หลังจากผมเขียนไปฉบับที่แล้ว
ก็ได้รับโทรศัพท์จากพรรคพวกเพื่อนฝูงโทร.มากันมากหน้าหลายตา
บางคนบอกว่าตอนนี้ผมหนาวครับ
กำลังหนาว บางคนก็โทร.มาฝากเนื้อฝากตัว
เพราะเพิ่งจะรู้ว่าผมถือหุ้นการบินไทย
บางคนโทร.มาตอนเช้าวันเสาร์บอกว่าสวัสดีค่ะ เจ้าของการบินไทย
สบายดีหรือคะ บางรายโทร.มาอัดเทปไว้ขอให้เสนอข้อเท็จจริงต่างๆให้คนอ่านได้รับรู้เพราะคนอ่านไม่รู้จริงๆ
ว่าอะไรคืออะไร เมื่อได้ข้อเท็จจริงแล้ว
คนอ่านสามารถตัดสินใจเองได้ว่าอะไรผิดอะไรถูก
ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่โทร.มา
ส่วนเรื่องหุ้นการบินไทยนั้นขอให้ละไว้ในฐานที่เข้าใจนะครับ
เรื่องการบินไทยยังต้องพูดกันอีก เมื่อเขียนไปแล้วยังเหลือประเด็นที่เข้ามาจุดประกายผมอีก โดยหลักแล้วมักจะมีคนพูดว่าแมลงวันไม่ตอมแมลงวัน นั่นเป็นความคิดโบราณ
แต่สมัยใหม่จะต้องมีการตรวจสอบเกิดขึ้น
เพราะวงการหนังสือพิมพ์มักจะเรียกร้องให้ควบคุมกันเอง โดยไม่ต้องการให้กฎหมายจากบ้านเมืองเข้ามาควบคุม
คราวนี้เรามาตรวจสอบข่าวการบินไทยที่เสนอโดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันที่
16 สิงหาคม 2548 ในเซคชั่นเศรษฐกิจที่เขียนไว้ว่า
โวยเจ้าจำปีถีบคนไทยไปโอ๋ฝรั่ง ผู้สื่อข่าวรายงานจากสหรัฐฯว่า
เมื่อวันที่
12 ส.ค.ที่ผ่านมา
นายมานิตย์ ไชยสุกุมาร ผจก.ทั่วไปภาคพื้นอเมริกา
บมจ.การบินไทย ได้ลงนามคำสั่งเลิกจ้างพนักงานท้องถิ่น
ชาวไทยประจำสถานีสนามบินนานาชาติลอสแอนเจลิส (LAX) โดยอ้างเหตุผลบริษัทต้องการตัดงบค่าใช้จ่าย
พร้อมกับไปจ้างบริษัท ฮอลล์มาร์คของสหรัฐฯมาทำหน้าที่ประจำสถานีแทน ทำให้ชาวไทยในสหรัฐฯวิจารณ์กันว่าผู้บริหารเมืองไทยไม่รู้ความจริงว่า การเลิกจ้างดังกล่าวเป็นการผิดกฎหมายแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งอาจจะทำให้บริษัทถูกฟ้องร้องเป็นเงินมหาศาล และการจ้างบริษัทฝรั่งมาทำหน้าที่ก็แพงกว่าการเลิกจ้างพนักงานคนไทย
5
คน สำหรับพนักงานท้องถิ่นชาวไทยที่ถูกเลิกจ้าง
5
คน มีผู้ช่วยนายสถานี
2
คน คือ นายกฤษดา
ธนะพัฒน์ และนายศักดิ์ดา
ธนะพัฒน์ ส่วนพนักงานมีนายมิกกี้
ลู,(ที่จริงคือนางมิกกี้
ลู เป็นผู้หญิง) นางพรรณี จงเลิศสุข และนายเวหาสถ์
ภูมิรักษ์ ......
ต่อมาวันที่
17 สิงหาคม 2548 คุณมานิตย์
ไชยสุกุมาร
เปิดแถลงข่าวขึ้นที่ศูนย์อาหารไทยแลนด์
พลาซ่า ฮอลลีวู้ด
โดยชี้แจงรายละเอียดต่างๆดังที่หนังสือพิมพ์ไทยในแอล.เอ.หลายฉบับนำลงไปตีพิมพ์กันรวมทั้งฉบับนี้ด้วย
ผมเฝ้ามองอยู่ว่าผู้สื่อข่าวของไทยรัฐที่รายงานข่าวจากสหรัฐหัวข้อโวยเจ้าจำปีถีบคนไทยไปโอ๋ฝรั่ง ซึ่งไปนั่งฟังแถลงข่าวอยู่ด้วยนั้นได้รายงานข่าวนี้ไปหรือไม่ หากรายงานข่าวเข้าไป ทางสำนักงานใหญ่ไม่นำลงตีพิมพ์เป็นเพราะอะไร?
ก็ในเมื่อผู้ตกเป็นข่าวคือคุณมานิตย์ออกมาแถลงต่อสาธารณชนมีทั้งภาพและข่าวอย่างชัดเจน ทำไมไม่นำไปลงตีพิมพ์เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจข่าวทั้ง
2 ด้าน(คือข่าวจากทั้งคนที่ถูกถีบและคนถีบ)
รอมาจนถึงวันเสาร์ที่
27 สิงหาคม คือ
10 วันเต็มๆก็ไม่มีข่าวนำลงตีพิมพ์
และโดยความเป็นจริงแล้ว ข่าวจะต้องนำลงติดต่อกันในเมื่อเรื่องยังไม่จบ
ยังเป็นปัญหาต่อเนื่องอยู่
ภาษาคนข่าวเขาเรียกว่า
follow up the news เพราะฉะนั้นจึงน่าจะนำเรื่องนี้มาพิจารณาในเชิงวิชาการ
เพื่อให้ผู้อ่านทราบ
สิ่งที่เกิดขึ้นกับการไม่เสนอข่าวให้ครบถ้วนหรือเสนอ
2 ด้านถือเป็นความลำเอียงหรือความไม่เที่ยงตรงของคนทำข่าว
นับตั้งแต่ผู้สื่อข่าวไปจนถึงหัวหน้าข่าวหรือบรรณาธิการข่าว
ส่วนบรรณาธิการใหญ่
ผมขอยกยอดให้เพราะคงไม่มีเวลามาดูแลทุกข่าว จึงต้องมีบรรณาธิการแต่ละฝ่ายมาช่วยเป็นหูเป็นตาให้
ถามว่าพฤติกรรมเช่นนี้ผิดหรือไม่ ตอบได้เลยว่าผิดเพราะคนทำข่าวไม่มีความเที่ยงธรรมในการเสนอข่าว
นี่ใช้สามัญสำนึกธรรมดาตัดสิน และยังผิดจรรยาบรรณของสมาคมนักข่าวนัก
หนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยที่ตราไว้(ยกร่างใหม่)
ณ วันที่ 21สิงหาคม
2519 ในข้อ 3 คือ 3.การเสนอข่าวต้องเสนอแต่ความจริง
พึงละเว้นการต่อเติมเสริมแต่ง
หากปรากฎว่าข่าวใดๆ
ไม่ตรงต่อความจริง
ต้องรีบแก้ไขโดยเร็ว
เมื่อคุณมานิตย์ออกมาชี้แจงแล้วไม่มีการนำเสนอข่าวหรือแก้ไขข่าวก็แสดงให้เห็นว่าคนข่าวหรือหัวหน้าข่าวมีผลประโยชน์ทับซ้อน(Conflict
of Interest) กับเรื่องที่ตนนำเสนอ ถามว่าผล
ประโยชน์ทับซ้อนอะไร
? เมื่อไปพิจารณาในเนื้อข่าวแล้วก็จะเห็นได้ว่าคนข่าวไทยรัฐในแอล.เอ.คือคุณณญาดา
ธนะพัฒน์ เป็นภรรยาของคุณศักดิ์ดา
ธนะพัฒน์ และเป็นพี่สะใภ้ของคุณกฤษดา
ธนะพัฒน์ ซึ่งเป็น
2 ใน 5 คนที่บริษัทการบินไทยเลิกจ้าง - อันนี้ชัดเจนครับเพราะนามสกุลเดียวกันด้วย
การเลิกจ้างของการบินไทยถือเป็นนโยบายจากบอร์ดใหญ่ในกรุงเทพฯ
โดยไม่ถือว่าทั้ง
5 คนที่ถูกเลิกจ้างมีความผิด
แต่นโยบายของบริษัทต้องการลดค่าใช้จ่าย
จึงต้องปรับกุลยุทธ์ทางการบริหาร
การตลาด ฯลฯ
ให้สอดคล้องกับภาวะความเป็นจริงในปัจจุบัน
การเลิกจ้างพนักงานจะตามมาอีกระลอกคือ
50 % ของ 53 คนในสำนักงานแอล.เอ.
ดังนั้นพนักงานอีก
21-22 คนก็เตรียมตัวเตรียมใจที่จะถูกเลิกจ้างต่อไป
เมื่อพิจารณามาถึงตรงนี้ก็พบการเสนอข่าวนี้ยังมีความผิดตามกฎจรรยาบรรณ
ข้อ 6 อีกกล่าวคือ
6. ต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยถือเอาสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ
ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์ส่วนตนหรือหมู่คณะโดยมิชอบ
การเสนอข่าวด้านเดียวในครั้งนี้ถือเป็นการเอาแต่ได้ในส่วนตน ไม่ได้ถือเอาสาธารณประ
โยชน์เป็นสำคัญแต่อย่างใด ยิ่งกว่านั้นไม่ได้ให้ความสนใจต่อ
3 คนที่ถูกเลิกจ้าง หากมีการเลิกจ้างเพียง
3 คนทั้งคุณศักดิ์ดาและคุณกฤษดายังทำงานอยู่
ผมไม่ทราบว่าข่าวนี้จะเป็นข่าวที่ต้องตามกันต่อเนื่องหรือไม่
เขียนมาถึงตรงนี้ก็มีพรรคพวกคนหนึ่งโทร.เข้ามาบอกว่า
เขาเป็นคนนั่งเครื่องบินมาเกือบทุกสายที่บินระหว่างแอล.เอ.-กรุงเทพฯ
เขามั่นใจว่าการบินไทยบริการดีที่สุด นับตั้งแต่อาหารการกิน
เครื่องดื่ม
ความหวานของพนักงานบริการ(แอร์โฮสเตส)
ไปจนถึงการนำเครื่องขึ้น-ลงของกัปตัน
สมกับคำว่า
Smooth
As Silk (นุ่มยังกับแพรไหม)
คุณเชื่อไหม
ไอ้พวกที่บอกว่าการบินไทยไม่ดี มักจะเป็นผู้หญิงเริ่มมีอายุ
ขึ้นเครื่องไปกับผัว นานๆจะได้กลับเมืองไทยที ไอ้ผัวพอเห็นแอร์สวยๆเข้าก็ทำก้อล้อก้อติด
ทำเจ้าชู้ พวกยายเนื้อเปื่อย-เหนียงยานก็ไม่พอใจ
บอกแอร์การบินไทยมันให้ท่าผัวฉัน ผมว่ามันเหลวใหล หากผู้โดยสารพูดด้วยหรือจีบๆหน่อย แอร์พวกนี้ก็ต้องเล่นด้วย
เพราะคงเจอมามากแล้ว ถ้าทำหน้าบึ้งตึงเดี๋ยวก็ถูกเขียนรายงาน นี่ประสบการณ์ของผมจริงๆ นักธุรกิจใหญ่แอล.เอ.(อย่าให้ผมเอ่ยชื่อ)
เล่าให้ฟัง
โดยสรุปก็คือกลับเมืองไทยนั่งการบินไทยเถอะครับ เราจะได้ภูมิใจในความเป็นไทย
(อย่างน้อยก็จะทำให้หุ้นของผมกระเตื้องขึ้นบ้าง-ฮา)
ที่จริงแล้วเมื่อคนทำหนังสือพิมพ์ได้รับคำชี้แจงจะต้องรับฟังนำไปพิจารณาว่าถูกต้องหรือไม่
มีประเด็นใดที่ยังตกค้างอยู่สามารถถามเพิ่มเติมหากยังสงสัย แต่ถ้าพ้นเรื่องนี้ไปและยังไปนำเรื่องอื่นขึ้นมากล่าวหาในแต่ละองค์กรในทำนองให้เกิดความเสียหายจะต้องไม่กระทำ(เขาเรียกว่าหาเรื่อง
ซึ่งก็คงได้เรื่อง)
สมมติว่าพบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นในองค์กรใดก็ตาม
จะต้องนำหลักฐานขึ้นมาตีแผ่ ไม่ใช่คอยเขียน
2 แง่ 2 ง่าม คนอ่านก็ไม่รู้จะอ่านง่ามไหนดี
นี่เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ชุมชนโดยรวมจะเกิดความเสียหาย
อันนี้ติงมายังคนทำข่าว-ทำหนังสือพิมพ์
ขอให้ระลึกไว้ว่าการมีปากกาในมือก็ใช่จะไปเที่ยวทิ่มแทงคนอื่นที่ไม่มีปากกาตอบโต้ ควรระลึกเสมอว่าปากกาคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์(คือทวนอันคมกล้าและโคมทองวะวาววาม เปิดโปงที่เลวทรามและเทิดทูนพิทักษ์ธรรม
) เก็บไว้ทิ่มแทงความไม่ถูกต้องชอบธรรมดีกว่า
หากไปเที่ยวระรานคนอื่น
เวลาเขาทิ่มกลับไปบ้างก็อย่าได้ร้องแรกแหกกระเฌอ
อย่าโวยวาย
อย่าทำตัวเหมือน
Slot Machine คือเวลากินเงินคนอื่นแล้วเงียบ พอถูกกินบ้างแล้วร้องลั่นกริ๊งกร๊างๆแล้วไปโพทนาว่าฉันไม่ได้รับความเป็นธรรม
หรือกูจะฟ้องมึง
อะไรเทือกนี้
พฤติกรรมเช่นนี้ผมเห็นว่าเป็นพวก
กูละแก่ แพ้ไม่เป็น
เห็นแก่ตัว
กลัวเสียเปรียบ คนไทยควรห่างๆไว้ เจอหน้าหนีได้เป็นหนี
ในส่วนของผมถือว่าพฤติกรรมนี้รับไม่ได้ครับ สมัยโบราณเขาต้องประกาศเป็น
Persona
Non Grata แต่สมัยใหม่อาจไม่เป็นไรเพราะถือว่าหน้าด้านเสียอย่าง
ทำให้ด้านครองโลก(ฉบับที่ 239 ประจำวันที่
1-7 กันยายน 2005).....อ่านต่อ
|