เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา
สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐลงมติ
238-194 ให้ผ่านร่างกฎหมายที่ชื่อว่า
the Stem Cell Research Enhancement Act of 2005 (H.R. 810)เป็นร่างกฎหมายที่เสนอโดยส.ส.ไมเคิ่ล
แคสเทิ่ล พรรครีพับลิกันรัฐเดลลาแวร์กับ
ส.ส.ไดแอนน่า
เดอแก๊ต พรรคเดโมแครต
รัฐโคโลราโด้
ร่างกฎหมายฉบับนี้มีหลักการสำคัญคือรัฐบาลจะต้องใช้เงินสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเซลส์ตัวอ่อนของมนุษย์(embryonic
stem cell)
แน่นอนว่ามีทั้งกลุ่มสนับสนุนและกลุ่มคัดค้าน
ผู้คัดค้านอาทิเช่นกลุ่มศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ
เห็นว่าตัวอ่อนในครรภ์ของมนุษย์นั้นปฏิสนธิเป็นตัวคนแล้ว
การฆ่าตัวอ่อนเพื่อวิจัยก็คือการฆ่ามนุษย์
ผู้นำศาสนาคือบาดหลวง
Frank Pavone ผู้อำนวยการ
National Director of Priests for Life ตำหนิการผ่านร่างกฎหมายนี้โดยใช้คำว่า
Reprimands ไม่ถึงกับประนาม
เพราะยังมีความหวังว่า
ประธานาธิบดีจอร์จ
บุช จะใช้อำนาจประธานาธิบดียับยั้งหรือวีโต้ร่างกฎหมายฉบับนี้
ส่วนทางด้านนักวิทยาศาสตร์มีความเชื่อว่าเซลส์ของตัวอ่อนในครรภ์มนุษย์ที่เพิ่งจะเริ่มงอกนั้นอาจจะนำมาใช้เพื่อต่อสู้กับโรคภัยต่างๆของมนุษย์ได้
โดยนำมาเพาะเพื่อสร้างเนื้อเยื่อใหม่
จะได้นำไปทดแทนสิ่งที่ขาดหายไป
Stem cells เหล่านี้มาจากไข่ของสตรีที่เพาะแล้วและนำไปเป็นไว้ในห้องแช่แข็งของคลีนิกแห่งหนึ่งหรือ
vitro fertility (IVF) clinics ซึ่งมีอยู่หลายหมื่นตัวที่จะทำวิจัย
หากร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านวุฒิสภาและประธานาธิบดีลงนาม
กลุ่มวิจัยทางการแพทย์ที่เรียกว่า
The Coalition for the Advancement of Medical Research (CAMR)
จะทำหน้าที่นี้
กลุ่มนี้ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์,นักวิทยาศาสตร์สังคม,นักการศึกษาในมหาวิทยาลัย
, กองทุน,ตลอดจนเอกชนและกลุ่มผู้ป่วย
ปัจจุบันคนอเมริกันเป็นโรคที่รักษาไม่หายรวมทั้งโรคที่จะคร่าชีวิตมีอยู่ประมาณ
100 ล้านคน
หากผลการวิจัยสำเร็จจาก
stem cell อาจจะไปสร้างเนื้อเยื่อใหม่,เซลประสาทและเซลส์ผิวหนังใหม่ได้
และมีความเชื่อว่าจะทำให้คนที่เป็นมะเร็งเต้านม,มะเร็งอัณฑะ,มะเร็งในเม็ดเลือด,โรคเบาหวาน,โรคสั่น (Parkinson's
disease)โรคความจำดับสูญ
(Alzheimer's disease) แม้กระทั่งผู้เป็นอัมพาตเพราะกระดูกไขสันหลังอักเสบ
ผู้เป็นโรคที่ทำให้หน้าตาบิดเบี้ยว
(Huntington's chorea) ทั้งหลายทั้งปวงนี้อาจจะหายได้
ผมใช้คำว่าอาจจะหายได้เพราะเป็นเรื่องที่จะต้องค้นคว้าวิจัยในเบื้องต้น
คนที่ง่อยเปลี้ยเสียขาอยู่หรือเป็นโรคร้ายเหล่านี้อยู่เมื่อได้ยินเข้าก็ดีใจเพราะหากได้รับการรักษาหายเป็นปกติ
ก็จะทำให้บุคลิกภาพของเขากลับฟื้นขึ้นมาได้เหมือนคนอื่น
เรียกว่าดีกว่าอยู่เฉยๆเพราะเขาไม่มีอะไรจะสูญเสียแล้ว
ถ้าเกิดความสำเร็จขึ้นมาก็ไม่ใช่ว่าจะทำมาใช้กับคนอเมริกันเท่านั้น
แต่คนทั่วโลกจะได้ประโยชน์จากการนี้ด้วย
ผมเชื่อในเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ที่ทำให้มนุษย์ก้าวหน้าต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ
เรามี ธอมัส
เอดิสัน ผู้คิดค้นเรื่องพลังงานทำให้เกิดแสงสว่าง
พลังงานไฟฟ้าได้ส่งผลให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขนานใหญ่
เรามียาเพนนิซิลินใช้แก้การอักเสบ
เรามีแท่นพิมพ์หนังสืออันทันสมัยก็เพราะการคิดค้นของกูเทนเบิร์ก
(จริงๆแล้วระบบการพิมพ์เริ่มมาจากจีน
คือการพิมพ์สีแดงไว้บนขนมเปี๊ยะก่อนใครอื่น)
เรามีพี่น้องตระกูลไร้ท์เพื่อหัดบินเหมือนนก
ตอนนี้เราก็มีเครื่องบินนั่งข้ามทวีปหรือจรวดออกไปในอวกาศ
เรามีการติดต่อสื่อสารกันผ่านอินเตอร์เน็ต
( International
Network) ก็เพราะการคิดค้นของนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่สมัยใหม่
การส่งมนุษย์ไปลงดวงจันทร์
การส่งยานไปลงดาวอังคาร
ฯลฯ เหล่านี้คือความเจริญทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้
ในขณะเดียวกันศาสนาทุกศาสนาก็สอนไว้ว่าการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอื่นเป็นบาป
ศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกจึงห้ามใช้ยาคุมกำเนิดหรือทำแท้ง
ทำให้ประเทศละตินอเมริกามีพลเมืองเพิ่มมากขึ้นเพราะยึดมั่นในคำสอนของศาสนาเพราะมนุษย์และสัตว์เมื่อสมสู่กันแล้วย่อมจะเกิดตัวอ่อนขึ้นมา
ศาสนายิวก็ส่งเสริมชีวิต
แต่ยิวเขามีข้อพิเศษอยู่ว่าจะต้องรักษาชีวิตด้วยจึงนำสมาชิกชาวยูดาย
1.5 ล้านคนในสหรัฐอเมริกาออกมาหนุนร่างกฎหมายฉบับนี้
เช่นเดียวกับพุทธศาสนาเมื่อเริ่มศีล
5 ก็ต้องว่าด้วยข้อแรกคือปานาติปาตาหรือห้ามมีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตทั้งชีวิตผู้อื่นและชีวิตตนเอง
เพราะถือว่าเป็นบาป
เราก็ต้องยึดมั่นถือมั่น
ผมจึงมองว่าศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี
แต่เหตุที่คนไม่ดีเพราะสภาพแวดล้อมที่เกิดมา
ที่เรียนรู้มาหรือเรื่องของการเข้าสังคม
การมีมารยาทในสังคม
ฯลฯคนเราแตกต่างกันตรงนี้
โดยเฉพาะเรื่องความกะล่อนและตอแหล
ตลอดจนการฉ้อโกงกัน
เราจะเห็นได้ในคนประเภทนี้ที่มาด้วยกันคือ
ตอแหลและกะล่อนจะมากับการฉ้อโกงผู้อื่น
ผมว่านักวิทยาศาสตร์ควรคิดค้น
Stem Cell เพื่อแก้ปัญหาให้คน
2 ประเภทนี้ด้วยจึงจะถูก
โปรดอย่าให้ผมยกตัวอย่างเลยครับ
เพราะเดินๆอยู่แถวแอล.เอ.นี่ก็เยอะทีเดียว
ศึกษากรณีวัดไวสเลีย-วัดชิโน่ฮิลส์
เงินบริจาคกับนักค้าคดีความ
ในสังคมอเมริกัน
หากเราไม่อาจตกลงกันได้ในปัญหาใดๆมักจะต้องพึ่งทนายความซึ่งทนายความคือเจ้าหน้าที่คนหนึ่งของศาล ( Officer of the
Court ) ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาแก่ผู้มีปัญหาทางด้านกฎหมาย
หากเป็นเอกชนที่จะฟ้องร้องเอามรดกกันเองเป็นร้อยๆล้าน
ผมก็คงไม่สนใจเพราะไม่ใช่ธุระของผม
แต่เหตุที่ผมต้องเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา
เพราะมองไปยังปัญหาวัดพุทธในสังคมอเมริกันซึ่งมีปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์หรือความเป็นเจ้าของกันมาก
ตัวอย่างที่เกิดกับวัดไวสเลีย
ซึ่งตั้งอยู่เลขที่
948 N.Leslie Rd., Visalia , CA 93291 วัดแห่งนี้มีพุทธศาสนิกชนใจบุญได้ยกให้เปล่า
บุคคลผู้นั้นชื่ออเนก
อิ่มพิทักษ์
( Anak Imphitak) เมื่อวันที่
27 เมษายน
1990 ตามโฉนด
( Gift Deed) ซึ่งทำไว้กับทูแลร์
เคาน์ตี้ บุคคลผู้รับคือ
Wat Visalia, A Buddhist Non-profit Temple ก่อนหน้าที่จะได้ที่ดินผืนนี้นั้นวัดไวสเลียได้ขึ้นอยู่ในสังกัดสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาลำดับที่
20 เมื่อวันที่
26 พฤษภาคม
2532 หรือปี
1989
วัดเป็น NPO ซึ่งการเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรจะต้องมีบุคคลอย่างน้อย
3 คนเซ็นชื่อเข้าไปเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย
ประกอบด้วย
CEO, CFO( Treasurer )และเลขานุการหรือ
Secretary บุคคลเหล่านี้ถือเป็นเจ้าหน้าที่ขององค์กรที่จะดำเนินการใดๆให้เป็นไปตามกฎหมายองค์กรไม่แสวงหากำไร
บุคคลที่จะเข้าไปทำหน้าที่เหล่านี้ได้ก็คือคนที่ช่วยวัด
เป็นผู้ก่อตั้งวัด
เป็นญาติโยมของพระเป็นต้น
ต่อมาคนเราอาจแตกแยกกันได้
เหมือนแม่น้ำแยกสาย
ไผ่แยกกอ ความเห็นไม่ตรงกันความขัดแย้งก็เกิดขึ้น
ใครๆก็อยากจะเข้าไปมีอำนาจหน้าที่บริหารวัด
ดังนั้นจะต้องช่วงชิงกัน
การช่วงชิงจะต้องใช้อำนาจของทนายความเข้าไปจดทะเบียนแสดงความเป็นเจ้าของ
อีกฝ่ายหนึ่งรู้เข้าก็ใช้ทนายความกลับไปจดทับซ้อน
เมื่อจดทับกันไปทับกันมา
(กฎหมายไม่ได้ห้ามว่าจะ
file กี่ครั้ง)
เรื่องจึงต้องไปลงเอยที่ศาลคือฟ้องร้องกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของกันเอาเอง
โดยให้ศาลตัดสินชี้ขาด
คราวนี้ถ้าบรรดาเจ้าของวัดทั้งหลายใช้เงินของตัวเองสู้คดี
ผมก็ไม่ว่า
แต่นี่เอาเงินไปจากการบริจาคของประชาชนไปว่าจ้างทนายความ
หากทั้งสองฝ่ายเอาเงินบริจาคในวัดไปสู้คดีแล้ววัดจะเหลืออะไร
? หนักเข้าก็จนกรอบกัน
เหมือนเช่นวัดไวสเลียที่ต่อสู้คดีกันมานานหลายยก
มีกรรมการหลายชุดทับกันไปทับกันมา
ในที่สุดก็มีการตกลงกันว่าที่ดินผืนนี้ของวัดจะต้องขายออกไป
เมื่อขายมาได้เท่าไหร่แล้วทางสงฆ์ไทยจะต้องได้เงิน
65,000 ดอลลาร์
ท่านเจ้าคุณพระราชธรรมวิเทศ
รองประธานสมัชชาสงฆ์ก็เคยตอบคำถามผมว่าหากได้เงินก้อนนี้มาแล้วจะนำไปสร้างวัดในเขตที่มีคนไทยอาศัยอยู่มากหรือทางเหนือไวสเลียขึ้นไป
ระหว่างที่เกิดคดีนั้นก็มีพระสงฆ์องค์เจ้าต้องกลับเมืองไทย
สมัชชาสงฆ์ก็นำพระสงฆ์หลายชาติไปสวด
ไปทำบุญที่วัดไวสเลีย
และก็มอบหมายให้พระมหาสุนทร
สอนชัย เป็นเจ้าอาวาสดูแลวัด
เมื่อคดีจบสิ้นทุกคนก็ต้องออกจากที่ดินผืนนั้น
และตามคำสั่งของศาลเงินที่ได้รับมาจะต้องนำไปเข้าองค์กรไม่แสวงหากำไร
พระมหาสุนทรก็กลับมาอยู่วัดไทยแอล.เอ.ได้ประมาณ
8 เดือน
จากรายงานข่าวทราบว่าคุณคมสันต์
อินทวัน เป็นผู้ทำหน้าที่ขายวัด
ส่วนทนายความพอล
โล เป็นทนายความให้กับวัดไวสเลีย
เมื่อได้เงินมา
65,000 ดอลลาร์
ทนายความก็เรียกค่าเวลาไป
15,000 ดอลลาร์
เหลืออยู่
50,000 ดอลลาร์ ท่านพระมหาสุนทรก็รับไป
แต่เมื่อรับแล้วจะเข้ากระเป๋าย่อมเจอคุกแน่นอนจึงต้องหาองค์กรไม่แสวงหากำไรมารองรับ
ผมไม่ทราบว่าใครช่วยคิด
ท่านพระมหาสุนทรก็ไปจดทะเบียนตั้งวัดพุทธานุภาพ
ขึ้นมาเมื่อวันที่
22 ธันวาคม
2004 โดยใช้เลขที่
8255 Van Noord Ave., N. Hollywood CA 91605 เป็นสถานที่ตั้ง
เลขที่นี้ปรากฎว่าเป็นกุฎิ
5 ของวัดไทย
สรุปก็คือตั้งวัดซ้อนวัดขึ้นมาเพื่อที่จะได้นำเงิน
50,000 ดอลลาร์ไปเข้าบัญชีได้อย่างถูกต้อง
ผมจึงฟันธงไปได้ว่าท่านส่อเจตนาฉ้อฉลหรือมิบเม้มโดยไม่บอกใคร
ตามข่าวกล่าวว่าท่านเป็นนักกฎหมายเรียนจบจากม.สุโขทัยธรรมาธิราช
เท็จจริงเป็นอย่างไรผมฟังมานะครับ
ดังนั้นภาษากฎหมายเขาเรียกว่าส่อเจตนา หากท่านรับเงินมาแล้วเรียนให้ท่านเจ้าคุณทราบว่าจะดำเนินการอย่างไร
ป่านนี้ท่านมหาสุนทรก็จะต้องเป็นฮีโร่ ในสายตาของทั้งพระและโยม
ผมไม่ทราบว่ามันมีเวรกรรมข้อไหนมาบดบังบุญที่ท่านได้สั่งสมมา
บวชเรียนก็เป็นถึงมหาเปรียญ
6 ประโยค
แล้วทำไมท่านคิดสั้น
หากท่านอยากเป็นเจ้าอาวาสต่อไปและขอเงินที่ได้มาไปตั้งวัดก็ต้องนำเรื่องเข้าปรึกษาสมัชชาสงฆ์ไทยฯ
หรือว่าท่านคิดจะหอบ
5 หมื่นกลับเมืองไทย?
หรือว่าเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วท่านจะสึกและมีเงินในบัญชีถึง
5 หมื่นดอลลาร์
ออกมาหาสาว-แก่หรือแม่หม้ายสักคนแต่งงานด้วย
?
คราวนี้เรื่องแตกก็ตอนที่แม่ของคุณคมสันต์
อินทวัน มาทำบุญที่วัดไทยตอนเดือนมีนาคม
พร้อมกับเรียนถามท่านเจ้าคุณ
โดยแสดงความว่าสงสัยท่านเจ้าคุณจะเม้มเงิน
50,000 ร่วมกับพระมหาสุนทร
สอนชัย หรือเปล่า?
ท่านเจ้าคุณก็เต้นผาง
เงินอะไรกันนี่
เมื่อสอบถามแล้วจึงทราบว่าเป็นเงินขายวัดไวสเลีย
ข้อเท็จจริงก็เลยปรากฎออกมาว่าเงิน
50,000 ดอลลาร์นั้นนำไปเข้าบัญชี
CitiBank จากเอกสารการจดทะเบียนนั้นนอกจากพระมหาสุนทรจะเป็น
CEO แล้วยังมีคุณศุภชัย
ธนะศรีลังกูร
เป็น CFO มีคุณแนนซี่
ภูพงศ์ไพบูลย์
เป็นเลขานุการ
ผู้จัดการเรื่องนี้ให้ชื่อคุณสายใจ
แมทธิว ต่อมาคุณศุภชัยบอกว่าไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆกับการกระทำของท่านสุนทร
ผลปรากฎว่าท่านสุนทรจะต้องไปเบิกเงินมาคืนให้และส่งเข้าสมัชชาสงฆ์ไทยไปเรียบร้อย
ส่วนการจดทะเบียนวัดพุทธานุภาพซ้อนวัดไทยขึ้นมานั้นก็ให้ไปจัดการแจ้งรัฐแคลิฟอร์เนียเพื่อลบทิ้ง
ท่านสุนทรถูกขับไล่ออกจากวัดและล่าสุดทนายความพอล
โล ส่งจดหมายมาขู่เจ้าคุณพระราชธรรมวิเทศลงวันที่
29 มีนาคม
2005 สรุปได้ว่ามีอยู่
3 ข้อประกอบด้วย
1. ให้ท่านเจ้าคุณพระราชธรรมวิเทศ
เขียนหนังสือรับรองว่าพระมหาสุนทร
สอนชัย ไม่มีพฤติกรรมที่เสียหายใดๆ
ทั้งสิ้น 2.
ให้รับกลับมาพักที่วัดไทย
และ 3. ให้คืนเงินห้าหมื่นดอลลาร์โดยนำกลับเข้าบัญชี
CitiBank เหมือนเดิม
ถ้าไม่ปฏิบัติภายใน5
วันนับจากวันที่ได้รับจดหมาย
จะมีการฟ้องร้อง
ซึ่งวัดไทยฯ
ได้ประชุมคณะกรรมการบอร์ดและกรรมการบริหารพร้อมกับ
นายเดวิด คริสเตียนสัน
ทนายความ ซึ่งนายเดวิดรับหน้าที่ตอบจดหมายแก่ทนายความพอล
โล เพราะเห็นว่าเป็นเพียงจดหมายขู่เท่านั้น
ขอให้ท่านพิจารณาต่อไป
หากเป็นความกันขึ้นมา
ใครจะได้เงินครับหากไม่ใช่ทนายความ
นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมเห็นว่าเงินทั้งหลายทั้งปวงเกิดมาจากที่ชาวบ้านบริจาคหรือเกิดจากมูลค่าของที่ดินวัดที่เพิ่มขึ้นทุกปี
เมื่อขายแล้วก็มีเงินก้อน
แต่เงินก้อนไม่ใช่ของพระหรือของใครคนใดคนหนึ่งจะต้องนำเข้าองค์กรไม่แสวงหากำไรที่อยู่ภายใต้กฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนีย
คราวนี้ผมก็อยากจะให้ผู้อ่านหันมามองวัดพระพุทธชินราช
ชิโนฮิลส์
ตอนนี้ตกอยู่ในทำนองเดียวกัน
กล่าวคือมีการเปลี่ยน
CEO กลับไปกลับมาเท่าที่ผมทราบจากคุณประกอบ
ทองทา ไปเป็นพระดร.วิเวก
วิเวกานันทะ
จากนั้นพระวิเวกมอบตำแหน่ง
CEO ให้คุณคมสันต์
อินทวัน แล้วคุณคมสันต์ก็ส่งกลับมาที่พระวิเวก
ต่อมามีข่าวว่าจะตัดที่ดินวัดชิโนฮิลส์
3.5 เอเคอร์ออกขายเพื่อนำเงินไปชดใช้หนี้
1.25 ล้านดอลลาร์
แต่ทว่าราคาประเมินที่ดินในแถบนั้นเอเคอร์ละ
1.5 ล้านดอลลาร์
ส่วนที่หายไปนั้นหายไปไหน
? หลังจากถูกต่อต้านมากเข้าพระอธิการไสว
ชมไกร ก็ออกแถลงการณ์มาเล่นลิ้นว่าเกิดความผิดพลาดทางการสื่อสาร
แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นความผิดทางมุสา
ความข้อนี้จะเห็นได้จากหลังการสุมหัวประชุมกันทั้งพระทั้งฆราวาสเพื่อตัดที่ดินวัดขายแล้วนำมาลงเป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์แจ้งให้คนรู้
หากไม่เรียกว่ามุสาแล้วจะเรียกว่าอะไร
คนมุสากะล่อนปลิ้นปล้อนจะคบได้หรือ?
คราวนี้อีท่าไหนไม่ทราบพระปาละ
(พระแขก)กลายเป็น
CEO ไปจดทะเบียนที่ซาคราเมนโต้
โดยใช้ทนายความพอล
โล อีก จนกระทั่งทนายความส่งใบทวงเงิน
เป็นใบเสร็จหมายเลข
295 ลงวันที่
7 เมษายน
2005 โดยสำนักงานทนายความพอล
ซี.โล ( Law Offices of Paul C.Lo)
เลขที่ 1820 P Street , Merced
, CA 95340 มีมาถึงพระโสมาปาละ
นานายากะระ
เพื่อเรียกเก็บเงินค่าปรึกษาทนายรวมทั้งสิ้น
4,623 ดอลลาร์จากค่าปรึกษา
22.90 ชั่วโมง
ใบเสร็จรับเงินได้แจ้งรายละเอียดว่ามีการปรึกษาทนายมาตั้งแต่วันที่
19 มีนาคม
2005 ถึงวันที่
6 เมษายน
2005 โดยทนายความระบุว่าวันแรกได้เดินทางไปและกลับเพื่อพบพระสงฆ์ที่วัดพระพุทธชินราชิโนฮิลส์
12 ชั่วโมงเป็นเงิน
2,400 ดอลลาร์
ผมคิดว่าเงินจำนวนนี้จะเอามาจากไหน
หากไม่เอามาจากการจัดงานสงกรานต์ที่คุณจักษ์ทิป
ชนะพลคลัง
เป็นประธานรวบรวมเงินได้ถึงกว่า
16,000 ดอลลาร์
ในความเห็นของผมทั้งวัดไวสเลียและวัดชิโน่ฮิลส์
มีชื่อของคุณคมสันต์
อินทวัน กับทนายความพอล
โล เข้าไปเกี่ยวข้อง
และก็กำลังจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับวัดไทยในกรณีของพระมหาสุนทร
สอนชัย พวกเราชาวพุทธไม่เอะใจบ้างหรือครับว่า
ทั้งสองคนนี้มีเอี่ยวกันในงานทางด้านกฎหมายอันนำไปสู่การค้าความ
ส่วนคนที่จะควักเงินจ่ายนั้นคือวัดครับ
แล้วมีใครที่ไหนจะทำบุญให้วัดเพื่อนำเงินไปสนับสนุนการค้าความ
ผมเขียนมาถึงตรงนี้อย่าเพิ่งเชื่อผมนะครับ
ขอให้พิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นแล้วมองว่าใครกำลังทำมาหากินกับวัด
ส่วนพระที่มาอยู่อเมริกาใหม่ๆหรือไม่ค่อยรู้ประสีประสากับความซับซ้อนของสังคมเมืองนี้
อย่าไปฟังมากนะครับกับคำพูดที่ว่าไม่ต้องกลัว
เรามีทนาย
คำถามที่ตามมาก็คือ
แล้วใครเป็นคนออกค่าทนายให้ท่าน
( ฉบับ 222 วันที่
5-11 พฤษภาคม
2005 ) .....อ่านต่อ
|