่----------------------------------------------คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่--------------------------------------------
ผมยังไม่ได้ถูกฟ้องนะครับ
ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้รับโทรศัพท์ให้กำลังใจจากหลายท่าน บางท่านบอกว่าผมถูกฟ้องจะให้ช่วยอะไรไหม ? ผมตอบไปว่าผมยังไม่ได้ถูกฟ้อง เพียงแต่คุณณญาดา ธนะพัฒน์ หรือคุณแดง(ชื่อเดิมคุณกรรณิการ์ อมตะวณิชย์ เหตุที่ผมนำชื่อเดิมมาลงด้วยนั้นเพราะมีเพื่อนบางคนจากเกลนเดลโทร.มาถามว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร พอบอกชื่อเดิมเขาก็รับทราบ ) ได้มอบหมายให้สำนักงานทนายความ Rubin & Vasquez LLP ทำจดหมายลงวันที่ 6 กันยายน 2005 มาถึงผม ขอให้แก้ไขข้อความในข่าวที่ลงตีพิมพ์ฉบับวันที่ 25-31 สิงหาคม 2005 ภายใน 3 สัปดาห์ เมื่อได้รับจดหมายนี้แล้ว
ผมได้รับจดหมายวันที่ 8 กันยายน ดังนั้นห้วงเวลานี้ผมจึงยังมีเวลาที่จะแก้ไขข้อความไปจนถึงวันที่ 28 กันยายน ระยะเวลายังไม่จบ
นายศุภชัย ตรีบำรุง เจ้าของนามปากกา
ดอกจำปูน แห่งสยามโครนิเคิลที่มีแต่ความฉ้อโกงคนอื่นก็นำเรื่องไปละเลง ไม่เป็นไรครับ
คนชั่วจะนำไปชะล้างให้เป็นคนดีมันเป็นเรื่องยาก
ควรปล่อยให้เขาชั่วช้าสามานย์ไปตลอดชีวิต
คนพวกนี้ตายไปแล้วก็คงลงนรกอย่างเดียว
จดหมายที่ทนายให้แก้ไขนั้นเป็นข่าวที่ระบุว่าคุณณญาดาขึ้นไปอาละวาดบนสำนักงานการบินไทย LAX การแก้ไขข้อความให้ถูกต้องหรือภาษาอังกฤษใช้ว่า retraction เมื่อแก้ไขแล้วก็จบกัน ผมขอแนะนำให้ไปอ่านสัมภาษณ์คุณสบชัย สตรูแสยง ในหน้า 9 ส่วนที่สองว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร เราได้แก้ไขอย่างไร
เรื่องนี้เป็นข่าวต่อเนื่องจากกรณีการบินไทยปลดพนักงาน การทำหนังสือพิมพ์ที่ดีจะต้องติดตามข่าวให้ลึก กว้างไกลรอบด้านเพื่อผู้อ่านจะได้ทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในห้วงเวลานั้น แต่บางครั้งข้อเท็จจริงอาจจะคลาดเคลื่อนไป เรื่องนี้ก็จะต้องดูที่เจตนาด้วยว่ามีความจงใจทำให้เกิดความเสียหายหรือไม่หรือว่าเป็นลูกติดพัน เพราะกฎหมายต้องดูที่เจตนา
หลายท่านที่บอกว่าให้ผมสู้นั้น
ผมขอบคุณครับ
ฝรั่งว่า thanks
, but no thanks ผมตอบไปว่าอย่าเลยครับยังไม่ถึงเวลา ผมถือคติอยู่เสมอว่ากินขี้หมาดีกว่าค้าความ เพราะทั้งสองฝ่ายไม่เพียงแต่จะเจ็บตัวเท่านั้น ยังต้อง เจ็บเงินอีกด้วย แล้วเรื่องอะไรผมจะเอาเงินไปให้ทนายความ ยิ่งราคาน้ำมันแพงๆอยู่ด้วย
อย่างไรก็ดีการยื่นฟ้องร้องในคดีหมิ่นประมาทนั้นถึงศาลจะประทับรับฟ้องไว้ ก็จะมีธรรมนูญศาลหรือระเบียบการอยู่ว่าคดีนี้มีมูลเหตุเป็นอย่างไร นำขึ้นไต่สวนครบองค์ได้หรือไม่ ยิ่งเป็นเรื่องว่าด้วยเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ที่จากรึกไว้ใน First Amendment ในรัฐธรรมนูญสหรัฐด้วยแล้ว แม้ผมจะไม่ใช่นักกฎหมาย ผมก็มองว่าเป็นเรื่องยากอยู่ แต่หากเป็นความขึ้นมาแล้วทนายเท่านั้นที่จะรับทรัพย์ ไปก่อน และผลจะลงเอยยังไงก็ไม่ทราบอีกว่าใครจะแพ้หรือใครจะชนะ หรือว่าพอเจ็บตัวแล้วก็เลิกรายอมความกันไป จึงขอให้ผู้อ่านเข้าใจตามนี้ครับ
เรื่องที่สองพระบางรูปได้โทร.มาหาผมเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์มติชนเพราะเห็นผมเป็นคนเก่าแก่คนหนึ่งของมติชนในอดีต
กรณีที่ บมจ.จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เข้าไปซื้อหุ้น บมจ.มติชน 32.23% และบริษัทโพสต์ฯ 23.26% (บมจ.ย่อมาจากบริษัทมหาชนจำกัด)มีความเห็นอย่างไร
?ผมได้ตอบท่านไปว่า ผมมองที่เจตนารมณ์ของอากู๋หรือไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม อยากจะถือหุ้นมติชนถึง 75 % ถือเป็นความคิดที่ผิดจะต้องเปลี่ยนนิยามใหม่เป็น บอจ.(บริษัทเอกชนจำกัด) ฟันธงไปได้ว่าต้องการเข้าไปควบคุมสื่อโดยใช้อำนาจทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่า
ถามว่ามีอำนาจการเมืองชักใยอยู่เบื้องหลังด้วยหรือไม่นั้นก็น่าจะมี
กลายเป็นสงครามตัวแทนเกิดขึ้น เพราะหนังสือพิมพ์มติชนเป็นหนังสือพิมพ์คุณภาพตรงไปตรงมา ส่วนบางกอกโพสต์ก็เป็นหนังสือพิมพ์คุณภาพมาตรฐานภาษาอังกฤษ การควบคุมสื่อ 2 บริษัทนี้ได้ก็เท่ากับควบคุมสื่อทั้งมวล
เพราะหนังสือพิมพ์ที่พูดความจริง
ย่อมไปเสียดแทงความชั่วร้ายในสังคมและทางการเมือง ยิ่งมีการเปิดโปงทุจริตการฉ้อฉลทางการเมืองและสังคม บุคคลผู้ควบคุมการเมืองและธุรกิจอยู่ย่อมไม่ชอบแน่นอน
นี่ก็เข้ามาถึงหลักที่ว่าเสรีภาพของหนังสือพิมพ์คือเสรีภาพของประชาชน หากสื่อถูกควบคุมด้วยอำนาจเงินและอำนาจทางการเมืองแล้ว ประชาชนคนอ่านย่อมถูกปิดหูปิดตา ถูกให้รับสารตามที่ผู้มีอำนาจต้องการ ผมอยากจะถามว่าหากท่านถูกปิดหูปิดตาแล้วปล่อยให้ท่านเดินออกไปถนนท่านจะยอมหรือไม่ ? จึงทำให้มหาชนไม่ว่าจะเป็นวงการหนังสือพิมพ์ วงวิชาการ นักการเมือง กลุ่มเอ็นจีโอฯลฯออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่าพลังมหาประชาชนออกมาปกป้องสื่อของพวกเขา
เพราะหากเป็นสื่อห่วยๆที่ทรยศต่อผู้อ่าน
ก็คงไม่มีใครออกไปปกป้อง
แถมยังสมน้ำหน้าและถูกกระทบซ้ำอีกต่างหาก
ทุกอย่างก็แผ่วลงไปแล้วหลังจากที่แกรมมี่แสดงเจตจำนงว่าจะลดหุ้นให้เหลือ 20 % ส่วนพี่ช้างหรือคุณขรรค์ชัย บุนปาน ก็เขยิบขึ้นไปถือ 36 % เพราะแรงหนุนเนื่องจากเพื่อนพ้องพี่น้องชาวมติชนทั้งในปัจจุบันและอดีตได้ขายหุ้นออกไปให้พี่ช้าง
รวมทั้งมีการส่งตัวแทนไปทำความเข้าใจกันระหว่าง
สุเมธ ดำรงชัยธรรมกับฐากูร
บุนปาน หรือหนุ่มโต้งซึ่งเป็นหลานชายของคุณขรรค์ชัย
บุนปาน ผมพบหนุ่มโต้งตั้งแต่เขายังเป็นเด็กนักเรียนมัธยม
ตอนที่ไปกินข้าวบ้านพี่ช้างที่บางขุนเทียน เขาเป็นลูกชายคนโตของพี่ขุมหรือ
น.ท.สุขุม บุนปาน
รน. (ถึงแก่กรรมไปนานแล้ว)
นี่เล่าเบื้องหลังให้ฟังเล็กน้อย
และไม่แต่เพียงคัดค้านการเข้ามาฮุบกิจการสื่อเท่านั้น เมื่อวันที่ 19 กันยายน คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) จัดการเสวนาหัวข้อ "ผ่าทางตันธุรกิจการเมือง บ่อนทำลายเสรีภาพประชาชน" จัดขึ้น ณ ห้องวารสารศาสตร์ วส.101 ประเด็นหลักอยู่ที่ การเข้าซื้อหุ้นบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และโพสต์ พับลิชชิ่งของบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย รวมถึงการสั่งถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ที่ดำเนินรายการโดยคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้เข้าร่วมอภิปรายอาทิเช่น นายบรรเจิด สิงคะเนติ อาจารย์นิติศาสตร์ มธ.,นายวีระ ประทีปชัยกูล อดีตรองบ.ก.บางกอกโพสต์,
นายจอน อึ๊งภากรณ์ ส.ว.กทม., นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ส.ว.อุบลฯ เป็นต้น
การอภิปรายส่วนใหญ่คือเมื่อเกิดเรื่องเกิดบทเรียนแล้วจะต้องหาวิธีการป้องกันอีกด้วย การป้องกันต้องใช้กฎหมายเข้ามาเข้มงวดเช่นจะถือหุ้นได้จำนวนเท่าใดเพื่อให้หนังสือพิมพ์เป็นบริษัทมหาชนอย่างแท้จริง
เรื่องก็มีด้วยประการฉะนี้
อนึ่งท่านที่สนใจว่าใครทำใบปลิวจาบจ้วง ผมขอแนะนำให้ไปอ่าน
จากโต๊ะบรรณาธิการ เป็นการแกะรอยด้วยข้อเท็จจริง
เหตุผลรวมทั้งประสบการณ์โปรดไปอ่านครับ เราคงรกะชากหน้ากากคนพวกนี้ได้ไม่ยาก .....อ่านต่อ
|