จดหมาย
ทองดี สุขเดช
อดีตนายกสมาคมไทยแห่งแคลิฟอร์เนียภาคใต้
พระมหาสุนทรกับวัดไวสเลีย
ลอส แองเจลิส
, 6 พ.ค.2548
เรื่อง ขอความเป็นธรรมให้พระผู้น้อย
เรียน ท่านบ.ก.เอเชี่ยนแปซิฟิก,ไทยทาวน์ยูเอสเอ,สยามโครนิเคิ่ลและผู้อำนวยการๆไอพีทีวีที่นับถือ
คอลัมน์ส่วนตัว-ส่วนรวมโดยนายไพสันติ์
พรหมน้อย ฉบับวันที่
5-11 พ.ค. ที่ผ่านมาได้เขียนเป็นทำนองว่าพระมหาสุนทร
(สอนชัย)อดีตเจ้าอาวาสวัดไวสเลียส่อเจตนาฉ้อฉลหรือ
มิบเม้มเงินห้าหมื่นเหรียญโดยไม่บอกใคร
ส่วนคอลัมน์ถึงลูกถึงคนของเอเชี่ยนแปซิฟิกฉบับเดียวกัน
โดยนายพิทักษ์
สันติราษฎร์
และไทยทาวน์ยูเอสเอฉบับวันศุกร์ที่
28 เมษายน
2549(ได้ลงข่าวหน้าหนึ่ง)ได้เขียนเป็นทำนองเดียวกันว่า
พระมหาสุนทร
สอนชัย อดีตเจ้าอาวาสวัดไวสเลีย
เม้มเงินขายวัดซึ่งถือว่าเป็นการฉ้อฉลโกหกหลอกลวง
คอลัมน์ของนายดอกจำปูนแห่งสยามโครนิเคิ่ลก็เขียนในทำนองเดียวกัน
แต่ไม่ชัดแจ้งจางปางเหมือนดิ
เอเชี่ยนแปซิฟิกและไทยทาวน์ยูเอสเอ
และไอพีทีวีได้ลงทุน
นิมนต์ท่านเจ้าอาวาสวัดไทยไปสัมภาษณ์ออกอากาศแบบใหญ่โตมโหฬารทีเดียว
(ผมไม่ได้เห็นด้วยตนเอง
แต่คนที่มาบอกผมเป็นคนที่เชื่อถือได้
)
ซึ่งผมขอสรุปความว่า
เรื่องที่เป็นข่าวเกี่ยวกับพระมหาสุนทรดังที่ว่ามานั้นได้ทำความเสียหายให้แก่ตัวท่านเป็นอย่างมาก
ผมถือว่าเป็นการร่วมมือร่วมใจกันก่อความเสียหายให้แก่พระมหาสุนทรมาก
ถ้าเป็นการตัดสินลงโทษกันในทางศาลก็ต้องถือว่า
พระมหาสุนทรได้รับการตัดสินให้โดนประหารชีวิตในทางพระเลยทีเดียวเลยครับ
พูดชัดๆความจริงนั้นมันเป็นตรงกันข้ามกับข้อความที่พวกท่านเขียนและทำเป็นข่าวชนิดหน้ามือเป็นหลังตีนเลยทีเดียวครับ
ผมต้องขอเรียนพวกท่านเพิ่มเติมต่อไปไว้ด้วยความเคารพ(ไม่ลง)อีกว่า
พวกท่านฟังความข้างเดียวครับ
การฟังความข้างเดียวแล้วเอามาทำเป็นข่าวอย่างนี้
ไม่เป็นจรรยาบรรณที่ดีสำหรับพวกสื่อมวลชนเลยครับ
.
ท่านสุนทรเขาได้มาก็ด้วยความสามารถส่วนตัวของท่านในฐานะที่เป็นเจ้าอาวาสวัดไวสเลีย
สมัชชาสงฆ์ฯไม่เกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้น
เพราะแต่แรกนั้นท่านสุนทรได้มาขอเงินค่าทนายในการทำเรื่องขอส่วนแบ่ง
ท่านทั้งสอง(ประธานสมัชชาสงฆ์และรองประธานฯ)ก็ไม่ให้เขา
สุดท้ายท่านสุนทรต้องทำจดหมายขอยืมเงินเป็นทางการจากสมัชชาสงฆ์ไทยฯก็ไม่ได้อีก
นอกจากไม่ให้แล้วยังพูดแบบขาดลอยไปเลยว่า
สมัชชาสงฆ์ไทยฯไม่สนใจและไม่ต้องการได้ส่วนแบ่งแล้ว
ใครจะไปทำกันอย่างไรก็ให้ทำกันไป
สมัชชาสงฆ์ไทยฯจะไม่ขอเกี่ยวข้องแล้ว
แต่ครั้นพอท่านสุนทรได้เงินมา
กลับ(เซ็นเซอร์)เห็นเงินตาโต
ทองดี สุขเดช
ตอบ: ความจริงคุณทองดี
สุขเดช เขียนมา
6 หน้า แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่เกี่ยวกับประเด็นที่เรานำเสนอออกไป
โดยไปพูดถึงเรื่องอื่นตามสไตล์ที่พูดตามปากกาพาไป
และหลายส่วนเป็นคำพูดที่หยาบคาย
นำลงตีพิมพ์ต่อสาธารณะไม่ได้
เพราะไม่สุภาพและเป็นการผิดจรรยาบรรณ
สิ่งที่ผมจับใจความได้ต่อมาก็คือ
1.คุณทองดีต้องการสอนพระ
2.ทราบว่าจะมีการนำพระราชธรรมวิเทศขึ้นเป็นจำเลยในข้อหาขู่กรรโชกทรัพย์จากพระมหาสุนทร
สอนชัย
เมื่อจดหมายเกี่ยวพันถึงตัวผมในคอลัมน์ที่เขียนไปฉบับที่แล้ว
หากทุกท่านอ่านให้ละเอียดจะมองว่าผมกำลังชี้ให้เห็นว่าวัดพุทธทั้งหลายกำลังตกเป็นเหยื่อของการค้าคดีความ
โดยนักค้าคดีความเริ่มจากวัดไวสเลียกำลังลามมาถึงวัดพระพุทธชินราช
ชิโน่ฮิลส์และกำลังจะเข้าสู่วัดไทย
คนที่จะได้เงินจากการค้าคดีความก็คือนายหน้าและทนายความ
ในกรณีพระมหาสุนทร
สอนชัย ผมฟันธงลงไปว่าท่านมีเจตนาฉ้อฉลและมิบเม้มจริง
ก็ในเมื่อวัดไวสเลียนั้นเป็นขององค์กร
NPO ครั้นขายมาได้แล้วจะต้องนำเข้าองค์กรไม่แสวงหากำไร
ท่านมาอาศัยอยู่วัดไทยได้
8 เดือนแล้ว
แต่ไม่ได้แจ้งให้ใครทราบว่าได้เงินมาแล้ว
5 หมื่นดอลลาร์
ท่านกลับไปตั้งวัดพุทธานุภาเวนะ(
Wat Buddhanubhavena,Thai Buddhist Temple) ขึ้นมา
โดยใช้เลขที่
8255 Van Noord Ave., N.Hollyeood , CA 91605 เป็นสถานที่จดทะเบียน
เลขที่นี้ก็คือกุฎิ
5 วัดไทย
คราวนี้ใครเป็นเจ้าของวัดไทย
? เจ้าของผู้ดูแลวัดไทยก็คือคณะกรรมการบอร์ด
คณะกรรมการบริหารวัดตลอดจนอุบาสกอุบาสิกา
มีการมอบอำนาจกันชัดเจนในเรื่องนี้
คำถามผมก็คือ
ท่านพระมหาสุนทรได้ขออนุญาตเจ้าของสถานที่หรือยัง
หากท่านทำไปโดยพละการ
ผมฟันธงลงไปอีกว่าเป็นอทินนาทานคือมีการลักขโมยทะเบียนบ้านคนอื่นไปจดทะเบียนเป็นวัดของตัวเอง
ในทางกฎหมายก็ผิดครับ
นี่เป็นประเด็นแรก
ที่ผมฟันธงลงไปว่าท่านมีเจตนาฉ้อฉล
เมื่อพระกระทำอทินาทาน
ผมก็ไม่ทราบว่าพระวินัยบัญญัติไว้ว่าอย่างไร
มหาเปรียญ
7 ช่วยตอบผมด้วยครับ
ประการต่อมาเหตุแห่งการไปตั้งวัดพุทธนุภาเวนะขึ้นมาก็เพราะคำสั่งศาลมีว่าเงินจำนวนที่ได้มาจากการขายวัดไวสเลียแบ่งกันออกมานั้นจะต้องนำเข้าสู่องค์กรไม่แสวงหากำไร
เมื่อท่านไม่มีองค์กรนี้ท่านก็ไปจด
NPO ขึ้นมาเพื่อรองรับเงิน
5 หมื่นดอลลาร์
จากนั้นก็นำไปฝากที่
CitiBank โดยมีอำนาจเซ็นเบิกจ่ายได้แต่เพียงผู้เดียว
องค์กร NPO ที่ไหนเขาทำกัน
ประเด็นนี้ผมก็เป็นห่วงว่า
เมื่อท่านได้เงินท่านก็อาจจะทรานสเฟอร์เงินกลับเมืองไทยหรือสึกออกมาแล้วเป็นเจ้าของเงินแต่ผู้เดียว
กว่าจะฟ้องร้องกันกลับคืนมาได้ก็คงเหนื่อยและจะมีใครไปเป็นเจ้าทุกข์ไหมครับ
ผมถือว่าผมได้ทำหน้าที่ชี้แนะให้เห็นว่าทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้น
ดูตัวอย่างกรณีเปรมมณี
ชำนาญเวช ฉ้อฉลเงินสึนามิไปแล้วมีใครเป็นเจ้าทุกข์ตามเงินกลับมาบ้าง
ตอบคำถามผมหน่อยได้ไหม
? ที่สำคัญวัดไวสเลียเป็น
NPO อยู่ในสังกัดของสมัชชาสงฆ์ไทยฯอันดับที่
20 การนำเงินกลับเข้าสู่สมัชชาสงฆ์
ฯซึ่งเป็นองค์กรใหญ่ของสงฆ์ในสหรัฐอเมริกาพระทุกรูปที่อยู่ในสังกัดถือเป็นหุ้นส่วนไม่ได้เป็นของรูปใดรูปหนึ่ง
คุณว่าเป็นความผิดหรือ
? หรือว่าเงินนี้จะต้องเป็นของพระมหาสุนทรเพียงรูปเดียว
? หากเป็นของพระมหาสุนทรเพียงรูปเดียวเพราะอะไร
ให้เหตุผลด้วยครับ
หากท่านมีเจตนาดี
เมื่อได้เงินมาก็ต้องบอกพระผู้ใหญ่เพื่อขอคำชี้แนะ
หรือหากท่านจะนำเงินจำนวนนี้ไปตั้งวัดใหม่
จะไปซื้อวัดที่ไหนต้องชัดเจนครับ
เท่าที่ผมฟังมา(เหมือนกัน)ได้ข่าวว่าคุณแม่ของคุณคมสันต์
อินทวัน (ผู้อาสาไปทำหน้าที่ขายวัดไวสเลีย
หลังมีคำสั่งศาล)มาบอกกับท่านเจ้าคุณวัดไทยฯพูดในทำนองว่าสงสัยท่านเจ้าคุณกับพระมหาสุนทรจะเม้มเงิน
5 หมื่นกระมัง
ทำให้ท่านเจ้าคุณเต้นผางเพราะเจอข้อกล่าวหาเข้า
จากนั้นจึงมีการสืบสาวราวเรื่องขึ้นมา
ความจริงก็ปรากฎ
ครั้นเงินถูกถ่ายออกจากบัญชีธนาคาร
CitiBank เรียบร้อยและนำเข้าสู่สมัชชาสงฆ์ฯ
ท่านพระมหาสุนทรก็นำเรื่องไปปรึกษาทนายความพอล
โล (ซึ่งทนายความคนนี้สนิทกับคุณคมสันต์เป็นอย่างดี)
คราวนี้ทนายก็ทำจดหมายมาขู่เจ้าคุณว่าอาจจะถูกฟ้องร้อง
ทางคณะกรรมการวัดจัดประชุมเชิญนายเดวิด
คริสเตียนสัน
มาปรึกษาหารือและนายเดวิดก็รับทำจดหมายตอบไปให้ทนายพอล
โล รับทราบ
ผมคิดว่าคุณทองดีจะต้องแยกเรื่องระหว่างที่ไม่ชอบพระผู้ใหญ่กับเรื่องความถูกต้องกรณีวัดไวสเลีย
แยกกันสิครับอย่านำไปมั่วกัน
หรือว่าคุณอ่านคำตอบนี้แล้วคุณเห็นว่าพระมหาสุนทรกระทำถูกต้อง
เกิดเป็นคนต้องคิดง่ายๆครับ
สิ่งไหนที่ไม่ใช่ของของเรา
ก็คือไม่ใช่ของของเรา
หากคิดจะนำมาเป็นของของเรา
นั่นล่ะปัญหาได้เกิดขึ้นแล้ว
พุทธศาสนาก็สอนไว้ว่ากรรมมีจริงและเดินตามมาทัน
ตอนนี้พระมหาสุนทรมีความสุขหรืออิ่มเอิบในรสพระธรรมแค่ไหน
คุณทองดีก็ลองนึกหลับตาดูภาพ
หากเป็นศิษย์ตถาคตแล้วไม่เดินตามพระธรรมคำสั่งสอน
ไม่สละทรัพย์สมบัติ
สละแต่ผมและคิ้วในทางสรีระ
แต่ไม่สละกิเลศ
มีความอยากได้อยากมีอยู่ในใจ
บวชแล้วดันสะสมทรัพย์สมบัติกันอีก
ไปส่งเงินตามร้านรับส่งเงินกลับเมืองไทยเพื่อให้ญาติพี่น้องอีกต่างหาก
ผมว่าสึกหาลาเพศออกมาครองเรือนและมาทำงานแข่งกันดีกว่าครับ(ผมว่าพระทุกรูปทุกนาม)
พุทธศาสนาจะได้เจริญงอกงาม- บ.ก. (จากคอลัมน์จดหมายถึงบรรณาธิการ
ฉบับ 223 วันที่
12-18 พฤษภาคม
2005 )
ข้อเท็จจริงจากวัดชิโน่ฮิลส์
ผมได้รับจดหมายเรื่องวัดพระพุทธชินราช
ชิโนฮิลส์ที่ดร.แหลมทอง
ศิลปานนท์
เขียนมาดังนี้
18 เม.ย. 2005 ถึงคุณไพสันติ์
พรหมน้อย จาก
ดร.แหลมทอง
ศิลปานนท์
วัดพุทธิชิโนฮิลส์เคยเป็นวัดพุทธของคนไทย
แต่ขณะนี้กำลังจะตกไปอยู่ในการบริหารของพระแขก
โดยพระไทยยอมยกตำแหน่งประธานบริหาร
(CEO)ให้กับพระปาละทั้งๆที่ตนเอง(พระ)ก็ไม่ได้เป็น
CEO อย่างถูกต้อง
แถมเอา CEO ที่ไม่ถูกต้องนี้ไปยกให้พระแขกชื่อปาละเพราะหวังจะให้พระแขกช่วยดังนี้
1.ติดต่อกับธนาคารที่วัดเป็นลูกหนี้และกำลังจะหมดสัญญา
ต้อง Payoff โดยขอ
Extension Loan ต่ออีก
3 ปี ดังที่พระไสว(ชมไกร)ได้ออกแถลงข่าวผ่านหนังสือพิมพ์เสรีชัยไปแล้ว
ลงวันที่
16 เมษายน 05 เพราะพระปาละบอกว่ามีลูกศิษย์ทำงานอยู่ในธนาคารนั้น
2.หวังที่จะให้คนไทยชื่นชมพระแขก(ปาละ) แต่ผิดถนัด
เมื่อสมาชิกทราบเช่นนี้
ก็ยิ่งทำให้ไม่มีศรัทธาเหลือให้กับพระไทยและพระแขก
โดยไม่มีคนเข้าวัด
พระปาละเป็นชาวศรีลังกามาอาศัยอยู่
และต่อมาบวชเป็นพระ
โดยมีพระ ดร.วิเวกเป็นอุปัชฌาย์ให้
หลังจากบวชเป็นพระแล้ว
ปาละได้ไปอาศัยอยู่หลายวัดเช่นวัดไทย
L.A. วัดศรีลังกา
แต่ก็อยู่ไม่ได้กลับมาอาศัยอยู่วัดชิโนฮิลส์อีก
พระปาละสวดมนต์ก็ไม่ค่อยเป็น
น้อยครั้งที่ทำสังฆกรรมร่วมกับพระไทย
เพราะไม่ค่อยถูกกับพระไทย
เคยมีปากเสียงกันหลายครั้ง
เพราะปาละเป็นพระที่มีอารมณ์ฉุนเฉียวมาก
โมโหง่าย ไร้เหตุผล
ทั้งพระไทยและสมาชิกของวัด
ไม่มีใครชอบและไม่เป็นที่ศรัทธาต่อชนชาวไทยและกรรมการวัด
แต่ทำไมปาละจึงกลับกลายมาเป็น
CEO ประธานผู้บริหารวัดของชาวไทยไปแล้ว(ไม่เป็นทางการ)
ถือว่าวัดชิโนฮิลส์ขณะนี้ผิดปกติ
ถ้าเป็นคนก็ถือว่าเป็นโรคจิตวิปลาสไปแล้ว
พระไสวต้องการจะแก้ข่าวเรื่องพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งกำลังจะขายที่ดินของวัดว่าไม่เป็นความจริง
เพราะเรื่องนี้ได้รับผลลบมาจากมหาชนและจากสมาชิกเป็นอย่างมาก
จึงต้องการจะบิดเบือนข้อเท็จจริง
โดยแก้ตัวผ่านหนังสือพิมพ์เสรีชัยลงยันที่
16 เม.ย.05 ว่าเป็นความเข้าใจผิดในด้านการสื่อสารบางประการ
พูดได้เต็มปากเต็มคำว่าพระรูปนี้โกหกเพราะมีหลักฐานจากทั้งทางด้านสื่อมวลชนและ
CD ที่อัดไว้เวลาประชุมจะขายวัด
ที่อ้างว่าไม่จริงจะขายวัดเพราะต้องการจะหลอกลวงสมาชิกให้กลับเข้าไปช่วยเหลือทางการเงินอีก
โดยเขียนผ่านน.ส.พ.ยกยอสมาชิกว่าเป็นเจ้าของวัด
แต่ข้อเท็จจริงมันขัดกัน
คือขณะนี้
เวลานี้สมาชิกไม่สามารถที่จะขอดูเอกสาร,การเงินเข้า-ออกของวัด
ผู้ที่ทำตนเป็นเจ้าของวัดอยู่ขณะนี้ก็คือพระ
4 รูปและคนอีกเพียงคนเดียว
ที่คอยบัญชาการพระ
4 รูปอยู่เบื้องหลังเพราะหวังประโยชน์จากวัดโดยเอาพระ
4 รูปบังหน้า
พระชุดนี้บริหารกันเองตั้งแต่ปี
2002-2005 ระยะเวลาที่พระบริหารอยู่ได้ทำให้วัดมีหนี้สินเพิ่มขึ้นมาก
และในที่สุดก็ประกาศจะขายวัด
เพื่อความสะดวกสบายของตนเอง
โดยไม่คิดคำนึงถึงส่วนรวม
ที่ได้พยายามสร้างวัดนี้มาหลายยุคหลายสมัย
เขาเหล่านั้นได้ช่วยกันลงทุนลงแรงช่วยกันสร้างวัดนี้มาเพื่อ
1.ส่งเสริมพระพุทธศาสนา
2.เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจของชาวพุทธทุกท่าน
3.เป็นศูนย์รวมขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวไทย
พระไสวลงประกาศแก้ตัวว่าไม่เคยคิดจะขายวัดกับน.ส.พ.เสรีชัยลงวันที่
16 เม.ย.05 เพื่อเรียกร้องสมาชิกให้กลับเข้ามาช่วยวัดอีก
คิดหรือว่าจะหลอกลวงสมาชิกได้อีกต่อไป
ความจริงจะค่อยๆปรากฎขึ้น
แล้วศรัทธาที่มีต่อพระรูปนี้และพวกสงฆ์เหล่านี้จะไม่มีเหลือ
จะหาคนเข้าวัดได้ยาก
จากนี้เป็นความเห็นของผมผู้เป็นเจ้าของคอลัมน์นี้ครับ
เรื่องวัดชิโนฮิลส์ผมเข้าไปเกาะติดในยุคที่คุณคมสัน
อินทวัน เชิญกลุ่มดร.แหลมทอง
ศิลปานนท์
และคณะเข้าไปร่วมงานบริหาร
หลังจากที่คุณประกอบ
ทองทา ได้ยกตำแหน่ง
CEO ให้พระดร.วิเวก
วิเวกานันทะ
จากนั้นพระดร.วิเวกก็ยกตำแหน่งนี้ให้
คุณคมสัน เรื่องคาราคาซังมาเรื่อยจนคุณคมสันยกตำแหน่ง
CEO กลับไปให้พระดร.วิเวกอีกครั้ง
ต่อมาก็มีข่าวในหนังสือพิมพ์เสรีชัย
ฉบับไหนผมจำไม่ได้ว่าจะมีการตัดแบ่งเนื้อที่วัดขาย
3.5 เอเคอร์เป็นเงิน
1.25 ล้านดอลลาร์
โดยพระดร.วิเวกยอมลาออกจาก
CEO แล้วก็ให้พระมหาชนะ
มารชิโน เจ้าอาวาสเป็น
CEO แทน ต่อมาก็ไม่ทราบเส้นสนกลใดตำแหน่ง
CEO จึงกลายมาเป็นพระปาละ
ตำแหน่ง
CEO มีอำนาจในการเซ็นชื่อขายที่ดินของวัด
หาก CEO ปาละเซ็นชื่อขายแล้วจะทำกันอย่างไร
ปัญหาคงวุ่นวายไม่จบสิ้น
เพราะเท่าที่ทราบพระปาละก็เคยนำที่ดินขนาด
3 เอเคอร์ขึ้นประกาศขายในราคา
3,480,000 ดอลลาร์
โดยใช้ Coldwell Banker,
George Realty เป็นผู้ดำเนินการให้
แต่ขายไม่ได้
หากท่านเคยอ่านเรื่องแขกกับงูท่านคงจะเข้าใจเรื่องนี้ดี
อย่านึกว่าพระปาละทำไม่ได้นะครับ
ตัวอย่างวัดไวสเลียที่เกิดอีรุงตุงนังจบลงด้วยคำพิพากษาของศาล
และทราบมาว่ามีพระรูปหนึ่งตั้งตนเป็น
CEO มีเจตนาจะยักยอกทรัพย์(ที่ได้มาจากคำพิพากษาของศาล)ประมาณ
5 หมื่นดอลลาร์เพื่อหนีกลับเมืองไทย
แต่ถูกจับได้ไล่ทันเสียก่อน
จึงถูกระเห็จไปอยู่อริโซน่า
นี่คือภาพยนตร์ตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง
สำหรับทางออกของวัดพระพุทธชินราช
ชิโนฮิลส์
ในความเห็นของผมจะต้องนำข้อเท็จจริงทั้งหมดของวัดออกมาประกาศให้สาธุชนทราบ
มีหนี้สินเท่าใด
ใครเป็นเจ้าหนี้
สถานะของหนี้เป็นอย่างไร
บัญชีของวัดมีที่ไหนบ้าง
เงินบริจาคต่อวัน/ต่อเดือน
( Cash flow) เป็นอย่างไร
ใครมีอำนาจหน้าที่อะไรบ้างในวัดทั้งพระทั้งฆราวาส
เมื่อได้ข้อเท็จจริงออกมาทั้งหมดก็น่าจะมีผู้เข้ามาช่วยชี้ทางขึ้นสวรรค์
หากปัญหายังคาราคาซังอยู่เช่นนี้
ทุกคนกำลังเดินลงนรกขุมอเวจี
พระไสวก็มุสาขาดศีลข้อ
4 เพราะหลักฐานที่ประกาศทางหน้าหนังสือพิมพ์ก็โทนโท่ได้อ่านกันทั้งบ้านทั้งเมืองว่าจัดตัดเนื้อที่วัดขาย(หรือว่าหนังสือพิมพ์เสรีชัยลงข่าวผิด
ผมว่าไม่น่าจะใช่
) แล้วจะมามีปัญหาอะไรกับการสื่อสาร
ท่านมีตำแหน่งเป็นพระอธิการได้อย่างไร
แล้วที่เรียกทนายความชาวม้ง-นายพอล
โล มาปรึกษาจนติดหนี้ทนายอยู่
4,623 ดอลลาร์นั้นปรึกษาเรื่องอะไร
ช่วยตอบให้กระจ่างหน่อยได้ไหม
ในฐานะที่ท่านเป็นพระผู้ให้ข่าวสารของวัด
บิลทั้งหมดถูกส่งมาจัดเก็บกับวัด
แล้ววัดจะเอาเงินจากไหนมาให้
หากไม่ใช่มาจากเงินบริจาคของประชาชน
ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมประชาชนต้องไปบริจาคเพื่อให้พระพวกนี้นำเงินไปปรึกษาทนายความ
มีเรื่องทุกข์ร้อนอันใด
จะค้าความหรือจะมาเผยแผ่พระศาสนา
ช่วยชี้แจงให้กระจ่างหน่อยได้ไหม
พระพวกใหม่เหล่านี้ผมเองไม่เคยรู้จัก
รู้จักแต่พระพวกเก่า
แต่พระพวกเก่าหลายรูปก็กระเจิงจากวัดไปแล้ว
ผมคิดว่าพระไสวพร้อมกับพรรคพวกควรหันกลับมาร่วมมือกับสมาชิกวัดและญาติโยมต่างๆ
ศึกษาความเป็นมาและปัญหาของวัดให้กระจ่าง
สอบถามจากคนทุกฝ่ายที่รู้เรื่องวัดนี้ดี
หากไม่เชื่อผมท่านอาจไม่ได้อยู่วัดนี้ต่อไปอีกก็ได้(เพราะวิญญานอาจารย์สมบัติท่านเฮี้ยนครับ)
ผมเห็นมาหลายรายแล้ว
ยิ่งไปยกพระแขกที่ไม่มีหัวนอนปลายตีนมาเป็น
CEO นั้น ทำให้ผมคิดถึงกลอนบทหนึ่งว่า
เจ้าซื่อต่อคนคด
เจ้าทรยศต่อคนไทย
(จากคอลัมน์"ส่วนตัว-ส่วนรวม
โดย ไพสันติ์
พรหมน้อย ฉบับที่
220 น.ส.พ. The Asian Pacific
News วันที่
21-27 เมษายน
2005 ).....อ่านต่อ
|