Stem Cell : การสวนทางระหว่างวิทยาศาสตร์กัน กับศาสนา

   


ภาพที่นำมาลงนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่อง Stem Cell คนแรกเธอชื่อฟาม ถู ห่าง
(
Pham Thu Hang)อายุ 22


 

      เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐลงมติ 238-194 ให้ผ่านร่างกฎหมายที่ชื่อว่า the Stem Cell Research Enhancement Act of 2005 (H.R. 810)เป็นร่างกฎหมายที่เสนอโดยส.ส.ไมเคิ่ล แคสเทิ่ล พรรครีพับลิกันรัฐเดลลาแวร์กับ ส.ส.ไดแอนน่า เดอแก๊ต พรรคเดโมแครต รัฐโคโลราโด้

       ร่างกฎหมายฉบับนี้มีหลักการสำคัญคือรัฐบาลจะต้องใช้เงินสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเซลส์ตัวอ่อนของมนุษย์(embryonic stem cell)

       แน่นอนว่ามีทั้งกลุ่มสนับสนุนและกลุ่มคัดค้าน ผู้คัดค้านอาทิเช่นกลุ่มศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ เห็นว่าตัวอ่อนในครรภ์ของมนุษย์นั้นปฏิสนธิเป็นตัวคนแล้ว การฆ่าตัวอ่อนเพื่อวิจัยก็คือการฆ่ามนุษย์ ผู้นำศาสนาคือบาดหลวง Frank Pavone ผู้อำนวยการ National Director of Priests for Life ตำหนิการผ่านร่างกฎหมายนี้โดยใช้คำว่า Reprimands ไม่ถึงกับประนาม เพราะยังมีความหวังว่า ประธานาธิบดีจอร์จ บุช จะใช้อำนาจประธานาธิบดียับยั้งหรือวีโต้ร่างกฎหมายฉบับนี้

        ส่วนทางด้านนักวิทยาศาสตร์มีความเชื่อว่าเซลส์ของตัวอ่อนในครรภ์มนุษย์ที่เพิ่งจะเริ่มงอกนั้นอาจจะนำมาใช้เพื่อต่อสู้กับโรคภัยต่างๆของมนุษย์ได้ โดยนำมาเพาะเพื่อสร้างเนื้อเยื่อใหม่ จะได้นำไปทดแทน”สิ่งที่ขาดหายไป” Stem cells เหล่านี้มาจากไข่ของสตรีที่เพาะแล้วและนำไปเป็นไว้ในห้องแช่แข็งของคลีนิกแห่งหนึ่งหรือ vitro fertility (IVF) clinics ซึ่งมีอยู่หลายหมื่นตัวที่จะทำวิจัย

        หากร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านวุฒิสภาและประธานาธิบดีลงนาม กลุ่มวิจัยทางการแพทย์ที่เรียกว่า The Coalition for the Advancement of Medical Research (CAMR) จะทำหน้าที่นี้ กลุ่มนี้ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์,นักวิทยาศาสตร์สังคม,นักการศึกษาในมหาวิทยาลัย , กองทุน,ตลอดจนเอกชนและกลุ่มผู้ป่วย

        ปัจจุบันคนอเมริกันเป็นโรคที่รักษาไม่หายรวมทั้งโรคที่จะคร่าชีวิตมีอยู่ประมาณ 100 ล้านคน หากผลการวิจัยสำเร็จจาก stem cell อาจจะไปสร้างเนื้อเยื่อใหม่,เซลประสาทและเซลส์ผิวหนังใหม่ได้ และมีความเชื่อว่าจะทำให้คนที่เป็นมะเร็งเต้านม,มะเร็งอัณฑะ,มะเร็งในเม็ดเลือด,โรคเบาหวาน,โรคสั่น (Parkinson's disease)โรคความจำดับสูญ (Alzheimer's disease) แม้กระทั่งผู้เป็นอัมพาตเพราะกระดูกไขสันหลังอักเสบ ผู้เป็นโรคที่ทำให้หน้าตาบิดเบี้ยว (Huntington's chorea) ทั้งหลายทั้งปวงนี้อาจจะหายได้

        ผมใช้คำว่าอาจจะหายได้เพราะเป็นเรื่องที่จะต้องค้นคว้าวิจัยในเบื้องต้น คนที่ง่อยเปลี้ยเสียขาอยู่หรือเป็นโรคร้ายเหล่านี้อยู่เมื่อได้ยินเข้าก็ดีใจเพราะหากได้รับการรักษาหายเป็นปกติ ก็จะทำให้บุคลิกภาพของเขากลับฟื้นขึ้นมาได้เหมือนคนอื่น เรียกว่าดีกว่าอยู่เฉยๆเพราะเขาไม่มีอะไรจะสูญเสียแล้ว

       ถ้าเกิดความสำเร็จขึ้นมาก็ไม่ใช่ว่าจะทำมาใช้กับคนอเมริกันเท่านั้น แต่คนทั่วโลกจะได้ประโยชน์จากการนี้ด้วย ผมเชื่อในเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ที่ทำให้มนุษย์ก้าวหน้าต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ เรามี ธอมัส เอดิสัน ผู้คิดค้นเรื่องพลังงานทำให้เกิดแสงสว่าง พลังงานไฟฟ้าได้ส่งผลให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขนานใหญ่ เรามียาเพนนิซิลินใช้แก้การอักเสบ เรามีแท่นพิมพ์หนังสืออันทันสมัยก็เพราะการคิดค้นของกูเทนเบิร์ก (จริงๆแล้วระบบการพิมพ์เริ่มมาจากจีน คือการพิมพ์สีแดงไว้บนขนมเปี๊ยะก่อนใครอื่น)

เรามีพี่น้องตระกูลไร้ท์เพื่อหัดบินเหมือนนก ตอนนี้เราก็มีเครื่องบินนั่งข้ามทวีปหรือจรวดออกไปในอวกาศ เรามีการติดต่อสื่อสารกันผ่านอินเตอร์เน็ต ( International Network) ก็เพราะการคิดค้นของนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่สมัยใหม่ การส่งมนุษย์ไปลงดวงจันทร์ การส่งยานไปลงดาวอังคาร ฯลฯ เหล่านี้คือความเจริญทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้

       ในขณะเดียวกันศาสนาทุกศาสนาก็สอนไว้ว่าการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอื่นเป็นบาป ศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกจึงห้ามใช้ยาคุมกำเนิดหรือทำแท้ง ทำให้ประเทศละตินอเมริกามีพลเมืองเพิ่มมากขึ้นเพราะยึดมั่นในคำสอนของศาสนาเพราะมนุษย์และสัตว์เมื่อสมสู่กันแล้วย่อมจะเกิดตัวอ่อนขึ้นมา

       ศาสนายิวก็ส่งเสริมชีวิต แต่ยิวเขามีข้อพิเศษอยู่ว่าจะต้อง”รักษาชีวิต”ด้วยจึงนำสมาชิกชาวยูดาย 1.5 ล้านคนในสหรัฐอเมริกาออกมาหนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ เช่นเดียวกับพุทธศาสนาเมื่อเริ่มศีล 5 ก็ต้องว่าด้วยข้อแรกคือ”ปานาติปาตา”หรือห้ามมีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตทั้งชีวิตผู้อื่นและชีวิตตนเอง เพราะถือว่าเป็นบาป เราก็ต้องยึดมั่นถือมั่น

     ผมจึงมองว่าศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี แต่เหตุที่คนไม่ดีเพราะสภาพแวดล้อมที่เกิดมา ที่เรียนรู้มาหรือเรื่องของการเข้าสังคม การมีมารยาทในสังคม ฯลฯคนเราแตกต่างกันตรงนี้ โดยเฉพาะเรื่องความกะล่อนและตอแหล ตลอดจนการฉ้อโกงกัน เราจะเห็นได้ในคนประเภทนี้ที่มาด้วยกันคือ “ตอแหลและกะล่อนจะมากับการฉ้อโกงผู้อื่น” ผมว่านักวิทยาศาสตร์ควรคิดค้น Stem Cell เพื่อแก้ปัญหาให้คน 2 ประเภทนี้ด้วยจึงจะถูก

      โปรดอย่าให้ผมยกตัวอย่างเลยครับ เพราะเดินๆอยู่แถวแอล.เอ.นี่ก็เยอะทีเดียว

ศึกษากรณีวัดไวสเลีย-วัดชิโน่ฮิลส์

เงินบริจาคกับนักค้าคดีความ

            ในสังคมอเมริกัน หากเราไม่อาจตกลงกันได้ในปัญหาใดๆมักจะต้องพึ่งทนายความซึ่งทนายความคือเจ้าหน้าที่คนหนึ่งของศาล ( Officer of the Court ) ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาแก่ผู้มีปัญหาทางด้านกฎหมาย หากเป็นเอกชนที่จะฟ้องร้องเอามรดกกันเองเป็นร้อยๆล้าน ผมก็คงไม่สนใจเพราะไม่ใช่ธุระของผม แต่เหตุที่ผมต้องเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะมองไปยังปัญหาวัดพุทธในสังคมอเมริกันซึ่งมีปัญหาเรื่อง”กรรมสิทธิ์”หรือ”ความเป็นเจ้าของ”กันมาก

           ตัวอย่างที่เกิดกับวัดไวสเลีย ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 948 N.Leslie Rd., Visalia , CA 93291 วัดแห่งนี้มีพุทธศาสนิกชนใจบุญได้ยกให้เปล่า บุคคลผู้นั้นชื่ออเนก อิ่มพิทักษ์ ( Anak Imphitak) เมื่อวันที่ 27 เมษายน 1990 ตามโฉนด ( Gift Deed) ซึ่งทำไว้กับทูแลร์ เคาน์ตี้ บุคคลผู้รับคือ Wat Visalia, A Buddhist Non-profit Temple ก่อนหน้าที่จะได้ที่ดินผืนนี้นั้นวัดไวสเลียได้ขึ้นอยู่ในสังกัดสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาลำดับที่ 20 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2532 หรือปี 1989

          วัดเป็น NPO ซึ่งการเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรจะต้องมีบุคคลอย่างน้อย 3 คนเซ็นชื่อเข้าไปเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ประกอบด้วย CEO, CFO( Treasurer )และเลขานุการหรือ Secretary บุคคลเหล่านี้ถือเป็นเจ้าหน้าที่ขององค์กรที่จะดำเนินการใดๆให้เป็นไปตามกฎหมายองค์กรไม่แสวงหากำไร บุคคลที่จะเข้าไปทำหน้าที่เหล่านี้ได้ก็คือคนที่ช่วยวัด เป็นผู้ก่อตั้งวัด เป็นญาติโยมของพระเป็นต้น

         ต่อมาคนเราอาจแตกแยกกันได้ เหมือนแม่น้ำแยกสาย ไผ่แยกกอ ความเห็นไม่ตรงกันความขัดแย้งก็เกิดขึ้น ใครๆก็อยากจะเข้าไปมีอำนาจหน้าที่บริหารวัด ดังนั้นจะต้องช่วงชิงกัน การช่วงชิงจะต้องใช้อำนาจของทนายความเข้าไปจดทะเบียนแสดงความเป็นเจ้าของ อีกฝ่ายหนึ่งรู้เข้าก็ใช้ทนายความกลับไปจดทับซ้อน เมื่อจดทับกันไปทับกันมา (กฎหมายไม่ได้ห้ามว่าจะ file กี่ครั้ง) เรื่องจึงต้องไปลงเอยที่ศาลคือฟ้องร้องกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของกันเอาเอง โดยให้ศาลตัดสินชี้ขาด

           คราวนี้ถ้าบรรดา”เจ้าของวัด”ทั้งหลายใช้เงินของตัวเองสู้คดี ผมก็ไม่ว่า แต่นี่เอาเงินไปจากการบริจาคของประชาชนไปว่าจ้างทนายความ หากทั้งสองฝ่ายเอาเงินบริจาคในวัดไปสู้คดีแล้ววัดจะเหลืออะไร ? หนักเข้าก็จนกรอบกัน เหมือนเช่นวัดไวสเลียที่ต่อสู้คดีกันมานานหลายยก มีกรรมการหลายชุดทับกันไปทับกันมา

           ในที่สุดก็มีการตกลงกันว่าที่ดินผืนนี้ของวัดจะต้องขายออกไป เมื่อขายมาได้เท่าไหร่แล้วทางสงฆ์ไทยจะต้องได้เงิน 65,000 ดอลลาร์ ท่านเจ้าคุณพระราชธรรมวิเทศ รองประธานสมัชชาสงฆ์ก็เคยตอบคำถามผมว่าหากได้เงินก้อนนี้มาแล้วจะนำไปสร้างวัดในเขตที่มีคนไทยอาศัยอยู่มากหรือทางเหนือไวสเลียขึ้นไป

           ระหว่างที่เกิดคดีนั้นก็มีพระสงฆ์องค์เจ้าต้องกลับเมืองไทย สมัชชาสงฆ์ก็นำพระสงฆ์หลายชาติไปสวด ไปทำบุญที่วัดไวสเลีย และก็มอบหมายให้พระมหาสุนทร สอนชัย เป็นเจ้าอาวาสดูแลวัด เมื่อคดีจบสิ้นทุกคนก็ต้องออกจากที่ดินผืนนั้น และตามคำสั่งของศาลเงินที่ได้รับมาจะต้องนำไปเข้าองค์กรไม่แสวงหากำไร พระมหาสุนทรก็กลับมาอยู่วัดไทยแอล.เอ.ได้ประมาณ 8 เดือน

          จากรายงานข่าวทราบว่าคุณคมสันต์ อินทวัน เป็นผู้ทำหน้าที่ขายวัด ส่วนทนายความพอล โล เป็นทนายความให้กับวัดไวสเลีย เมื่อได้เงินมา 65,000 ดอลลาร์ ทนายความก็เรียกค่าเวลาไป 15,000 ดอลลาร์ เหลืออยู่ 50,000 ดอลลาร์ ท่านพระมหาสุนทรก็รับไป แต่เมื่อรับแล้วจะเข้ากระเป๋าย่อมเจอคุกแน่นอนจึงต้องหาองค์กรไม่แสวงหากำไรมารองรับ

          ผมไม่ทราบว่าใครช่วยคิด ท่านพระมหาสุนทรก็ไปจดทะเบียนตั้ง”วัดพุทธานุภาพ” ขึ้นมาเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2004 โดยใช้เลขที่ 8255 Van Noord Ave., N. Hollywood CA 91605 เป็นสถานที่ตั้ง เลขที่นี้ปรากฎว่าเป็นกุฎิ 5 ของวัดไทย สรุปก็คือตั้งวัดซ้อนวัดขึ้นมาเพื่อที่จะได้นำเงิน 50,000 ดอลลาร์ไปเข้าบัญชีได้อย่างถูกต้อง ผมจึงฟันธงไปได้ว่าท่าน”ส่อเจตนา”ฉ้อฉลหรือมิบเม้มโดยไม่บอกใคร ตามข่าวกล่าวว่าท่านเป็นนักกฎหมายเรียนจบจากม.สุโขทัยธรรมาธิราช เท็จจริงเป็นอย่างไรผมฟังมานะครับ ดังนั้นภาษากฎหมายเขาเรียกว่า”ส่อเจตนา” หากท่านรับเงินมาแล้วเรียนให้ท่านเจ้าคุณทราบว่าจะดำเนินการอย่างไร ป่านนี้ท่านมหาสุนทรก็จะต้องเป็น”ฮีโร่” ในสายตาของทั้งพระและโยม

             ผมไม่ทราบว่ามันมี”เวรกรรม”ข้อไหนมาบดบัง”บุญ”ที่ท่านได้สั่งสมมา บวชเรียนก็เป็นถึงมหาเปรียญ 6 ประโยค แล้วทำไมท่านคิดสั้น หากท่านอยากเป็นเจ้าอาวาสต่อไปและขอเงินที่ได้มาไปตั้งวัดก็ต้องนำเรื่องเข้าปรึกษาสมัชชาสงฆ์ไทยฯ หรือว่าท่านคิดจะหอบ 5 หมื่นกลับเมืองไทย? หรือว่าเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วท่านจะสึกและมีเงินในบัญชีถึง 5 หมื่นดอลลาร์ ออกมาหาสาว-แก่หรือแม่หม้ายสักคนแต่งงานด้วย ?

            คราวนี้เรื่องแตกก็ตอนที่แม่ของคุณคมสันต์ อินทวัน มาทำบุญที่วัดไทยตอนเดือนมีนาคม พร้อมกับเรียนถามท่านเจ้าคุณ โดยแสดงความว่าสงสัยท่านเจ้าคุณจะเม้มเงิน 50,000 ร่วมกับพระมหาสุนทร สอนชัย หรือเปล่า? ท่านเจ้าคุณก็เต้นผาง เงินอะไรกันนี่ เมื่อสอบถามแล้วจึงทราบว่าเป็นเงินขายวัดไวสเลีย ข้อเท็จจริงก็เลยปรากฎออกมาว่าเงิน 50,000 ดอลลาร์นั้นนำไปเข้าบัญชี CitiBank จากเอกสารการจดทะเบียนนั้นนอกจากพระมหาสุนทรจะเป็น CEO แล้วยังมีคุณศุภชัย ธนะศรีลังกูร เป็น CFO มีคุณแนนซี่ ภูพงศ์ไพบูลย์ เป็นเลขานุการ ผู้จัดการเรื่องนี้ให้ชื่อคุณสายใจ แมทธิว ต่อมาคุณศุภชัยบอกว่าไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆกับการกระทำของท่านสุนทร

            ผลปรากฎว่าท่านสุนทรจะต้องไปเบิกเงินมาคืนให้และส่งเข้าสมัชชาสงฆ์ไทยไปเรียบร้อย ส่วนการจดทะเบียนวัดพุทธานุภาพซ้อนวัดไทยขึ้นมานั้นก็ให้ไปจัดการแจ้งรัฐแคลิฟอร์เนียเพื่อลบทิ้ง ท่านสุนทรถูกขับไล่ออกจากวัดและล่าสุดทนายความพอล โล ส่งจดหมายมาขู่เจ้าคุณพระราชธรรมวิเทศลงวันที่ 29 มีนาคม 2005 สรุปได้ว่ามีอยู่ 3 ข้อประกอบด้วย 1. ให้ท่านเจ้าคุณพระราชธรรมวิเทศ เขียนหนังสือรับรองว่าพระมหาสุนทร สอนชัย ไม่มีพฤติกรรมที่เสียหายใดๆ ทั้งสิ้น 2. ให้รับกลับมาพักที่วัดไทย และ 3. ให้คืนเงินห้าหมื่นดอลลาร์โดยนำกลับเข้าบัญชี CitiBank เหมือนเดิม ถ้าไม่ปฏิบัติภายใน5 วันนับจากวันที่ได้รับจดหมาย จะมีการฟ้องร้อง ซึ่งวัดไทยฯ ได้ประชุมคณะกรรมการบอร์ดและกรรมการบริหารพร้อมกับ นายเดวิด คริสเตียนสัน ทนายความ ซึ่งนายเดวิดรับหน้าที่ตอบจดหมายแก่ทนายความพอล โล เพราะเห็นว่าเป็นเพียงจดหมายขู่เท่านั้น

             ขอให้ท่านพิจารณาต่อไป หากเป็นความกันขึ้นมา ใครจะได้เงินครับหากไม่ใช่ทนายความ นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมเห็นว่าเงินทั้งหลายทั้งปวงเกิดมาจากที่ชาวบ้านบริจาคหรือเกิดจากมูลค่าของที่ดินวัดที่เพิ่มขึ้นทุกปี เมื่อขายแล้วก็มีเงินก้อน แต่เงินก้อนไม่ใช่ของพระหรือของใครคนใดคนหนึ่งจะต้องนำเข้าองค์กรไม่แสวงหากำไรที่อยู่ภายใต้กฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนีย

             คราวนี้ผมก็อยากจะให้ผู้อ่านหันมามองวัดพระพุทธชินราช ชิโนฮิลส์ ตอนนี้ตกอยู่ในทำนองเดียวกัน กล่าวคือมีการเปลี่ยน CEO กลับไปกลับมาเท่าที่ผมทราบจากคุณประกอบ ทองทา ไปเป็นพระดร.วิเวก วิเวกานันทะ จากนั้นพระวิเวกมอบตำแหน่ง CEO ให้คุณคมสันต์ อินทวัน แล้วคุณคมสันต์ก็ส่งกลับมาที่พระวิเวก

            ต่อมามีข่าวว่าจะตัดที่ดินวัดชิโนฮิลส์ 3.5 เอเคอร์ออกขายเพื่อนำเงินไปชดใช้หนี้ 1.25 ล้านดอลลาร์ แต่ทว่าราคาประเมินที่ดินในแถบนั้นเอเคอร์ละ 1.5 ล้านดอลลาร์ ส่วนที่หายไปนั้นหายไปไหน ? หลังจากถูกต่อต้านมากเข้าพระอธิการไสว ชมไกร ก็ออกแถลงการณ์มาเล่นลิ้นว่าเกิดความผิดพลาดทางการสื่อสาร แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นความผิดทาง”มุสา”

           ความข้อนี้จะเห็นได้จากหลังการสุมหัวประชุมกันทั้งพระทั้งฆราวาสเพื่อตัดที่ดินวัดขายแล้วนำมาลงเป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์แจ้งให้คนรู้ หากไม่เรียกว่า”มุสา”แล้วจะเรียกว่าอะไร คนมุสากะล่อนปลิ้นปล้อนจะคบได้หรือ?

          คราวนี้อีท่าไหนไม่ทราบพระปาละ (พระแขก)กลายเป็น CEO ไปจดทะเบียนที่ซาคราเมนโต้ โดยใช้ทนายความพอล โล อีก จนกระทั่งทนายความส่งใบทวงเงิน เป็นใบเสร็จหมายเลข 295 ลงวันที่ 7 เมษายน 2005 โดยสำนักงานทนายความพอล ซี.โล ( Law Offices of Paul C.Lo) เลขที่ 1820 P Street , Merced , CA 95340 มีมาถึงพระโสมาปาละ นานายากะระ เพื่อเรียกเก็บเงินค่าปรึกษาทนายรวมทั้งสิ้น 4,623 ดอลลาร์จากค่าปรึกษา 22.90 ชั่วโมง

            ใบเสร็จรับเงินได้แจ้งรายละเอียดว่ามีการปรึกษาทนายมาตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2005 ถึงวันที่ 6 เมษายน 2005 โดยทนายความระบุว่าวันแรกได้เดินทางไปและกลับเพื่อพบพระสงฆ์ที่วัดพระพุทธชินราชิโนฮิลส์ 12 ชั่วโมงเป็นเงิน 2,400 ดอลลาร์

            ผมคิดว่าเงินจำนวนนี้จะเอามาจากไหน หากไม่เอามาจากการจัดงานสงกรานต์ที่คุณจักษ์ทิป ชนะพลคลัง เป็นประธานรวบรวมเงินได้ถึงกว่า 16,000 ดอลลาร์

           ในความเห็นของผมทั้งวัดไวสเลียและวัดชิโน่ฮิลส์ มีชื่อของคุณคมสันต์ อินทวัน กับทนายความพอล โล เข้าไปเกี่ยวข้อง และก็กำลังจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับวัดไทยในกรณีของพระมหาสุนทร สอนชัย พวกเราชาวพุทธไม่เอะใจบ้างหรือครับว่า ทั้งสองคนนี้มีเอี่ยวกันในงานทางด้านกฎหมายอันนำไปสู่การค้าความ ส่วนคนที่จะควักเงินจ่ายนั้นคือ”วัด”ครับ แล้วมีใครที่ไหนจะทำบุญให้วัดเพื่อนำเงินไปสนับสนุนการค้าความ

             ผมเขียนมาถึงตรงนี้อย่าเพิ่งเชื่อผมนะครับ ขอให้พิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นแล้วมองว่าใครกำลังทำมาหากินกับวัด ส่วนพระที่มาอยู่อเมริกาใหม่ๆหรือไม่ค่อยรู้ประสีประสากับความซับซ้อนของสังคมเมืองนี้ อย่าไปฟังมากนะครับกับคำพูดที่ว่า”ไม่ต้องกลัว เรามีทนาย” คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วใครเป็นคนออกค่าทนายให้ท่าน ( ฉบับ 222 วันที่ 5-11 พฤษภาคม 2005 ) .....อ่านต่อ

 

 
 
 
 
 
 
     

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy