การบรรณธิกรณ์ข่าวกับวิธีเสนอของสยามโครนิเคิล
////หนังสือพิมพ์สยามโครนิเคิลฉบับวันที่
3 กันยายน 2005 พาดหัวข่าวเกี่ยวกับสมาคมสื่อมวลชนฯหลังจากที่นายแพทย์สุวัฒน์
สุวรรณวานิช
ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ
มีว่า หมอสุวัฒน์ไม่พูดเลิกยุ่งสื่อฯ
สุวิทย์ยันหวิดเจอไพสันติ์อัด
! หัวข่าวขึ้นพาดนี้อยู่ในวิชาการหนังสือพิมพ์
คนที่จะให้หัวก็คือบรรณาธิกรณ์ข่าว ภาษาอังกฤษใช้ว่า
Sub-editor หรือ Copy
Editor ก็ได้ บุคคลที่ทำหน้าที่นี้เป็นคนวางรูปแบบหน้าข่าวของหนังสือพิมพ์
//// คุณหมอลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคมฯและมีจดหมายชี้แจงสั้นๆท้ายบทความหมอสุวัฒน์เล่าเรื่อง(หน้า 5)ซึ่งผมนำไปทำข่าวส่วน
2 เพื่อให้ทราบถึงความรู้สึกของคุณหมอต่อเรื่องที่เกิดขึ้น
เป็นคำชี้แจงของผู้ใหญ่ที่ตรงไปตรงมา เปิดไปอ่านได้ครับ
คุณหมอไม่ได้พูดคำว่าอันธพาล
ทั้งนายศุภชัย
ตรีบำรุงและนายบรรลือ สอนบาลี
ก็จงรับเรื่อง"ตอกลิ่มของตัวเองไปเต็มๆ
///ส่วนเรื่องที่ว่าสุวิทย์ยันหวิดเจอไพสันติ์อัด
! นายบรรลือก็ไม่มาสัมภาษณ์นายไพสันติ์ หากมาสัมภาษณ์อาจไปพาดหัวว่า
ไพสันติ์ประกาศอัดสุวิทย์แน่!(เพราะเอ็งด่าแม่ข้าฯ)ในวงเล็บนั้นผมอยากจะบอกผู้อ่านว่าผมเกิดอารมณ์โมโหครับ
ขณะโต้แย้งกันอยู่นั้นผมถูกด่าแม่ ซึ่งแม่ผมเสียชีวิตไปแล้ว
หากถูกด่าแม่แล้วใครไม่โกรธบอกผมด้วย
ผมจะไปด่าแม่(มึง)
ดังนั้นการที่นายบรรลือไปสัมภาษณ์สุวิทย์นั้นสุวิทย์พูดไม่หมดในประเด็นก่อนที่เกือบจะเกิดเรื่องคือพูดแบบขยักไว้ จึงโยนความผิดมาที่ผม และผมก็ไม่ทราบว่าทำไมนายบรรลือไม่สัมภาษณ์เจาะเข้าไปว่าจุดวิกฤติแท้จริงแล้วอยู่ตรงไหน
///เรื่องที่ทำให้เกิดเหตุมีต้นตอมาจากนายศุภชัย
ตรีบำรุง
หยิบยกคำว่าเฒ่าทารกมาพูดในที่ประชุม
ผมขอแสดงความเห็นตามความเข้าใจของผมว่านายศุภชัยไปเป่าหูสุวิทย์เข้าซึ่งหาหลักฐานไม่ได้ และหาไม่ได้จนทุกวันนี้
ที่ประชุมสมาคมฯมีความเห็นว่า
ต่อไปใครจะกล่าวหาใครต้องนำหลักฐานเข้ามาประกอบด้วยจึงจะรับฟัง
ไม่ใช่พูดลอยๆ(หรือผายลมทางปาก
อันนี้ผมเขียนเอง)จึงทำให้ทั้ง
2 คนไม่เข้าประชุมสมาคมฯ
ตั้งแต่บัดนั้นมา
///การที่นายศุภชัยพยายามหยิบยกเรื่องให้คนนั้นคนนี้มาชนกับผมตลอดเวลา
หรือหยิบเอาคนนั้นไปดิสเครดิตคนนี้
เป็นเพราะผมล่วงรู้ความชั่วของนายศุภชัยหลายอย่าง
เป็นการสร้างปัญหาให้กับสังคมมากกว่าจะสร้างสรรค์สังคม
ดังที่ครั้งหนึ่งเคยประชุมจัดงานครบรอบ
30 ปี 14 ตุลาคมที่วัดไทย ในที่ประชุมนายศุภชัยไม่พูด
แต่นำออกมาเขียนวิจารณ์ให้กลุ่มผู้จัดงานเกิดความเสียหาย
นี่คือวิชามารที่นายศุภชัยถนัดนัก
เป็นวิธีการที่เขาอยากเพิ่มต้นทุนทางสังคมให้กับตัวเอง
เพราะทุกวันนี้ต้นทุนทางสังคมในแอล.เอ.ของเขาติดลบ
///ส่วนเรื่องที่หนังสือพิมพ์สยามโครนิเคิลชี้แจงข่าวมา
สมาคมฯก็จะนำเข้าสู่ที่ประชุมต่อไปครับ
คือเมื่อเราถามไปเขาตอบกลับมาก็ต้องส่งเข้าที่ประชุมให้พิจารณากัน ผมเองตัดสินคนเดียวไม่ได้
///สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะขอพูดในฐานะส่วนตัว-ส่วนรวมคือตามเนื้อข่าวที่ว่านายบรรลือ สอนบาลี
บรรณาธิการบริหารได้ตอบคำถามในจดหมายจากสมาคมฯว่า
การนำเสนอข่าวและการหลีด(Lead-บ.ก.)หัวของสยามโครนิเคิลมีที่มาบนพื้นฐานจากความเป็นจริงที่ได้จากการสัมภาษณ์ทั้งหมด
โดยสรุปรวบยอดความคิดเพื่อให้กระชับได้ใจความตรงความหมาย
เข้าใจได้ทันที
เป็นหลักสากลของการบรรณาธิกรณ์ข่าว
โดยไม่มีเจตนาจะทำลายสมาคมฯหรือมุ่งโจมตีบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ
ผู้ที่เป็นบรรณาธิกรณ์ข่าวหรือ
Copy Desk ซึ่งให้หัวข่าวจะเข้าใจเรื่องนี้ดี
ในขณะที่ซีกผู้อ่านก็ย่อมมีวิจารณญาณแยกแยะได้อยู่แล้วว่าสิ่งไหนคือ
FACT
////ผมไม่ทราบจริงๆว่าวิชาสื่อสารมวลชนฯที่นายบรรลือเรียนมานั้นให้อำนาจ
Copy Desk ตีความรวบยอดข่าวด้วยตัวเองถึงขนาดนั้น
ผมอ่านข่าวแล้วเนื้อหาของข่าวไม่มีคำว่าอันธพาลแม้แต่น้อย เป็นการใส่อารมณ์ของคนพาดหัวข่าวเข้าไปแทน ส่วนวิชาที่ผมเรียนมาไม่เคยสอนให้ทำเช่นนั้น การทำ Summary Lead (โปรยข่าวหลังจากที่พาดหัวข่าวไปแล้ว)
จะต้องนำมาจากเนื้อหาข่าวทั้งหมด
สิ่งใดที่ไม่มีในเนื้อข่าวแต่นำมาโปรยด้วยนั้นถือเป็นความเห็นของคนโปรยข่าวจะนำมาปนกับข่าวไม่ได้
และการสรุปแทนผู้อ่านต้องตรงกับข้อเท็จจริงและเนื้อหาของข่าวที่เกิดขึ้น
///ถ้าอยากจะวิจารณ์ว่าการถกเถียงในที่ประชุมรุนแรง-ก้าวร้าว เป็นลักษณะของอันธพาล ก็จะต้องนำไปวิจารณ์ในคอลัมน์อันถือเป็นความเห็น
จะต้องไม่เอามาปนกับข่าว
อีกทั้งคำว่าการถกเถียงนั้นย่อมหมายถึงมีดีกรีความรุนแรงอยู่ในตัว
แต่จะมากน้อยแค่ไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าถกเถียงหมายถึงเรื่องนิ่มๆถือเป็นเรื่องของคนปัญญาอ่อน
นายบรรลือจะต้องไปเรียนภาษาไทยใหม่
///นอกจากนี้ผู้อ่านไม่อาจแยกแยะ
FACTS ได้ด้วยตัวเอง
เพราะคำว่า
Mass (มวลชน) เป็นสิ่งที่นับไม่ได้ คนอ่านหนังสือพิมพ์มีวุฒิภาวะไม่เท่าเทียมกัน
มีพื้นฐานการศึกษาแตกต่างกัน
(อย่างนายบรรลือกับนายศุภชัยอาจมีวุฒิภาวะเท่าเทียมกันเพราะทำหนังสือพิมพ์ร่วมกันได้
แต่เรื่องการศึกษานี่ผมไม่มั่นใจเพราะนายศุภชัยไม่เคยเปิดเผยในที่ใดๆ)
ดังนั้นการทำหนังสือพิมพ์ต้องทำให้
Mass อ่าน ไม่ได้เจาะจงกลุ่มบุคคล ไม่ได้เขียนให้พวกจบปริญญาอ่านเพียงกลุ่มเดียว จึงขอให้นายบรรลือทบทวนและทำความเข้าใจใหม่กับวิชาการหนังสือพิมพ์
รวมทั้งหลักการสากลของหนังสือพิมพ์ทั่วโลกก็ไม่มีที่ไหนเขาทำกัน
ถ้ามีไปหาข่าวไหนก็ได้มาให้ผมดูเป็นตัวอย่างด้วย
ผมคิดว่าคงมีที่สยามโครนิเคิลฉบับเดียว
///ขอให้นายบรรลือกลับไปอ่านเนื้อข่าวอีกครั้งว่ามีตรงไหนที่พูดถึงคำว่าอันธพาล ประชุมทีไรมีเรื่องทุกที รวมทั้งกลับไปอ่านบทสัมภาษณ์ของสุวิทย์
มณีนพรัตน์
ที่เขาให้สัมภาษณ์ว่าบรรยากาศการประชุมสมาคมสื่อมวลชนฯนั้นผมตีความได้ว่าไม่ใช่ไปนั่งฟังเลกเชอร์ในห้องเรียน
การประชุมจะต้องมีข้อถกเถียงกัน
ในเมื่อหนังสือพิมพ์ยังไปวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นได้
วิจารณ์ไปถึงการทำงานของข้าราชการและของรัฐบาล
ไฉนเลยคนประกอบวิชาชีพด้วยกันจะวิจารณ์หรือถกเถียงกันไม่ได้
นี่คือธรรมชาติของสื่อทั่วโลก
///อย่าว่าแต่สมาคมฯเลยครับ ในครอบครัวพ่อแม่ลูกยังต้องเถียงกันในความเห็นที่ไม่ลงรอยกัน(สามีบางคนขี้โมโหใช้ไม้ฟาดหน้าเมียตัวเองกลายเป็นเรื่อง
Domestic Violence ติดคุกไปก็มี)
หรือในสภาไต้หวัน
สภาญี่ปุ่น
สภาเกาหลี
สภาไทย เต็มไปด้วย
ท่านผู้ทรงเกียรติทั้งนั้น เมื่อเถียงกันไม่ตกฟากยังยกพวกตีกัน
ส.ส.หญิงก็จิกผมกัน
ส.ส.ชายใช้กำปั้นอัดกัน
ยกเก้าอี้ทุ่มกัน แต่การประชุมของสมาคมสื่อมวลชนฯยังไม่ถึงขั้นนั้นนะครับ
ถึงจะถกเถียงกันอย่างรุนแรงก็ด้วยเหตุด้วยผลของแต่ละคนทั้งสิ้น
เมื่อจบแล้วก็จบกัน
ถึงคราวก็เข้าประชุมใหม่
///เพื่อที่จะให้เกิดความชัดเจน
ผมขอยกตัวอย่างวิธีการทำข่าวอีกชิ้นหนึ่ง(ข่าวสมมติ)ดังนี้ครับ
///(พาดหัวหรือ Headline)
-ตำรวจจับบก.สยามโครนิเคิลใส่กุญแจมือ
/ หลังจากขว้างแคนดี้ในร้านสวนตาล
////(สรุปความหรือ
Summary Lead)- บก.สยามโครนิเคิลบรรลือ สอนบาลี
เกิดอารมณ์แต๋วคว้าแคนดี้ในโถห้องอาหารสวนตาลขว้างไปทั่ว
หลังจากไม่สบอารมณ์กับเจ้าของร้าน
ถูกตำรวจที่นั่งอยู่ในร้านจับใส่กุญแจมือพร้อมตักเตือนว่าจะสร้างความรุนแรงไม่ได้ในสังคมอเมริกัน
///(เนื้อหาข่าวหรือ
News content)-เหตุการณ์รายนี้เกิดขึ้นที่ห้องอาหารสวนตาล
ถนนฮอลลีวู้ด(ผู้สื่อข่าวจำวันที่ไม่ได้)
นายบรรลือ
สอนบาลี บรรณาธิการนสพ.สยามโครนิเคิลเกิดความโมโหนายสมชาย
(ขอสงวนนามสกุล)
เจ้าของห้องอาหารสวนตาลไม่ทราบว่าด้วยเรื่องอะไร
จึงไปหยิบแคนดี้ในโถที่ตั้งไว้สำหรับแขกเพื่ออมดับกลิ่นปากก่อนออกจากร้าน
จากนั้นขว้างไปทั่วเพื่อเป็นการประชด การกระทำครั้งนี้ได้ทำต่อหน้าต่อตาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่นั่งอยู่ในร้าน
นายบรรลือจึงถูกจับใส่กุญแจมือเพื่อนำไปสงบสติอารมณ์และถูกตำรวจตักเตือนว่าต่อไปจะก่อความรุนแรงแบบนี้ไม่ได้ในสังคมอเมริกัน
........
///นี่เป็นตัวอย่างของข่าวนะครับ ท่านจะเห็นได้ว่าในเนื้อหาข่าวไม่ได้มีคำว่าอารมณ์แต๋วเกิดแต่อย่างใด
ก็เหมือนเช่นเนื้อข่าวไม่มีคำว่าอันธพาลรวมอยู่ คนที่เป็นบรรณาธิกรณ์ข่าวเอาความรู้สึกของตัวเองมาใส่เข้าไป
เรียกว่าขอผสมโรงด้วยคนเพื่อความสะใจของตัวเอง
ซึ่งในวิชาการหนังสือพิมพ์หรือสื่อสารมวลชนทำไม่ได้
(ยกเว้นวิชามาร)
ผมคิดว่าตัวอย่างนี้น่าจะชัดเจนต่อผู้อ่านและคนทำหนังสือพิมพ์ทั้งมวล ดังนั้นอะไรที่ไม่มีในเนื้อข่าวอย่านำมาใส่
เด็ดขาด
////หากนายบรรลือมีโอกาสกลับเมืองไทย ผมขอให้นำข้อเขียนของผมไปให้อาจารย์ของนายบรรลืออ่าน
จะเอาตั้งแต่คณบดีลงมาถึงอาจารย์ผู้สอนวิชาเขียนข่าวก็ได้ หรือไม่เช่นนั้นก็อีเมลไปถามใครก็ได้ที่เป็นนักวิชาการด้านหนังสือพิมพ์แล้วให้คลิกเข้าไปอ่านใน
www.apacnews.net คอลัมน์ส่วนตัว-ส่วนรวม ผมนำขึ้นเว็บให้คนได้อ่านทั่วไป ว่าข้อเขียนของผมถูกหรือความเข้าใจของนายบรรลือผิด ถ้าเข้าใจผิดก็ทำความเข้าใจใหม่ได้
//// ก่อนจบ
มีข้อสะกิดใจผมเล็กน้อยที่นายบรรลือถามสุวิทย์ว่าสมาคมมีสมาชิกถึง
100 คนหรือเปล่า นายบรรลือน่าจะนับว่าหนังสือพิมพ์ที่นี่มีกี่ฉบับ และอีกกี่ฉบับที่ล้มหายตายจากไป
คนทำหนังสือพิมพ์เลิกทำไปแบกจ๊อบอย่างอื่นหรือกลับเมืองไทยไปแล้ว
ฯลฯ ในทำนองเดียวกันก็ต้องสำรวจตัวเองด้วยว่า
แต่ก่อนสยามโครนิเคิลมีคนทำงานด้วยกี่คน
เดี๋ยวนี้เหลืออยู่กี่คน
เพราะอะไร
อย่าเที่ยวคอยตรวจสอบคนอื่น
จนลืมตรวจสอบตัวเอง
///เท่าที่ผมทราบ คนข่าว-คนทำหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ที่เลิกทำเพราะ1.เกิดความขัดแย้งเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด 2.เจ้าของหนังสือพิมพ์ลืมจ่ายเงินเดือน(ฮา)
.....อ่านต่อ
|