Editor Editor Immigration American Way Interview Column Tubna Business-Society Business Society Special Report Sport Letter to Editor Letter from Thailand Cartoon Veera Shopping
 
 
 
 
 
 
 
 
บรรยากาศก่อนที่จะเริ่มพบปะกับนายกรัฐมนตรี
ป้ายที่นั่งของ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ The Asian Pacific News
 
ผู้เขียนถ่ายภาพกับรอสลิน ปัทมคันธินและชัญชนิฐ มาร์เทอเรล
 
คณะฯถ่ายภาพร่วมกับนายกรัฐมนตรีที่ห้องโถงชั้นล่างของตึกไทยคู่ฟ้า แถวหน้าจากซ้าย รอสลิน ปัทมคันธิน วาสเควซ,พรพิมล รุ่งเริงสุข,น้ำเพ็ชร พานิชพันธ์,นิต้า พิเชษฐ์วณิชย์โชค,นายกรัฐมนตรี,รัศมี-วิบูล วิจิตรวาทการ,ชัญชนิฐ มาร์เทอเรล,กงสุลนิภา นิรันดร์นุต แถวสองจากซ้ายโพยม พยกุล,ไพสันติ์ พรหมน้อย,วนิดา ศรีวะรมย์,สุรศักดิ์ วงศ์ข้าหลวง,เทเรซา ไทยภิรมย์สามัคคีและปิยวัชร นิยมฤกษ์ แถวที่สามกงสุลใหญ่ดำรง ใคร่ครวญและกอพัฒน์ เจริญบรรพชน
 

----------------------------------------------¤ÅÔ¡·ÕèÃÙ»à¾×èÍ´ÙÃÙ»ãË­è----------------------------------------

เข้าพบอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรีพร้อมทีมงาน

 กลับเมืองไทยคราวนี้ถือว่าเป็นการติวเข้มเพราะโปรแกรมต่างๆอยู่ในกรุงเทพฯเกือบทั้งหมดเพื่อเข้าพบ VIP ของประเทศ เช้าวันที่ 13 มกราคมกำหนดเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

เวลา 08.00-08.30 น.

 คณะฯตื่นเช้ามืดเพื่อเตรียมตัว รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมให้เรียบร้อยเพราะวันนี้เป็นวันที่เรียกได้ว่ายาวและหนักทั้งวัน หลังเสร็จภารกิจแล้ว ขบวนรถตู้ 3 คันก็ออกจากโรงแรมโดยคันที่ 3 นั้นเป็นรถของคุณหมอวิบูล-คุณรัศมี วิจิตรวาทการ เข้ามาร่วมสมทบเป็นรถส่วนตัวที่ทั้งสองจัดมาเอง เพราะทั้งสองไม่ได้ร่วมในโครงการทุกโปรแกรม ผมสอบถามคุณรัศมีทราบว่าไปอยู่เมืองไทยตั้งแต่เดือนธันวาคมแล้วและก็คงจะยังอยู่เมืองไทยต่อเพื่อพักผ่อน

 เราออกจากโรงแรมประมาณ 07.30 น.ถึงทำเนียบประมาณ 08.00 น.โดยรถเข้าไปจอดส่งที่ด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ที่นั่นมีคุณปิยวัชร นิยมฤกษ์ รองปลัดกระทรวงและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศเช่นคุณโกศล สถิตธรรมจิตร ไปประสานงานล่วงหน้ากับเจ้าหน้าที่ทำเนียบ 

 คณะที่ไปจะต้องแลกบัตรประจำตัวประชาชน (Photo ID)กับบัตรเหลืองของทำเนียบที่เขียนไว้ว่าตึกไทยคู่ฟ้าไม่มีข้อยกเว้นทั้งข้าราชการและไม่ใช่ข้าราชการ แต่ละคนจะได้รับการจัดที่นั่งมีป้ายชื่อเตรียมพร้อมไว้ให้อย่างเรียบร้อย

 ประมาณ 8 น.เศษนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์พร้อมทีมงานก็ลงมาพบเท่าที่จำได้ก็มี ดร.ปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและโฆษกรัฐบาล,คุณอิสรา สุนทรวัฒน์ (ลูกชายคุณแสงชัย สุนทรวัฒน์)ไปทำหน้าที่ผู้ช่วยเลขาธิการนายกรัฐมนตรี คนนี้เกิดที่แอล.เอ. ยังมีคุณเกียรติ สิทธิอมร ผู้แทนการค้าไทย  รวมทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆที่นั่งอยู่ด้านหลัง

 พิธีเริ่มจากรองปลัดฯปิยวัชรเป็นผู้กล่าวนำและแนะนำคณะที่เดินทางไปจากแอล.เอ.ที่ประกอบด้วยฝ่ายอาชีพต่างๆ นักการเมืองท้องถิ่น, NGO,ผู้นำสมาคมตลอดจนหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น- คงหมายถึงผม เพราะไปคนเดียว จากนั้นก็แจกแจงถึงวัตถุประสงค์ที่เดินทางมาเพื่อให้เข้าใจถึงข้อเท็จจริงและความเป็นจริงของประเทศไทย เรื่องความมั่นคงของประเทศ,สถาบันพระมหากษัตริย์

 นอกจากนี้ยังกล่าวแนะนำถึงเรื่อง Thai Town , Hollywood เพราะไทยทาวน์ได้รับการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการตามกฎหมายของนครแอล.เอ.อันจะเป็นหน้าตาของประเทศและก็หวังที่จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ

 เสร็จจากนั้นนายกรัฐมนตรีก็กล่าวต้อนรับทุกคนที่เดินทางกลับประเทศไทยและเข้าเยี่ยมทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับแนะนำทีมงานต่างๆดังที่ผมกล่าวไว้ข้างต้น รวมทั้งอวยพรให้ประสบความสำเร็จในชีวิตอาชีพการงาน โดยยอมรับว่าคนไทยที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศถือเป็นคน 2 วัฒนธรรม 2 สังคม คนเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นโฆษกหรือประชาสัมพันธ์ประเทศไทยได้ดีกว่าคนอื่นๆเพราะเข้าใจถึงวัฒนธรรมไทยได้ดีกว่า ขณะที่ต่างชาติอาจไม่เข้าใจวัฒนธรรมไทยได้ลึกซึ้ง

 เท่าที่ผมสังเกตุนายกรัฐมนตรีได้เลกเชอร์หรือพูดคุยเป็นหัวข้อที่เรียบเรียงมาอย่างดี เพราะท่านเคยเป็นอาจารย์ผู้บรรยายมาก่อน ทั้งที่โรงเรียนนายร้อยจปร.และที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 เรื่องแรกก็คือเศรษฐกิจของประเทศไม่ได้ซับซ้อนอะไรเพราะแต่ละประเทศมีเงื่อนไขแตกต่างกัน เศรษฐกิจไทยมีวิกฤติหนักอยู่ 2 ช่วงคือปี 2540 ที่มีการลอยตัวค่าเงินบาทและในปี 2551 ที่เศรษฐกิจโลกถดถอย ปัจจุบันรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 เป็นต้นมาทำให้ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น ทั้งด้านการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเดือนธันวาคม 2552 เดือนเดียวมีนักท่องเที่ยวเข้ามา 1.6 ล้านคน โดยภาพรวมแล้วแม้จะถดถอยลงบ้าง แต่ก็เชื่อว่าจะดีขึ้น เฉพาะปี 2553 เชื่อว่าเศรษฐกิจจะเติบโตกลับมาเป็นบวก 3.5 % (GDP)

 มองทางด้านการเมืองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าทุกคนคงติดตามข่าวตลอดมา และคงรับรู้ว่า ยังมีความขัดแย้งกันอยู่มาก แต่รัฐบาลก็บริหารประเทศโดยยึดหลักกฎหมาย กฎกติกา แม้จะกระทบกระทั่งกันบ้างก็อยู่ในพื้นฐานที่ถูกต้อง

 อย่างเหตุการณ์สงกรานต์ (2552) ถึงกับเกิดจลาจล เราก็จัดการไปได้ไม่มีเสียชีวิตแม้แต่คนเดียว แม้ว่าภาพมันดูออกมาน่ากลัวแต่รัฐบาลก็จัดการได้อย่างถูกต้องนายกรัฐมนตรีกล่าวและชี้ให้เห็นว่าการประท้วงทางการเมืองที่ไหนก็มีไม่ว่าจะเป็นที่ลอนดอน,พิตสเบิร์กและโคเปนเฮเกน ที่ลอนดอนก็มีคนถูกตำรวจตีตายไปหนึ่ง 

 ตอนผมมาประชุมที่พิตสเบิร์ก (ปี 2552 ควบคู่กับการประชุมองค์การสหประชาชาติ) เราถูกล้อมอยู่ในโรงแรม แต่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเขาก็จัดการปัญหาได้นายกรัฐมนตรีกล่าวดังนั้นทุกคนประท้วงได้แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย

 นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงสถาบันพระมหากษัติรย์ว่าในหลวงทรงครองราชย์มากว่า 60 ปี ทรงใช้พระบารมีให้เกิดความสามัคคีของคนในชาติตลอดมา แต่คนต่างชาติมองเข้ามาแล้วไม่เข้าใจ อย่างเช่นเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 เพราะพระบารมีโดยแท้ ทุกฝ่ายจึงยุติกันไปได้ แต่เรื่องนี้ต้องเข้าใจนะว่าพระองค์ไม่ได้ทรงกระทำนอกเหนือรัฐธรรมนูญ

 แต่เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมามีความพยายามที่จะดึงสถาบันให้เข้ามาอยู่ในความขัดแย้งทางการเมือง อีกฝ่ายหนึ่งอาจเชื่อในอุดมการของตัวเองหรือมีความคิดที่ไม่ต้องการมีสถาบันก็ยังมีอยู่ แต่คนกลุ่มนี้เป็นส่วนน้อย บางกลุ่มก็พยายามดึงสถาบันมาเป็นฝ่ายของตัวเองก็มี จึงทำให้สถาบันตกอยู่ในที่นั่งลำบาก

 นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่าถูกดึงมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างไม่ถูกต้อง บ้างก็บอกว่าพระองค์อยู่เหนือกฎหมาย ความจริงแล้วไม่ได้มีกฎหมายอะไรเป็นพิเศษ เกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็คือกฎหมายอาญามาตรา 112 เมื่อนำมาบวกเข้ากับกฎหมายความมั่นคงของประเทศ จึงทำให้ดูว่าเป็นกฎหมายที่รุนแรง

 จริงๆแล้วสถาบันคือความมั่นคงของประเทศ หากเราไม่มีกฎหมายไว้รองรับ เราจะมีกลไกอะไรในการปกป้องสถาบัน จะให้พระองค์ลงมาเป็นคู่กรณีในคดีความจะถูกต้องหรือนายกรัฐมนตรีตั้งคำถาม

 นายกฯกล่าวว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นปัญหาของการบังคับใช้กฎหมายมากกว่า เช่นมีผู้ไปแจ้งความเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เจ้าหน้าที่ฝ่ายรับแจ้งก็ต้องรับแจ้งเพื่อความปลอดภัยของตัวเองเหมือนกัน จากนั้นก็ส่งเรื่องให้อัยการดำเนินคดี อัยการก็ส่งให้ศาล มีหลายคดีที่ศาลยกฟ้อง ส่วนคดีที่อัยการเห็นว่าไม่สมควรก็ไม่นำฟ้อง อย่างไรก็ตามเมื่อมีการพิพากษาคดีแล้ว ส่วนใหญ่ก็มักจะได้รับพระราชทานอภัยโทษ

 ไม่เหมือนกับการฟ้องนักการเมือง อย่างผมก็เคยถูกอดีตนายกฯ(พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร)ฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นพันๆล้าน นี่เราก็สู้คดีกันได้

 นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าได้ตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาเชิญผู้เกี่ยวข้องด้านกฎหมายต่างๆมาร่วมกันเพื่อวางบรรทัดฐานในเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นเหมือนที่ปรึกษาทางวิชาการเพื่อเข้ามาบริหารจัดการเรื่องนี้โดยเฉพาะ

สิ่งที่รัฐบาลต้องการก็คือต้องการให้ท่านช่วยประชาสัมพันธ์หรือทำความเข้าใจกับต่างชาติถึงสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ คนต่างชาติอาจไม่เข้าใจ เพราะสหรัฐไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่มี King “นายกรัฐมนตรีกล่าว

 เรื่องยังไม่จบครับ นายกฯอภิสิทธิ์พูดหลายเรื่องและคณะที่ไปก็มีการสนทนานี่ยังไม่ได้เข้าถึงเรื่อง Thai Town ต้องขอยกยอดไปฉบับหน้าครับ

.....ÍèÒ¹µèÍ

 
 
 
 
 

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy