----------------------------------------------¤ÅÔ¡·ÕèÃÙ»à¾×èÍ´ÙÃÙ»ãËè----------------------------------------
เข้าพบอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรีพร้อมทีมงาน
กลับเมืองไทยคราวนี้ถือว่าเป็นการ”ติวเข้ม”เพราะโปรแกรมต่างๆอยู่ในกรุงเทพฯเกือบทั้งหมดเพื่อเข้าพบ
VIP ของประเทศ
เช้าวันที่
13 มกราคมกำหนดเข้าพบนายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี
เวลา 08.00-08.30 น.
คณะฯตื่นเช้ามืดเพื่อเตรียมตัว
รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมให้เรียบร้อยเพราะวันนี้เป็นวันที่เรียกได้ว่า”ยาว”และ”หนัก”ทั้งวัน
หลังเสร็จภารกิจแล้ว
ขบวนรถตู้
3 คันก็ออกจากโรงแรมโดยคันที่
3 นั้นเป็นรถของคุณหมอวิบูล-คุณรัศมี
วิจิตรวาทการ
เข้ามาร่วมสมทบเป็นรถส่วนตัวที่ทั้งสองจัดมาเอง
เพราะทั้งสองไม่ได้ร่วมในโครงการทุกโปรแกรม
ผมสอบถามคุณรัศมีทราบว่าไปอยู่เมืองไทยตั้งแต่เดือนธันวาคมแล้วและก็คงจะยังอยู่เมืองไทยต่อเพื่อพักผ่อน
เราออกจากโรงแรมประมาณ
07.30 น.ถึงทำเนียบประมาณ
08.00 น.โดยรถเข้าไปจอดส่งที่ด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า
ที่นั่นมีคุณปิยวัชร
นิยมฤกษ์ รองปลัดกระทรวงและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศเช่นคุณโกศล
สถิตธรรมจิตร
ไปประสานงานล่วงหน้ากับเจ้าหน้าที่ทำเนียบ
คณะที่ไปจะต้องแลกบัตรประจำตัวประชาชน
(Photo ID)กับบัตรเหลืองของทำเนียบที่เขียนไว้ว่า”ตึกไทยคู่ฟ้า”ไม่มีข้อยกเว้นทั้งข้าราชการและไม่ใช่ข้าราชการ
แต่ละคนจะได้รับการจัดที่นั่งมีป้ายชื่อเตรียมพร้อมไว้ให้อย่างเรียบร้อย
ประมาณ
8 น.เศษนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์พร้อมทีมงานก็ลงมาพบเท่าที่จำได้ก็มี
ดร.ปณิธาน วัฒนายากร
รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและโฆษกรัฐบาล,คุณอิสรา
สุนทรวัฒน์
(ลูกชายคุณแสงชัย
สุนทรวัฒน์)ไปทำหน้าที่ผู้ช่วยเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
คนนี้เกิดที่แอล.เอ.
ยังมีคุณเกียรติ
สิทธิอมร ผู้แทนการค้าไทย
รวมทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆที่นั่งอยู่ด้านหลัง
พิธีเริ่มจากรองปลัดฯปิยวัชรเป็นผู้กล่าวนำและแนะนำคณะที่เดินทางไปจากแอล.เอ.ที่ประกอบด้วยฝ่ายอาชีพต่างๆ
นักการเมืองท้องถิ่น,
NGO,ผู้นำสมาคมตลอดจนหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น- คงหมายถึงผม
เพราะไปคนเดียว
จากนั้นก็แจกแจงถึงวัตถุประสงค์ที่เดินทางมาเพื่อให้เข้าใจถึงข้อเท็จจริงและความเป็นจริงของประเทศไทย
เรื่องความมั่นคงของประเทศ,สถาบันพระมหากษัตริย์
นอกจากนี้ยังกล่าวแนะนำถึงเรื่อง
Thai Town , Hollywood เพราะไทยทาวน์ได้รับการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการตามกฎหมายของนครแอล.เอ.อันจะเป็นหน้าตาของประเทศและก็หวังที่จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ
เสร็จจากนั้นนายกรัฐมนตรีก็กล่าวต้อนรับทุกคนที่เดินทางกลับประเทศไทยและเข้าเยี่ยมทำเนียบรัฐบาล
พร้อมกับแนะนำทีมงานต่างๆดังที่ผมกล่าวไว้ข้างต้น
รวมทั้งอวยพรให้ประสบความสำเร็จในชีวิตอาชีพการงาน
โดยยอมรับว่าคนไทยที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศถือเป็นคน
2 วัฒนธรรม 2 สังคม
คนเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นโฆษกหรือประชาสัมพันธ์ประเทศไทยได้ดีกว่าคนอื่นๆเพราะเข้าใจถึงวัฒนธรรมไทยได้ดีกว่า ขณะที่ต่างชาติอาจไม่เข้าใจวัฒนธรรมไทยได้ลึกซึ้ง
เท่าที่ผมสังเกตุนายกรัฐมนตรีได้เลกเชอร์หรือพูดคุยเป็นหัวข้อที่เรียบเรียงมาอย่างดี
เพราะท่านเคยเป็นอาจารย์ผู้บรรยายมาก่อน
ทั้งที่โรงเรียนนายร้อยจปร.และที่คณะเศรษฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เรื่องแรกก็คือเศรษฐกิจของประเทศไม่ได้ซับซ้อนอะไรเพราะแต่ละประเทศมีเงื่อนไขแตกต่างกัน
เศรษฐกิจไทยมีวิกฤติหนักอยู่
2 ช่วงคือปี
2540 ที่มีการลอยตัวค่าเงินบาทและในปี
2551 ที่เศรษฐกิจโลกถดถอย ปัจจุบันรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่เดือนมีนาคม
2552 เป็นต้นมาทำให้ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น
ทั้งด้านการค้า
การลงทุนและการท่องเที่ยว
โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเดือนธันวาคม
2552 เดือนเดียวมีนักท่องเที่ยวเข้ามา
1.6 ล้านคน โดยภาพรวมแล้วแม้จะถดถอยลงบ้าง
แต่ก็เชื่อว่าจะดีขึ้น
เฉพาะปี 2553 เชื่อว่าเศรษฐกิจจะเติบโตกลับมาเป็นบวก
3.5 % (GDP)
มองทางด้านการเมืองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าทุกคนคงติดตามข่าวตลอดมา
และคงรับรู้ว่า
ยังมีความขัดแย้งกันอยู่มาก
แต่รัฐบาลก็บริหารประเทศโดยยึดหลักกฎหมาย
กฎกติกา แม้จะกระทบกระทั่งกันบ้างก็อยู่ในพื้นฐานที่ถูกต้อง
“อย่างเหตุการณ์สงกรานต์
(2552) ถึงกับเกิดจลาจล
เราก็จัดการไปได้ไม่มีเสียชีวิตแม้แต่คนเดียว
แม้ว่าภาพมันดูออกมาน่ากลัวแต่รัฐบาลก็จัดการได้อย่างถูกต้อง”นายกรัฐมนตรีกล่าวและชี้ให้เห็นว่าการประท้วงทางการเมืองที่ไหนก็มีไม่ว่าจะเป็นที่ลอนดอน,พิตสเบิร์กและโคเปนเฮเกน ที่ลอนดอนก็มีคนถูกตำรวจตีตายไปหนึ่ง
“ตอนผมมาประชุมที่พิตสเบิร์ก
(ปี 2552 ควบคู่กับการประชุมองค์การสหประชาชาติ)
เราถูกล้อมอยู่ในโรงแรม
แต่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเขาก็จัดการปัญหาได้”นายกรัฐมนตรีกล่าว”ดังนั้นทุกคนประท้วงได้แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย”
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงสถาบันพระมหากษัติรย์ว่าในหลวงทรงครองราชย์มากว่า
60 ปี ทรงใช้พระบารมีให้เกิดความสามัคคีของคนในชาติตลอดมา
แต่คนต่างชาติมองเข้ามาแล้วไม่เข้าใจ อย่างเช่นเหตุการณ์พฤษภาคม
2535 เพราะพระบารมีโดยแท้
ทุกฝ่ายจึงยุติกันไปได้ แต่เรื่องนี้ต้องเข้าใจนะว่าพระองค์ไม่ได้ทรงกระทำนอกเหนือรัฐธรรมนูญ
แต่เมื่อ
2-3 ปีที่ผ่านมามีความพยายามที่จะดึงสถาบันให้เข้ามาอยู่ในความขัดแย้งทางการเมือง อีกฝ่ายหนึ่งอาจเชื่อในอุดมการของตัวเองหรือมีความคิดที่ไม่ต้องการมีสถาบันก็ยังมีอยู่
แต่คนกลุ่มนี้เป็นส่วนน้อย บางกลุ่มก็พยายามดึงสถาบันมาเป็นฝ่ายของตัวเองก็มี จึงทำให้สถาบันตกอยู่ในที่นั่งลำบาก
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่าถูกดึงมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างไม่ถูกต้อง
บ้างก็บอกว่าพระองค์อยู่เหนือกฎหมาย
ความจริงแล้วไม่ได้มีกฎหมายอะไรเป็นพิเศษ
เกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็คือกฎหมายอาญามาตรา
112 เมื่อนำมาบวกเข้ากับกฎหมายความมั่นคงของประเทศ
จึงทำให้ดูว่าเป็นกฎหมายที่รุนแรง
“จริงๆแล้วสถาบันคือความมั่นคงของประเทศ
หากเราไม่มีกฎหมายไว้รองรับ
เราจะมีกลไกอะไรในการปกป้องสถาบัน
จะให้พระองค์ลงมาเป็นคู่กรณีในคดีความจะถูกต้องหรือ”นายกรัฐมนตรีตั้งคำถาม
นายกฯกล่าวว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นปัญหาของการบังคับใช้กฎหมายมากกว่า
เช่นมีผู้ไปแจ้งความเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
เจ้าหน้าที่ฝ่ายรับแจ้งก็ต้องรับแจ้งเพื่อความปลอดภัยของตัวเองเหมือนกัน
จากนั้นก็ส่งเรื่องให้อัยการดำเนินคดี อัยการก็ส่งให้ศาล มีหลายคดีที่ศาลยกฟ้อง ส่วนคดีที่อัยการเห็นว่าไม่สมควรก็ไม่นำฟ้อง อย่างไรก็ตามเมื่อมีการพิพากษาคดีแล้ว
ส่วนใหญ่ก็มักจะได้รับพระราชทานอภัยโทษ
ไม่เหมือนกับการฟ้องนักการเมือง อย่างผมก็เคยถูกอดีตนายกฯ(พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร)ฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นพันๆล้าน
นี่เราก็สู้คดีกันได้
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าได้ตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาเชิญผู้เกี่ยวข้องด้านกฎหมายต่างๆมาร่วมกันเพื่อวางบรรทัดฐานในเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
เป็นเหมือนที่ปรึกษาทางวิชาการเพื่อเข้ามาบริหารจัดการเรื่องนี้โดยเฉพาะ
“สิ่งที่รัฐบาลต้องการก็คือต้องการให้ท่านช่วยประชาสัมพันธ์หรือทำความเข้าใจกับต่างชาติถึงสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์
คนต่างชาติอาจไม่เข้าใจ
เพราะสหรัฐไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์
ไม่มี King “นายกรัฐมนตรีกล่าว
เรื่องยังไม่จบครับ
นายกฯอภิสิทธิ์พูดหลายเรื่องและคณะที่ไปก็มีการสนทนานี่ยังไม่ได้เข้าถึงเรื่อง
Thai Town ต้องขอยกยอดไปฉบับหน้าครับ
.....ÍèÒ¹µèÍ |