การเลือกตั้งส.ก.และส.ข.กรุงเทพฯ
พรรคและตระกูลในพื้นที่ยังครอง
การเลือกตั้งในกรุงเทพฯเมื่อวันที่
29 สิงหาคม 2010 แบ่งเป็น
2 แบบคือการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร
(ส.ก.)รวม 50 เขต มีส.ก.ได้
61 คน ผลการเลือกตั้งปรากฎว่า
พรรคประชาธิปัตย์ได้
45 คน พรรคเพื่อไทยได้
15 คน ผู้สมัครอิสระได้
1 คน
ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
4,139,075 คน มีผู้มาใช้สิทธิ
1,702,845 คน คิดเป็น
41.14 % (เดิม 41.94
%) มีบัตรเสีย
69,669 บัตร คิดเป็น
4.09 % ไม่ประสงค์ลงคะแนน
105,061 คิดเป็น
6.17 %
แบบที่สองเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต(ส.ข.)
36 เขต มีผู้ได้รับการเลือกตั้งทั้งสิ้น
256 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์
210 คน ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย
39 คน และผู้สมัครอิสระ
7 คน เขตที่มี
ส.ข.ได้ 7 คน
มี 32 เขต ที่เหลือมีได้
8 คน ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้ง
2,737,054 คน มีผู้มาแสดงตนใช้สิทธิเลือกตั้ง
ส.ข.ทั้งสิ้น
1,151,483 คน คิดเป็น 42.07 %(จากเดิม 42.70 %)บัตรเสีย 56,020 บัตร คิดเป็น4.87
% ไม่ลงคะแนน
94,871 คน คิดเป็น
8.24 %
สรุปก็คือพรรคประชาธิปัตย์กำชัยในการเลือกตั้งทั้ง
2 แบบ พรรคการเมืองใหม่(ก.ม.ม.)ที่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งทั้ง
2 แบบแต่ไม่มีผู้ได้รับเลือกตั้ง
จึงเป็นเหตุผลที่กรรมการบริหารพรรคก.ม.ม.จะได้นำไปสรุปบทเรียนเพื่อการแก้ไขในโอกาสต่อไป
ถามว่าแปลกใจหรือไม่ที่ผลออกมาเช่นนี้
ตอบว่าไม่น่าแปลกใจอะไรเพราะพรรคการเมืองใหม่นั้นใหม่จริงๆ
อีกทั้งแยกตัวมาจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อให้เป็นพรรคการเมือง
เป้าหมายแรกกลุ่มพันธมิตรฯไม่คิดจะตั้งพรรคการเมือง แต่เมื่อยืมจมูกคนอื่นหายใจไม่ได้ก็จำเป็นต้องตั้งพรรคขึ้นมา
เมื่อตั้งขึ้นมาแล้วก็ต้องทำต่อไป
เหมือนกับการปลูกต้นไม้
ไม่ใช่เพิ่งหว่านเมล็ดลงไปผลมันจะงอกออกมาเลย
แม้กระทั่งการเพาะถั่วงอกยังต้องใช้เวลา
3-4 วันกว่าจะได้รับประทาน
แต่ที่น่าสังเกต
หากเราจับเอาพรรคปชป.เทียบกับพรรคเพื่อไทย
จะมองเห็นภาพความพ่ายแพ้ของพรรคเพื่อไทยได้ชัดเจน
กล่าวคือการเลือกตั้งสข.
14 เขต วันที่ 6 มิถุนายน 2010 หลังเหตุการณ์พฤษภาคมขอคืนพื้นที่ได้ไม่นาน
ปชป.ได้รับเลือกยกทีม
10 เขต เพื่อไทยยกทีม
3 เขต และอีก
1 เขต แบ่งจำนวนสข.กันไป
ต่อมาเป็นการเลือกตั้งซ่อมส.ส.กทม.เขต
6
วันที่ 25 กรกฏาคม
2010 แทนนายทิวา
เงินยวง ส.ส.ปชป.ที่ถึงแก่กรรม
ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย-ก่อแก้ว
พิกุลทอง ผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายคนเสื้อแดง
พ่ายแพ้ พนิช
วิกิตเศรษฐ์
ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์
ครั้งที่สามที่ผ่านมาเมื่อวันที่
29 สิงหาคมก็เห็นผลออกมาแล้วว่าปชป.กุมชัยชนะ
สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตก็คือผลการเลือกตั้งยังมาด้วยชื่อพรรคเช่นพรรคประชาธิปัตย์คนกรุงเทพฯยังนิยมเลือกและเลือกมากว่า
50 ปีแล้ว ลักษณะดังกล่าวย้อนไปหาผลการเลือกตั้งในอดีตเช่น
ช่วงหลังเหตุการณ์
6 ตุลาคม 2519 พรรคประชากรไทยที่นำโดยนายสมัคร
สุนทรเวช มาแรงแบบขวาพิฆาตซ้ายใครลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคนี้ก็ได้กันทั้งสิ้น
ตัวอย่างเช่นคนที่ไปจากแอล.เอ.คุณอุส่าห์
สระมาลา(ถึงแก่กรรม)อดีตนายกสมาคมธรรมศาสตร์แห่งแคลิฟอร์เนีย,คุณสัญญา
สถิรบุตร อดีตนายกสมาคมไทยแห่งแคลิฟอร์เนียภาคใต้ก็ได้รับเลือกเป็นส.ส.กรุงเทพฯเพราะบารมีของหัวหน้าพรรคประชากรไทย
พฤติกรรมการหย่อนบัตรเช่นนี้ยังเกิดในยุคที่
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
เฟื่องฟูใครที่ลงสมัครในนามพรรคพลังธรรมก็ได้เป็นส.ส.กทม.ทั้งนั้น
อีกประการหนึ่งเป็นเรื่องของคนในพื้นที่หรือคนในตระกูลที่มีผลงานให้กับพื้นที่นั้นๆมาแล้ว
ผมเห็นรายชื่อหลายคนเช่นในเขตบางบอน-บางขุนเทียน
ลูกหลานของกำนันปลิว
ม่วงศิริ เข้ามากันได้ไม่ยากดังนี้
ส.ก.เขตบางบอน-นายณรงค์ศักดิ์
ม่วงศิริ พรรคประชาธิปัตย์,ส.ก.เขตบางขุนเทียน-
เขตที่ 1นายสารัช
ม่วงศิริ พรรคประชาธิปัตย์
เขตที่ 2 นายสาทร
ม่วงศิริ พรรคประชาธิปัตย์
เขตบางซื่อ-
น.ส.พรพิมล คงอุดม
พรรคประชาธิปัตย์
ผมไม่ทราบว่าคุณพรพิมลเป็นอะไรกับคุณชัชวาลย์
คงอุดม(ชัช
เตาปูน)แต่ก็น่าจะเกี่ยวเนื่องกันอาจเป็นลูกสาวหรือหลานสาวก็ได้ ในเขตมีนบุรี-นายวิรัตน์
มีนชัยนันท์
พรรคเพื่อไทย
เขาเป็นส.ก.เขตนี้อยู่แล้วและยังเป็นพี่น้องกับ
นายวิชาญ มีนชัยนันท์
ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นผอ.การเลือกตั้งส.ก.,ส.ข.พรรคเพื่อไทยอีกด้วย
เขตสัมพันธวงศ์-นายพินิจ
กาญจนชูศักดิ์
พรรคประชาธิปัตย์
เป็นกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์
พี่ชายของอรอนงค์
กาญจนชูศักดิ์(นักการเมืองท้องถิ่นกทม.)และอรทัย
กาญจนชูศักดิ์
หรือหมวย
อรทัย อดีตส.ส.ตอนหลังไปเป็นลูกสะใภ้ของพลเอกเชษฐา
ฐานะจาโร ทั้งหมดเป็นลูกของเสี่ยส่ง
กาญจนชูศักดิ์
(ถึงแก่กรรม)
เขตดอนเมือง-เขตที่
1 นายสุริยา
โหสกุล พรรคเพื่อไทย,เขตที่
2 นางพิมพ์ชนา
โหสกุล พรรคเพื่อไทย
หากท่านสังเกตุนามสกุลโหสกุลนั้นก็มี เก่ง-การุณ
โหสกุล ส.ส.พรรคเพื่อไทยผู้สร้างวีรเวรตลอดมาไม่ว่าจะไปทำร้ายอดีตภรรยาของตน,กระโดดถีบอาจารย์สมเกียรติ
พงษ์ไพบูลย์
ในห้องอาหารของรัฐสภาและล่าสุดต้องข้อหาก่อการร้ายร่วมกับพวกเสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง
จะยังไง
คนพวกนี้หรือคนในตระกูลของท้องที่ก็ยังได้รับการเลือกตั้งเข้ามา
ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่คุณบุญส่ง
ชเลธร คนเดือนตุลาลงสมัครในนามพรรคก.ม.ม.เขตบึงกุ่มจะได้เพียง
4,685 คะแนนเพราะอาจไปอยู่สวีเดนมานานถึง
30 ปี แต่ก็เป็นคะแนนบริสุทธิ์ไม่ใช่คะแนนจัดตั้งของเจ้าของพื้นที่
ส่วนผู้ได้รับเลือกตั้งในเขตนี้คือนายแมน
เจริญวัลย์
ปชป. 21,043 คะแนน
ถือว่ายังทิ้งห่างกันอยู่มาก แต่หากนับรวมคะแนนทั้งหมดที่พรรคก.ม.ม.ได้รับรวม
120,000 คะแนนแล้วถือว่าไม่น้อยทีเดียวสำหรับพรรคที่เพิ่งจัดตั้งใหม่
ด้านส.ข.ก็เช่นกันผมเห็นรายชื่อในเขตคลองเตย
มี ส.ข.ได้ 7 คน
ผู้ได้รับเลือกตั้งประกอบด้วยนางอำพร
อึ้งทรงธรรม
12,803 คะแนน นายชัยวัฒน์
วิวัฒน์หทัยกุล
12,709 คะแนน
นายเผ่าพงษ์
อึ้งทรงธรรม
12,496 คะแนน
นายกมลชัย
จารุบริสุทธิคุณ
12,476 คะแนน
นายสุกิจ สวัสดิ์แสงสน
12,475 คะแนน
นายปานชัย
แก้วอัมพรดี
12,468 คะแนน
นายวัณรบ หิริกูล
12,360 คะแนน
ทั้งหมดเป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์
นามสกุลอึ้งทรงธรรมที่ได้มาถึง
2 คนนั้น อย่าลืมว่าครูประทีป
อึ้งทรงธรรม
ฮาตะ ลงไปช่วยชาวสลัมมาตลอดชีวิตจนได้รับรางวัลแม็กไซไซและเป็นแม่พระของคนสลัมคลองเตย
แต่ตอนหลังครูประทีปจะมีแนวคิดเป็นคนเสื้อแดงก็เรื่องของครูประทีป
เราไม่ได้มองตรงจุดนี้
แต่มองถึงเรื่องคุณความดีที่ได้สร้างไว้กับคนคลองเตยจึงส่งผลมาถึงการสมัครรับเลือกตั้งของคนในตระกูลเช่นกัน
และ 2 คนตระกูลนี้ก็สังกัดพรรคประชาธิปัตย์
อยู่ตรงข้ามกับพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงด้วยซ้ำไป
อีกเรื่องการที่คนออกมาใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงน้อยก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คะแนนจัดตั้งคว้าชัยไปครอง
คนกทม.ทั้งหมดมีสิทธิ์เลือกส.ก.
4,139,075 คน เมื่อออกมาลงคะแนน,ทำบัตรเสียและไม่ประสงค์เลือกใครรวม
1,877,575 คน จึงยังมีผู้ไม่ออกมาลงคะแนนถึง
2,361,500 คน นี่ก็อาจเป็นเหตุผลหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยที่คนไม่สนใจในสิทธิ์ของตน
เป็นที่น่าเห็นใจพรรคก.ม.ม.ครับ
เพราะการจะเล่นการเมืองในระบบปัจจุบันก็หนีไม่พ้นการสร้างคุณงามความดีแก่พื้นที่,การเกาะติดพื้นที่,การใช้เงินแม้จะไม่ใช้ซื้อเสียงแต่ก็ต้องมีเพื่อจัดพิมพ์โปสเตอร์ประกาศหาเสียงในนโยบายของพรรค(บางพรรคยังน่าจะใช้เงินหรือที่เรียกว่ากระสุนอยู่มาก),แสดงคุณสมบัติของแต่ละคนให้ได้เห็นหน้าเห็นตาว่าเป็นใครมาจากไหน,การแถลงนโยบาย,การจัดเคลื่อนขบวนไปหาเสียงตามชุมชนต่างๆ,การลงพื้นที่เพื่อช่วยชาวบ้านและต้องทำอย่างต่อเนื่อง
แต่เท่าที่ทราบบางคนในพรรคก.ม.ม.ที่ลงสมัครยังไม่มีโปสเตอร์สักใบเพื่อหาเสียงให้ตัวเองแล้วใครจะรู้ล่ะครับ
อีกอย่างกลุ่มพันธมิตรฯอาจอยู่กันกระจายไม่ได้เป็นกระจุก
จึงทำให้เสียงแตกออกไป
สิ่งที่น่าพิจารณาคือเรื่องระหว่างอารมณ์ของการเลือกตั้งกับอารมณ์ของการต่อสู้ทางการเมืองในกลุ่มพันธมิตรฯเองก็แตกต่างกัน
บางคนอาจเป็นประชาธิปัตย์และชอบแนวทางการต่อสู้ของพันธมิตรฯจึงเข้ามาร่วม
แต่พอลงคะแนนกลับไปลงให้ประชาธิปัตย์
เป็นต้น
อย่างไรก็ตามพรรคก.ม.ม.แพ้การเลือกตั้งครั้งนี้ก็เพื่อที่จะได้รับชัยชนะในอนาคตก็ได้ยังไม่มีใครรู้
การเลือกตั้งใหญ่ในอนาคตกำลังจะมีขึ้นไม่น่าจะเกินสิ้นปี
2011 จะต้องทำงานหนักครับ.....อ่านต่อ
|