บุญส่ง ชเลธร (ซ้าย)กำลังรับพรจากอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ในงานขับขวัญคืนสู่เหย้าหลังจากไปอยู่สวีเดนมา 30 ปีเพื่อกลับมาทำงานการเมือง

การเลือกตั้งส.ก.และส.ข.กรุงเทพฯ
พรรคและ”ตระกูล”ในพื้นที่ยังครอง

การเลือกตั้งในกรุงเทพฯเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2010 แบ่งเป็น 2 แบบคือการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)รวม 50 เขต มีส.ก.ได้ 61 คน ผลการเลือกตั้งปรากฎว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ 45 คน พรรคเพื่อไทยได้ 15 คน ผู้สมัครอิสระได้ 1 คน  ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 4,139,075 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 1,702,845 คน คิดเป็น 41.14 % (เดิม 41.94 %) มีบัตรเสีย 69,669 บัตร คิดเป็น 4.09 % ไม่ประสงค์ลงคะแนน 105,061 คิดเป็น 6.17 %   

แบบที่สองเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต(ส.ข.) 36 เขต มีผู้ได้รับการเลือกตั้งทั้งสิ้น 256 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ 210 คน ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย 39 คน และผู้สมัครอิสระ 7 คน เขตที่มี ส.ข.ได้ 7 คน มี 32 เขต ที่เหลือมีได้ 8 คน ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้ง 2,737,054 คน มีผู้มาแสดงตนใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ข.ทั้งสิ้น 1,151,483 คน คิดเป็น 42.07 %(จากเดิม 42.70 %)บัตรเสีย 56,020 บัตร คิดเป็น4.87 % ไม่ลงคะแนน 94,871 คน คิดเป็น 8.24 %

  สรุปก็คือพรรคประชาธิปัตย์กำชัยในการเลือกตั้งทั้ง 2 แบบ พรรคการเมืองใหม่(ก.ม.ม.)ที่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งทั้ง 2 แบบแต่ไม่มีผู้ได้รับเลือกตั้ง จึงเป็นเหตุผลที่กรรมการบริหารพรรคก.ม.ม.จะได้นำไปสรุปบทเรียนเพื่อการแก้ไขในโอกาสต่อไป

ถามว่าแปลกใจหรือไม่ที่ผลออกมาเช่นนี้ ตอบว่าไม่น่าแปลกใจอะไรเพราะพรรคการเมืองใหม่นั้นใหม่จริงๆ อีกทั้งแยกตัวมาจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อให้เป็นพรรคการเมือง เป้าหมายแรกกลุ่มพันธมิตรฯไม่คิดจะตั้งพรรคการเมือง แต่เมื่อ”ยืมจมูก”คนอื่นหายใจไม่ได้ก็จำเป็นต้องตั้งพรรคขึ้นมา เมื่อตั้งขึ้นมาแล้วก็ต้องทำต่อไป เหมือนกับการปลูกต้นไม้ ไม่ใช่เพิ่งหว่านเมล็ดลงไป”ผล”มันจะงอกออกมาเลย แม้กระทั่งการเพาะถั่วงอกยังต้องใช้เวลา 3-4 วันกว่าจะได้รับประทาน

แต่ที่น่าสังเกต หากเราจับเอาพรรคปชป.เทียบกับพรรคเพื่อไทย จะมองเห็นภาพความพ่ายแพ้ของพรรคเพื่อไทยได้ชัดเจน กล่าวคือการเลือกตั้งสข. 14 เขต วันที่ 6 มิถุนายน 2010 หลังเหตุการณ์พฤษภาคมขอคืนพื้นที่ได้ไม่นาน ปชป.ได้รับเลือกยกทีม 10 เขต เพื่อไทยยกทีม 3 เขต และอีก 1 เขต แบ่งจำนวนสข.กันไป

 

 ต่อมาเป็นการเลือกตั้งซ่อมส.ส.กทม.เขต 6 วันที่ 25 กรกฏาคม 2010 แทนนายทิวา เงินยวง ส.ส.ปชป.ที่ถึงแก่กรรม ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย-ก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายคนเสื้อแดง พ่ายแพ้ พนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์

ครั้งที่สามที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมก็เห็นผลออกมาแล้วว่าปชป.กุมชัยชนะ

สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตก็คือผลการเลือกตั้งยังมาด้วย”ชื่อพรรค”เช่นพรรคประชาธิปัตย์คนกรุงเทพฯยังนิยมเลือกและเลือกมากว่า 50 ปีแล้ว ลักษณะดังกล่าวย้อนไปหาผลการเลือกตั้งในอดีตเช่น ช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 พรรคประชากรไทยที่นำโดยนายสมัคร สุนทรเวช มาแรงแบบ”ขวาพิฆาตซ้าย”ใครลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคนี้ก็ได้กันทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่นคนที่ไปจากแอล.เอ.คุณอุส่าห์ สระมาลา(ถึงแก่กรรม)อดีตนายกสมาคมธรรมศาสตร์แห่งแคลิฟอร์เนีย,คุณสัญญา สถิรบุตร อดีตนายกสมาคมไทยแห่งแคลิฟอร์เนียภาคใต้ก็ได้รับเลือกเป็นส.ส.กรุงเทพฯเพราะบารมีของหัวหน้าพรรคประชากรไทย

พฤติกรรมการหย่อนบัตรเช่นนี้ยังเกิดในยุคที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เฟื่องฟูใครที่ลงสมัครในนามพรรคพลังธรรมก็ได้เป็นส.ส.กทม.ทั้งนั้น

อีกประการหนึ่งเป็นเรื่องของคนในพื้นที่หรือ”คนในตระกูล”ที่มีผลงานให้กับพื้นที่นั้นๆมาแล้ว ผมเห็นรายชื่อหลายคนเช่นในเขตบางบอน-บางขุนเทียน ลูกหลานของกำนันปลิว ม่วงศิริ เข้ามากันได้ไม่ยากดังนี้ ส.ก.เขตบางบอน-นายณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ พรรคประชาธิปัตย์,ส.ก.เขตบางขุนเทียน- เขตที่ 1นายสารัช ม่วงศิริ พรรคประชาธิปัตย์ เขตที่ 2 นายสาทร ม่วงศิริ พรรคประชาธิปัตย์

เขตบางซื่อ- น.ส.พรพิมล คงอุดม พรรคประชาธิปัตย์ ผมไม่ทราบว่าคุณพรพิมลเป็นอะไรกับคุณชัชวาลย์ คงอุดม(ชัช เตาปูน)แต่ก็น่าจะเกี่ยวเนื่องกันอาจเป็นลูกสาวหรือหลานสาวก็ได้ ในเขตมีนบุรี-นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ พรรคเพื่อไทย เขาเป็นส.ก.เขตนี้อยู่แล้วและยังเป็นพี่น้องกับ นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นผอ.การเลือกตั้งส.ก.,ส.ข.พรรคเพื่อไทยอีกด้วย

เขตสัมพันธวงศ์-นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ พี่ชายของอรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์(นักการเมืองท้องถิ่นกทม.)และอรทัย กาญจนชูศักดิ์

หรือหมวย อรทัย อดีตส.ส.ตอนหลังไปเป็นลูกสะใภ้ของพลเอกเชษฐา ฐานะจาโร ทั้งหมดเป็นลูกของเสี่ยส่ง กาญจนชูศักดิ์ (ถึงแก่กรรม)

เขตดอนเมือง-เขตที่ 1 นายสุริยา โหสกุล พรรคเพื่อไทย,เขตที่ 2 นางพิมพ์ชนา โหสกุล พรรคเพื่อไทย หากท่านสังเกตุนามสกุล”โหสกุล”นั้นก็มี เก่ง-การุณ โหสกุล ส.ส.พรรคเพื่อไทยผู้สร้าง”วีรเวร”ตลอดมาไม่ว่าจะไปทำร้ายอดีตภรรยาของตน,กระโดดถีบอาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ในห้องอาหารของรัฐสภาและล่าสุดต้องข้อหาก่อการร้ายร่วมกับพวกเสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง จะยังไง

”คนพวกนี้”หรือคนในตระกูลของท้องที่ก็ยังได้รับการเลือกตั้งเข้ามา

ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่คุณบุญส่ง ชเลธร คนเดือนตุลาลงสมัครในนามพรรคก.ม.ม.เขตบึงกุ่มจะได้เพียง 4,685 คะแนนเพราะอาจไปอยู่สวีเดนมานานถึง 30 ปี แต่ก็เป็นคะแนนบริสุทธิ์ไม่ใช่”คะแนนจัดตั้ง”ของเจ้าของพื้นที่ ส่วนผู้ได้รับเลือกตั้งในเขตนี้คือนายแมน เจริญวัลย์ ปชป. 21,043 คะแนน  ถือว่ายังทิ้งห่างกันอยู่มาก แต่หากนับรวมคะแนนทั้งหมดที่พรรคก.ม.ม.ได้รับรวม 120,000 คะแนนแล้วถือว่าไม่น้อยทีเดียวสำหรับพรรคที่เพิ่งจัดตั้งใหม่

ด้านส.ข.ก็เช่นกันผมเห็นรายชื่อในเขตคลองเตย มี ส.ข.ได้ 7 คน ผู้ได้รับเลือกตั้งประกอบด้วยนางอำพร อึ้งทรงธรรม 12,803 คะแนน นายชัยวัฒน์ วิวัฒน์หทัยกุล 12,709 คะแนน นายเผ่าพงษ์ อึ้งทรงธรรม 12,496 คะแนน นายกมลชัย จารุบริสุทธิคุณ 12,476 คะแนน นายสุกิจ สวัสดิ์แสงสน 12,475 คะแนน นายปานชัย แก้วอัมพรดี 12,468 คะแนน นายวัณรบ หิริกูล 12,360 คะแนน ทั้งหมดเป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์

นามสกุล”อึ้งทรงธรรม”ที่ได้มาถึง 2 คนนั้น อย่าลืมว่าครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ลงไปช่วยชาวสลัมมาตลอดชีวิตจนได้รับรางวัลแม็กไซไซและเป็นแม่พระของคนสลัมคลองเตย แต่ตอนหลังครูประทีปจะมีแนวคิดเป็นคนเสื้อแดงก็เรื่องของครูประทีป เราไม่ได้มองตรงจุดนี้ แต่มองถึงเรื่อง”คุณความดี”ที่ได้สร้างไว้กับคนคลองเตยจึงส่งผลมาถึงการสมัครรับเลือกตั้งของคนในตระกูลเช่นกัน และ 2 คนตระกูลนี้ก็สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ อยู่ตรงข้ามกับพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงด้วยซ้ำไป

อีกเรื่องการที่คนออกมาใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงน้อยก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้”คะแนนจัดตั้ง”คว้าชัยไปครอง คนกทม.ทั้งหมดมีสิทธิ์เลือกส.ก. 4,139,075 คน เมื่อออกมาลงคะแนน,ทำบัตรเสียและไม่ประสงค์เลือกใครรวม 1,877,575 คน จึงยังมีผู้ไม่ออกมาลงคะแนนถึง 2,361,500 คน นี่ก็อาจเป็นเหตุผลหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยที่คนไม่สนใจในสิทธิ์ของตน

เป็นที่น่าเห็นใจพรรคก.ม.ม.ครับ เพราะการจะเล่นการเมืองในระบบปัจจุบันก็หนีไม่พ้นการสร้างคุณงามความดีแก่พื้นที่,การเกาะติดพื้นที่,การใช้เงินแม้จะไม่ใช้ซื้อเสียงแต่ก็ต้องมีเพื่อจัดพิมพ์โปสเตอร์ประกาศหาเสียงในนโยบายของพรรค(บางพรรคยังน่าจะใช้เงินหรือที่เรียกว่า”กระสุน”อยู่มาก),แสดงคุณสมบัติของแต่ละคนให้ได้เห็นหน้าเห็นตาว่าเป็นใครมาจากไหน,การแถลงนโยบาย,การจัดเคลื่อนขบวนไปหาเสียงตามชุมชนต่างๆ,การลงพื้นที่เพื่อช่วยชาวบ้านและต้องทำอย่างต่อเนื่อง

แต่เท่าที่ทราบบางคนในพรรคก.ม.ม.ที่ลงสมัครยังไม่มีโปสเตอร์สักใบเพื่อหาเสียงให้ตัวเองแล้วใครจะรู้ล่ะครับ อีกอย่างกลุ่มพันธมิตรฯอาจอยู่กันกระจายไม่ได้เป็นกระจุก จึงทำให้เสียงแตกออกไป

สิ่งที่น่าพิจารณาคือเรื่องระหว่าง”อารมณ์ของการเลือกตั้ง”กับ”อารมณ์ของการต่อสู้ทางการเมือง”ในกลุ่มพันธมิตรฯเองก็แตกต่างกัน บางคนอาจเป็นประชาธิปัตย์และชอบแนวทางการต่อสู้ของพันธมิตรฯจึงเข้ามาร่วม แต่พอลงคะแนนกลับไปลงให้ประชาธิปัตย์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามพรรคก.ม.ม.แพ้การเลือกตั้งครั้งนี้ก็เพื่อที่จะได้รับชัยชนะในอนาคตก็ได้ยังไม่มีใครรู้  การเลือกตั้งใหญ่ในอนาคตกำลังจะมีขึ้นไม่น่าจะเกินสิ้นปี 2011  จะต้องทำงานหนักครับ.....อ่านต่อ

 

 
 
 
 
 

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy