือสื่ออื่นๆก็จะได้ค่าโฆษณาเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงาน เป็นค่าพิมพ์ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทั้งหมดก็คือวงจรของธุรกิจ-เศรษฐกิจ
5.สื่อยังเป็นเสมือนมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่(
ศ.เสฐียร พันธรังษี)
ที่ให้ความรู้แก่ผู้อ่านด้วยการถ่ายทอดงานทางด้านวิชาการ
วิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี่
การค้นพบสิ่งใหม่ๆของมนุษย์
หน้าที่ของสื่อเท่าที่รวบรวมหลักๆก็มีดังข้างต้นครับ ส่วนคนทำสื่อจะมีความสามารถพิเศษด้านอื่นๆแล้วไปแสดงออกให้ปรากฎในชุมชนเช่นไปร้องเพลง
ไปเล่นละคร
ไปเป็นประธานจัดงานซึ่งไม่เกี่ยวกับวงการสื่อนั้นไม่ใช่หน้าที่ แต่เป็นความสามารถเฉพาะตัว ดังนั้นผู้อ่านจะต้องแยกให้ชัดเจนเพราะบางทีสื่อเองก็ไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองให้สมบูรณ์หรือทำเกินขอบเขตของหน้าที่ ดังนั้นหนังสือพิมพ์หรือองค์กรสื่อจะต้องมีประมวลจริยธรรมของสื่อไว้ชัดเจน อาจจะเรียกว่า a code of conduct หรือ News Ethics Policy ก็ได้ (หนังสือพิมพ์เรียกว่าจรรยาบรรณ,ชาวบ้านเรียกว่าศีลธรรม,ทนายความเรียกว่ามารยาททนาย,แพทย์เรียกว่าจรรยาแพทย์
เมื่อรวมความแล้วก็คือจริยธรรมนั่นเอง)
ในแอล.เอ.
สื่อไทยทั้งหลายดำเนินธุรกิจแบบครอบครัว
ไม่ใช่องค์กรขนาดใหญ่ เมื่อมีปัญหาจริยธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง
จึงไม่มีใครสามารถเอาผิดได้ เพราะสื่อผู้นั้นเป็นทั้งเจ้าของ
บรรณาธิการ
คนทำข่าว เป็นช่างภาพ
คนส่งหนังสือพิมพ์เอง จึงกลายเป็นว่าเมื่อตัวเองทำผิด
ก็ไม่มีบทลงโทษ ความข้อนี้รวมถึงผมด้วยนะครับที่อาจจะไปกล่าวล่วงละเมิดคนอื่น
อย่างดีบุคคลผู้ถูกผมกล่าวละเมิดอาจด่าผมอยู่ในใจ
หรือหนักเข้าอาจยื่นฟ้องร้องได้
ผมอยากจะยกให้เห็นกรณีนายสุรพล
สุขถาวร หัวหน้าศูนย์ข่าวเดลินิวส์ในสหรัฐ(ตำแหน่งขณะนั้น)นำอุจจาระ+
ผ้าซับระดูของภรรยา(ตามข่าว)ไปโปะหัวนายทองดี
สุขเดช
ในระหว่างการเคลียร์เรื่องกอล์ฟคิงส์คัพ
เหตุเกิดบนสถานกงสุลใหญ่แอล.เอ.
หากผมจำไม่ผิดก็น่าจะเป็นเดือนมีนาคม 2003
ผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำนอกเหนือหน้าที่ผู้สื่อข่าวนั้น
เป็นเหตุให้เจ้าของเดลินิวส์ได้ไล่นายสุรพลออกจากสังกัด พร้อมทั้งโทรศัพท์ไปขอขมาปลัดกระทรวงการต่างประเทศ
ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของสถานกงสุลใหญ่แอล.เอ. ขณะเดียวกันนายอิสินธร
สอนไว กงสุลใหญ่แอล.เอ.ก็ออกประกาศห้ามไม่ให้นายสุรพลเข้าสถานกงสุลใหญ่อย่างไม่มีกำหนด จนกว่าจะนำเงินกว่า
700 ดอลลาร์ไปชำระให้เรียบร้อย
เพราะเงินดังกล่าวถือว่านายสุรพลทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ
คือต้องไปจ้างบริษัทมาชำระล้างสิ่งโสโครกรวมทั้งรื้อทิ้งพรมปูพื้น,โต๊ะเก้าอี้ที่เปื้อน
เป็นต้น
เรื่องนี้ก็เหมือนเช่นเราขับรถไปชนเสาไฟฟ้าในเขตแอล.เอ.ทำให้เสาไฟฟ้าหัก
เราเจ็บตัวและรถของเราเองพังยังไม่พอ เราจะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่
City of Los Angeles ด้วย เพราะเป็นผู้ดูแลเสาไฟฟ้า(สาธารณูปโภค)เสาไฟฟ้ามาจากไหน ก็มาจากเงินภาษีอากรของส่วนรวม
นี่ชัดเจนที่สุดครับ
นอกจากนี้ยังถือว่าผิดมารยาทของการทำข่าวอีกด้วยกล่าวคือในวันเคลียร์เรื่องประธานกอล์ฟคิงส์คัพนั้นสถานกงสุลใหญ่ไม่ได้มีการเชิญนักข่าวไปร่วมด้วย กฎเกณฑ์ของการทำข่าวมีอยู่ว่าการได้มาซึ่งข่าวจะต้องได้มาแบบสุภาพและผู้เป็นข่าวยินยอมด้วย
เป็นจริยธรรมข้อหนึ่งของการทำหนังสือพิมพ์
ส่วนนายทองดี
สุขเดช ก็ถูกขี้โปะหัวโทษฐานไปเขียนเปิดโปงผู้อื่นให้ได้รับความอับอายและเสียหาย
นายทองดีสามารถไปแจ้งความตำรวจได้ฐานถูกทำร้ายร่างกายด้วยขี้ ทำให้ได้รับความเหม็นและความอับอาย แต่การพิจารณาคดีจะเป็นอย่างไรนั่นเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง
อีกตัวอย่าง
เมื่อวันที่
30 กันยายน 2005 มีการประชุมคณะกรรมการจัดงานไทยนิวเยียร์-สงกรานต์เฟสติวัล
ที่สถานกงสุลใหญ่แอล.เอ.
ที่ประชุมยอมรับว่าข่าวจะเสนอได้เป็นลักษณะของข่าวที่คณะผู้จัดงานต้องการให้เสนอ ดังนั้นจะมี
Press Release ถึงหนังสือพิมพ์
ซึ่งผู้รับผิดชอบประกอบด้วยกงสุลชนะ
เมี้ยนเจริญและคุณภาณุพล
รักแต่งาม ถือเป็นกติกาที่วางกันไว้ตั้งแต่แรก ดังนั้นเราก็จะต้องรอข่าวแจกจากประชา
สัมพันธ์ทั้ง
2 คน
อีกกรณีหนึ่ง
หากสื่อไปเป็นข่าวเสียเองความลำเอียงในการเสนอข่าวก็ย่อมเกิดขึ้น
ตัวอย่างการชุมนุมแสดงความจงรักภักดีที่หน้าสถานกงสุลใหญ่แอล.เอ.วันที่
24 กันยายน 2005 นั้น
ผมก็ไปร่วมสังเกตการณ์อยู่ด้วย มีบรรณาธิการหนังสือพิมพ์และนักเขียนหลายคนเข้าร่วมอยู่ในที่ชุมนุมนั้น แต่เมื่อรายงานข่าวจำนวนคนไปร่วมชุมนุมกลับมีตัวเลขที่แตกต่างกันกล่าวคือ
หนังสือพิมพ์ไทยทาวน์รายงานว่ามีคนกว่า
200 คน เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ข่าวสดและนสพ.เสรีชัย ส่วนหนังสือพิมพ์สยามมีเดียแจ้งว่ากว่าร้อยคน คอลัมน์รังสิตสุขสันต์ในเอเชี่ยนแปซิฟิกบอกว่า
150 คนและเอเชี่ยนแปซิฟิกรายงานว่าระหว่าง
60-70 คน ดังนั้นเราจึงเห็นความแตกต่างในตัวเลขเหล่านี้
ส่วนกรณีที่คนเขียนหนังสือพิมพ์ไปฉ้อโกงผู้อื่นเช่น
นายศุภชัย
ตรีบำรุง ยักยอกเงินจากการจำหน่าย
Raffle ของศูนย์ส่งเสริมชาวไทย
80 ดอลลาร์ ตามหลักฐานเช็คของนายพิชัย
ศิวะภิญโญยศ นั้น ผู้เสียหายประกอบด้วยศูนย์ส่งเสริมชาวไทยและนายพิชัย(ถ้าต้องการเอาเรื่อง)ก็ต้องไปแจ้งความตำรวจฐานถูกยักยอกทรัพย์
สำหรับผลกระทบทางด้านหนังสือพิมพ์
ต้นสังกัดของนายศุภชัยคือหนังสือพิมพ์สยามโครนิเคิล ยังไม่ได้ลงโทษยังคงปล่อยให้เขียนหนังสือต่อไป ซึ่งก็คงไม่มีกฎจริยธรรมอะไรมาเอาผิดได้ เพราะหนังสือพิมพ์ฉบับนี้เสนอข่าวตอหลดตอแหลอยู่ตลอดเวลา
ผมจึงอยากให้ผู้อ่านมองว่าการเสนอข่าวในแง่ลบของคนทำหนังสือพิมพ์ด้วยกันไม่ใช่เรื่องของการกัดกัน แต่สิ่งที่ตามมาจนกลายเป็นความขัดแย้ง เพราะคนทำสื่อที่ตกเป็นข่าวไม่ยอมรับความผิดที่ตัวเองทำลงไป จึงออกมาตอบโต้
ก็เลยกลายเป็นศึกทางปลายปากกาไป อีกอย่างก็อย่าลืมว่าปากกามีไว้เพื่อปกป้องเกียรติยศศักดิ์ศรีของตัวเองเหมือนกัน
หากเรื่องใดที่จะมาดีสเครดิตกัน ก็ต้องชี้แจงกันมากหน่อย
โดยเฉพาะเรื่องข่าวตอแหลทั้งหลายแหล่
ดังนั้นการอ่านข่าว
การพิจารณาความผิดถูกง่ายนิดเดียวคือหาสมุฐานของเรื่องที่เกิดขึ้นว่ามันมาจากอะไรก่อน
จากนั้นจึงไปพิจารณาผลที่ตามมา
แล้วค่อยชี้ชัดไปว่าความผิดถูกคืออะไร สรุปแล้วการจะเป็นคนเที่ยงตรงหรือสื่อเที่ยงตรงได้สมบูรณ์แบบไม่ต้องไปพิจารณาอื่นใกล ขอให้คนทำสื่อถือศีล
5 ให้ดีและปฏิบัติให้ชอบ ใช้สามัญสำนึกในเรื่องความผิดชอบชั่วดีเท่านั้นก็น่าจะเป็นสื่อที่ดีได้-ผิดไปจากนี้ไม่ใช.....อ่านต่อ
|