วันอาทิตย์ที่
21 สิงหาคม 2005 ผมไปดูการประกวด
Thailand Super Model 2005 ที่แอล.เอ.คอนเวนชั่น
เซ็นเตอร์ ก็ได้รับการกระซิบมาว่าการบินไทยจะงดเที่ยวบิน
Non-Stop ที่เคยประกาศว่าจะเริ่มบินวันที่
7 พฤศจิกายนแอล.เอ.-กรุงเทพฯ
3 เที่ยวต่อสัปดาห์
ดังที่มีการแถลงข่าวไปเมื่อเร็วๆนี้
สาเหตุคงมาจากไม่มีเงินไปเอาเครื่องบินออกมาบินยอมเสียค่าปรับ
จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น
จากเหตุผลที่ว่า
1.ค่าน้ำมันขึ้นมาก
2.การขายตั๋วโดยสารลดลง และอาจจะมีการลดเที่ยวบินปกติที่บินอยู่
4 เหลือ 3 เที่ยว
นอกจากนี้ยังจะพิจารณานำเที่ยวบินแบบ
Non-Stop จากนิวยอร์กสัก
2 เที่ยว(จาก
6 เที่ยวต่อสัปดาห์)มาบินที่แอล.เอ.แทน
ทั้งหลายทั้งปวงยังไม่มีอะไรลงตัวนะครับ
เพียงแต่ทราบมาอย่างไม่เป็นทางการ
จะต้องรอฟังทางการอีกครั้งหนึ่งว่าการบินไทยจะเอายังไงหรืออาจจะเป็นไปตามเดิมก็ได้
ถือเป็นการแก้ปัญหาแบบยืดหยุ่นของการบินไทย เพื่อความอยู่รอดของบริษัท
เรื่องการบินไทยในแอล.เอ.คงจะยังเป็น”ทอล์ก ออฟ เดอะ
ทาวน์”อีกสักสัปดาห์นะครับ
เพราะวันแถลงข่าวที่ไทยแลนด์
พลาซ่า
ผมไม่ได้ไปฟังเพราะเป็นวันพุธ
อันเป็นวันปิดหนังสือพิมพ์เลยมีเสียงกระแหนะกระแหนออกมาว่า” ไพสันติ์มันนกรู้ มันไม่มาเพราะมันเข้าข้างการบินไทย” ผมได้ยินมาแล้วก็เฉยๆ
เพราะไม่ได้ระคายเคืองอะไรผมสักนิด(คนพูดไม่รู้ว่าผมถือหุ้นการบินไทยอยู่เท่าไหร่ หากรู้แล้วจะหนาว)
ความจริงแล้วผมส่ง”เดี่ยวมือหนึ่ง” ของผมไปทำหน้าที่แทน ผมต้องถอยออกมาเป็น”เดี่ยวมือสอง”ในด้านข่าว เดี่ยวมือหนึ่งที่ผมเลือกแล้ว
ตอนนี้ก็คือน้องแจ๊บหรือ
สายธาร เดชาติวงศ์ฯ
เป็นบรรณาธิการข่าวของ
APAC News หนังสือฉบับนี้ถือนโยบายไม่ฟุ่มเฟือยครับ
เพราะเรายังไม่ถึงขั้นเป็นหนังสือพิมพ์ระดับชาติ เรายังเป็นหนังสือพิมพ์ภูธรฉบับธรรมดาๆ
ใช้คนเท่าที่จำเป็น
เราคงไม่ยกโขยงไปทั้งครอบครัวดอกครับ
(เดี๋ยวคุณมดลุกขึ้นอภิปรายกลางวงหาว่าผมไปกินฟรี
ผมกลัวจริงๆเรื่องนี้)
ดังนั้นหากท่านเห็น”น้องแจ๊บ”ที่ไหนก็แสดงว่าเห็นผมที่นั่น
และอย่าได้ถามเธอนะครับว่า
ทำไมผมไม่มา(
เพราะเมื่อท่านเห็นน้องแจ๊บอาจจะเห็นน้องจั๊มแห่ง
Jump Photo ไปช่วยถ่ายรูปด้วย
คือซื้อ 1 แถม
1 ครับ- ฮา)
อีกเรื่องมีท่านผู้รู้ทางกฎหมายบอกผมมาว่าที่แนะนำคุณศักดิ์ดา
ธนะพัฒน์ ผู้ช่วยนายสถานีให้ทำเรื่องอุทธรณ์คำสั่งนั้นไม่น่าจะเป็นไปได้
เพราะบริษัทการบินไทยปลดพนักงานครั้งนี้ถือเป็นนโยบาย
โดยไม่ได้ถือว่าพนักงานมีความผิด
การจะอุทธรณ์ได้นั้นจะต้องเป็นคำสั่งลงโทษถูกปลดด้วยเหตุผลนั้นเหตุผลนี้หรือมีความผิดทางวินัย
ผู้ถูกปลดจึงจะอุทธรณ์คำสั่งได้ ผมก็ต้องขอขอบคุณท่านผู้รู้มา
ณ ที่นี้ ข้าฯน้อยก็ไม่ได้เป็นนักกฎหมาย
สำหรับกรณีการบินไทยผมได้นำความชัดเจนในเรื่องนโยบายของบริษัทมาให้ได้อ่านกันดังนี้
“ บริษัท การบินไทย
จำกัด (มหาชน)
ชี้แจงกรณีการปรับลดพนักงานท้องถิ่นที่สำนักงานการบินไทยประจำนครลอสแองเจลิส
ประเทศสหรัฐอเมริกา”
“นายวสิงห์
กิตติกุล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการพาณิชย์
บริษัท การบินไทย
จำกัด (มหาชน)
ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า
บริษัทฯ มีนโยบายในการปรับโครงสร้างและปรับระบบการทำงาน
ให้เหมาะสมกับเที่ยวบินของการบินไทยที่ทำการบินในเส้นทาง
กรุงเทพฯ - ลอสแองเจลิส
ประเทศสหรัฐอเมริกา
ซึ่งขณะนี้ทำการบินเส้นทางไป-กลับ
4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์
ประกอบกับบริษัทฯ
มีมาตรการควบคุมรายจ่ายของบริษัทฯ
โดยเฉพาะจากวิกฤตการณ์น้ำมันในปัจจุบัน
ดังนั้น คณะกรรมการของบริษัทฯ
จึงมีมติให้ฝ่ายการพาณิชย์ปรับลดพนักงานท้องถิ่น
(Local Staff) ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศในสำนักงานการบินไทยประจำเมืองลอสแองเจลิส
ประกอบด้วยพนักงานฝ่ายการพาณิชย์และฝ่ายบริการภาคพื้นดิน
ทั้งนี้ บริษัทฯ
ได้ปรึกษาที่ปรึกษากฏหมายของบริษัทฯ
แล้ว โดยบริษัทฯ
จะทำการจ่ายเงินชดเชยให้พนักงานทุกคนและบริษัทฯ
จะดำเนินการจ้างพนักงานเป็นลักษณะ
Outsource แทน”
“อนึ่ง สำหรับจุดบินลอสแองเจลิส
ประเทศสหรัฐอเมริกา
บริษัทฯ จะปรับลดพนักงานลง
50 % จากจำนวน 53
คน ทั้งนี้
เมื่อเปรียบเทียบกับจุดบินของประเทศอื่นๆ
ที่บริษัทฯ
ทำการบินทุกวันแล้ว
ยังมีพนักงานน้อยกว่าสำนักงานการบินไทยที่นครลอสแองเจลิส”
ผมคิดว่าคำประกาศ”นโยบาย”นี้น่าจะชัดเจนคือ
1.คณะกรรมการบริษัทประชุมกันออกนโยบายแล้วสั่งการลงมา
2.นายวสิงห์
กิตติกุล รองผอ.ใหญ่ฝ่ายการพาณิชย์รับนโยบายบริษัทมาดำเนินการ
3.นายมานิตย์
ไชยสุกุมาร
ผู้จัดการการบินไทยภูมิภาคอเมริกา
รับนโยบายมาอีกทอดหนึ่งแล้วสั่งการตามที่เห็นสมควรว่าทำยังไงจะลดพนักงานในแอล.เอ.ลงไปได้
50 % ของ 53 คน
คุณมานิตย์ก็จัดการกับสถานี
LAX ด้วยการปลดยกทีม
5 คน เพราะจะไปปลดคนใดคนหนึ่งอาจถูกหาว่าเลือกปฏิบัติและอาจถูกฟ้องร้องได้
การปลดพนักงานการบินไทยคงจะตามมาอีกเป็นระลอกเพื่อให้ครบ
50 % ตามที่คณะกรรมการบริษัทมอบหมายนโยบายมาให้จัดทำ
โดยเฉพาะในฝ่าย
Reservation/Ticketing
ในโลกนี้บริษัทนายจ้างมีสิทธิ์ที่จะปลดพนักงานได้ตลอดเวลา
หากเห็นว่าบริษัทขาดทุน และจะต้องทำตามขั้นตอนของกฎหมายแรงงานนั่นคือจ่ายเงินชดเชย กรณีการบินไทยทราบว่าจ่ายเงินชดเชย
6 เดือนและโบนัสอีก
6 สัปดาห์ สมมติว่าบุคคลผู้นั้นได้รับค่าจ้างเดือนละ
4,000 ดอลลาร์
ก็จะได้เงินไป
30,000 ดอลลาร์
เมื่อปลดแล้วบริษัทก็จะไปจ้าง
Outsource มาทำงานแทน จริงๆแล้วเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องภายในของบริษัทการบินไทย
แต่ที่มันโด่งดังขึ้นมาก็เพราะมีข่าวออกมาปรากฎในหน้าหนังสือพิมพ์
โดยเฉพาะคำว่า
“โวยเจ้าจำปี
ถีบคนไทยไปโอ๋ฝรั่ง” ก็เลยเป็นเรื่อง เจ้าจำปีอย่างคุณมานิตย์ไม่ยอมจึงต้องออกมาแถลงข่าวชี้แจงรายละเอียด
- ทั้งหลายทั้งปวงก็มีด้วยประการฉะนี้นะคุณโยม(ฉบับที่
238 ประจำวันที่
25-31 สิงหาคม 2005 )....ÍèÒ¹µèÍ
|