ความลำเอียงของคนทำข่าว
   
จากซ้าย ศิริวรรณ นิมิตรศิลป์(ผู้แทน TV Parade)ณญาดา ธนะพัฒน์(ผู้แทนไทยรัฐ)ศุภชัย ตรีบำรุง(นักเขียนสยามโครนิเคิ่ล) และบันลือ สอนบาลี (บก.สยามโครนิเคิ่ล)วันที่ 17 สิงหาคม 2005 ณ ศูนย์อาหารไทยแลนด์ พลาซ่า

 

หลังจากผมเขียนไปฉบับที่แล้ว ก็ได้รับโทรศัพท์จากพรรคพวกเพื่อนฝูงโทร.มากันมากหน้าหลายตา บางคนบอกว่า”ตอนนี้ผมหนาวครับ กำลังหนาว” บางคนก็โทร.มาฝากเนื้อฝากตัว เพราะเพิ่งจะรู้ว่าผมถือหุ้นการบินไทย บางคนโทร.มาตอนเช้าวันเสาร์บอกว่า”สวัสดีค่ะ เจ้าของการบินไทย สบายดีหรือคะ”  บางรายโทร.มาอัดเทปไว้ขอให้เสนอข้อเท็จจริงต่างๆให้คนอ่านได้รับรู้เพราะคนอ่านไม่รู้จริงๆ ว่าอะไรคืออะไร เมื่อได้ข้อเท็จจริงแล้ว คนอ่านสามารถตัดสินใจเองได้ว่าอะไรผิดอะไรถูก

ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่โทร.มา ส่วนเรื่องหุ้นการบินไทยนั้นขอให้ละไว้ในฐานที่เข้าใจนะครับ

 เรื่องการบินไทยยังต้องพูดกันอีก เมื่อเขียนไปแล้วยังเหลือประเด็นที่เข้ามา”จุดประกาย”ผมอีก โดยหลักแล้วมักจะมีคนพูดว่า”แมลงวันไม่ตอมแมลงวัน” นั่นเป็นความคิดโบราณ แต่สมัยใหม่จะต้องมีการ”ตรวจสอบ”เกิดขึ้น เพราะวงการหนังสือพิมพ์มักจะเรียกร้องให้”ควบคุมกันเอง” โดยไม่ต้องการให้กฎหมายจากบ้านเมืองเข้ามาควบคุม

คราวนี้เรามาตรวจสอบข่าวการบินไทยที่เสนอโดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันที่ 16 สิงหาคม 2548 ในเซคชั่นเศรษฐกิจที่เขียนไว้ว่า “ โวยเจ้าจำปีถีบคนไทยไปโอ๋ฝรั่ง ผู้สื่อข่าวรายงานจากสหรัฐฯว่า เมื่อวันที่ 12 ส.ค.ที่ผ่านมา นายมานิตย์ ไชยสุกุมาร ผจก.ทั่วไปภาคพื้นอเมริกา บมจ.การบินไทย ได้ลงนามคำสั่งเลิกจ้างพนักงานท้องถิ่น ชาวไทยประจำสถานีสนามบินนานาชาติลอสแอนเจลิส (LAX) โดยอ้างเหตุผลบริษัทต้องการตัดงบค่าใช้จ่าย พร้อมกับไปจ้างบริษัท ฮอลล์มาร์คของสหรัฐฯมาทำหน้าที่ประจำสถานีแทน ทำให้ชาวไทยในสหรัฐฯวิจารณ์กันว่าผู้บริหารเมืองไทยไม่รู้ความจริงว่า การเลิกจ้างดังกล่าวเป็นการผิดกฎหมายแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งอาจจะทำให้บริษัทถูกฟ้องร้องเป็นเงินมหาศาล และการจ้างบริษัทฝรั่งมาทำหน้าที่ก็แพงกว่าการเลิกจ้างพนักงานคนไทย 5 คน สำหรับพนักงานท้องถิ่นชาวไทยที่ถูกเลิกจ้าง 5 คน มีผู้ช่วยนายสถานี 2 คน คือ นายกฤษดา ธนะพัฒน์ และนายศักดิ์ดา ธนะพัฒน์ ส่วนพนักงานมีนายมิกกี้ ลู,(ที่จริงคือนางมิกกี้ ลู เป็นผู้หญิง) นางพรรณี จงเลิศสุข และนายเวหาสถ์ ภูมิรักษ์” ......

 ต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม 2548 คุณมานิตย์ ไชยสุกุมาร เปิดแถลงข่าวขึ้นที่ศูนย์อาหารไทยแลนด์ พลาซ่า ฮอลลีวู้ด โดยชี้แจงรายละเอียดต่างๆดังที่หนังสือพิมพ์ไทยในแอล.เอ.หลายฉบับนำลงไปตีพิมพ์กันรวมทั้งฉบับนี้ด้วย

 ผมเฝ้ามองอยู่ว่าผู้สื่อข่าวของไทยรัฐที่รายงานข่าวจากสหรัฐหัวข้อ”โวยเจ้าจำปีถีบคนไทยไปโอ๋ฝรั่ง” ซึ่งไปนั่งฟังแถลงข่าวอยู่ด้วยนั้นได้รายงานข่าวนี้ไปหรือไม่ หากรายงานข่าวเข้าไป ทางสำนักงานใหญ่ไม่นำลงตีพิมพ์เป็นเพราะอะไร? ก็ในเมื่อผู้ตกเป็นข่าวคือคุณมานิตย์ออกมาแถลงต่อสาธารณชนมีทั้งภาพและข่าวอย่างชัดเจน ทำไมไม่นำไปลงตีพิมพ์เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจข่าวทั้ง 2 ด้าน(คือข่าวจากทั้งคนที่ถูกถีบและคนถีบ)

รอมาจนถึงวันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม คือ 10 วันเต็มๆก็ไม่มีข่าวนำลงตีพิมพ์ และโดยความเป็นจริงแล้ว ข่าวจะต้องนำลงติดต่อกันในเมื่อเรื่องยังไม่จบ ยังเป็นปัญหาต่อเนื่องอยู่ ภาษาคนข่าวเขาเรียกว่า  follow up the news  เพราะฉะนั้นจึงน่าจะนำเรื่องนี้มาพิจารณาในเชิงวิชาการ เพื่อให้ผู้อ่านทราบ สิ่งที่เกิดขึ้นกับการไม่เสนอข่าวให้ครบถ้วนหรือเสนอ 2 ด้านถือเป็น”ความลำเอียง”หรือ”ความไม่เที่ยงตรง”ของคนทำข่าว นับตั้งแต่ผู้สื่อข่าวไปจนถึงหัวหน้าข่าวหรือบรรณาธิการข่าว ส่วนบรรณาธิการใหญ่ ผมขอยกยอดให้เพราะคงไม่มีเวลามาดูแลทุกข่าว จึงต้องมีบรรณาธิการแต่ละฝ่ายมาช่วยเป็นหูเป็นตาให้  

ถามว่าพฤติกรรมเช่นนี้ผิดหรือไม่ ตอบได้เลยว่าผิดเพราะคนทำข่าวไม่มีความเที่ยงธรรมในการเสนอข่าว – นี่ใช้สามัญสำนึกธรรมดาตัดสิน และยังผิดจรรยาบรรณของสมาคมนักข่าวนัก หนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยที่ตราไว้(ยกร่างใหม่) ณ วันที่ 21สิงหาคม 2519 ในข้อ 3 คือ” 3.การเสนอข่าวต้องเสนอแต่ความจริง พึงละเว้นการต่อเติมเสริมแต่ง หากปรากฎว่าข่าวใดๆ ไม่ตรงต่อความจริง ต้องรีบแก้ไขโดยเร็ว “

เมื่อคุณมานิตย์ออกมาชี้แจงแล้วไม่มีการนำเสนอข่าวหรือแก้ไขข่าวก็แสดงให้เห็นว่าคนข่าวหรือหัวหน้าข่าวมีผลประโยชน์ทับซ้อน(Conflict of Interest) กับเรื่องที่ตนนำเสนอ  ถามว่าผล ประโยชน์ทับซ้อนอะไร ? เมื่อไปพิจารณาในเนื้อข่าวแล้วก็จะเห็นได้ว่าคนข่าวไทยรัฐในแอล.เอ.คือคุณณญาดา ธนะพัฒน์ เป็นภรรยาของคุณศักดิ์ดา ธนะพัฒน์ และเป็นพี่สะใภ้ของคุณกฤษดา ธนะพัฒน์ ซึ่งเป็น 2 ใน 5 คนที่บริษัทการบินไทย”เลิกจ้าง”  - อันนี้ชัดเจนครับเพราะนามสกุลเดียวกันด้วย

การเลิกจ้างของการบินไทยถือเป็น”นโยบาย”จากบอร์ดใหญ่ในกรุงเทพฯ โดยไม่ถือว่าทั้ง 5 คนที่ถูกเลิกจ้างมีความผิด แต่นโยบายของบริษัทต้องการลดค่าใช้จ่าย จึงต้องปรับกุลยุทธ์ทางการบริหาร การตลาด ฯลฯ ให้สอดคล้องกับภาวะความเป็นจริงในปัจจุบัน  การเลิกจ้างพนักงานจะตามมาอีกระลอกคือ 50 % ของ 53 คนในสำนักงานแอล.เอ.  ดังนั้นพนักงานอีก 21-22 คนก็เตรียมตัวเตรียมใจที่จะถูกเลิกจ้างต่อไป

เมื่อพิจารณามาถึงตรงนี้ก็พบการเสนอข่าวนี้ยังมีความผิดตามกฎจรรยาบรรณ ข้อ 6 อีกกล่าวคือ

“6. ต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยถือเอาสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์ส่วนตนหรือหมู่คณะโดยมิชอบ”

การเสนอข่าวด้านเดียวในครั้งนี้ถือเป็นการเอาแต่ได้ในส่วนตน ไม่ได้ถือเอาสาธารณประ โยชน์เป็นสำคัญแต่อย่างใด  ยิ่งกว่านั้นไม่ได้ให้ความสนใจต่อ 3 คนที่ถูกเลิกจ้าง หากมีการเลิกจ้างเพียง 3 คนทั้งคุณศักดิ์ดาและคุณกฤษดายังทำงานอยู่ ผมไม่ทราบว่าข่าวนี้จะเป็นข่าวที่ต้องตามกันต่อเนื่องหรือไม่

เขียนมาถึงตรงนี้ก็มีพรรคพวกคนหนึ่งโทร.เข้ามาบอกว่า เขาเป็นคนนั่งเครื่องบินมาเกือบทุกสายที่บินระหว่างแอล.เอ.-กรุงเทพฯ เขามั่นใจว่าการบินไทยบริการดีที่สุด นับตั้งแต่อาหารการกิน เครื่องดื่ม ความหวานของพนักงานบริการ(แอร์โฮสเตส) ไปจนถึงการนำเครื่องขึ้น-ลงของกัปตัน สมกับคำว่า Smooth As Silk (นุ่มยังกับแพรไหม)

“คุณเชื่อไหม ไอ้พวกที่บอกว่าการบินไทยไม่ดี มักจะเป็นผู้หญิงเริ่มมีอายุ ขึ้นเครื่องไปกับผัว นานๆจะได้กลับเมืองไทยที ไอ้ผัวพอเห็นแอร์สวยๆเข้าก็ทำก้อล้อก้อติด ทำเจ้าชู้ พวกยายเนื้อเปื่อย-เหนียงยานก็ไม่พอใจ บอกแอร์การบินไทยมันให้ท่าผัวฉัน ผมว่ามันเหลวใหล หากผู้โดยสารพูดด้วยหรือจีบๆหน่อย แอร์พวกนี้ก็ต้องเล่นด้วย เพราะคงเจอมามากแล้ว ถ้าทำหน้าบึ้งตึงเดี๋ยวก็ถูกเขียนรายงาน นี่ประสบการณ์ของผมจริงๆ” นักธุรกิจใหญ่แอล.เอ.(อย่าให้ผมเอ่ยชื่อ) เล่าให้ฟัง โดยสรุปก็คือกลับเมืองไทยนั่งการบินไทยเถอะครับ เราจะได้ภูมิใจในความเป็นไทย (อย่างน้อยก็จะทำให้หุ้นของผมกระเตื้องขึ้นบ้าง-ฮา)

ที่จริงแล้วเมื่อคนทำหนังสือพิมพ์ได้รับคำชี้แจงจะต้องรับฟังนำไปพิจารณาว่าถูกต้องหรือไม่  มีประเด็นใดที่ยังตกค้างอยู่สามารถถามเพิ่มเติมหากยังสงสัย แต่ถ้าพ้นเรื่องนี้ไปและยังไปนำเรื่องอื่นขึ้นมากล่าวหาในแต่ละองค์กรในทำนองให้เกิดความเสียหายจะต้องไม่กระทำ(เขาเรียกว่าหาเรื่อง ซึ่งก็คงได้เรื่อง) สมมติว่าพบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นในองค์กรใดก็ตาม จะต้องนำหลักฐานขึ้นมาตีแผ่ ไม่ใช่คอยเขียน 2 แง่ 2 ง่าม คนอ่านก็ไม่รู้จะอ่าน”ง่าม”ไหนดี นี่เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ชุมชนโดยรวมจะเกิดความเสียหาย

อันนี้ติงมายังคนทำข่าว-ทำหนังสือพิมพ์ ขอให้ระลึกไว้ว่าการมีปากกาในมือก็ใช่จะไปเที่ยวทิ่มแทงคนอื่นที่ไม่มีปากกาตอบโต้ ควรระลึกเสมอว่าปากกาคือ”สิ่งศักดิ์สิทธิ์”(คือทวนอันคมกล้าและโคมทองวะวาววาม เปิดโปงที่เลวทรามและเทิดทูนพิทักษ์ธรรม ) เก็บไว้ทิ่มแทงความไม่ถูกต้องชอบธรรมดีกว่า  หากไปเที่ยวระรานคนอื่น เวลาเขาทิ่มกลับไปบ้างก็อย่าได้ร้องแรกแหกกระเฌอ อย่าโวยวาย อย่าทำตัวเหมือน Slot Machine คือเวลากินเงินคนอื่นแล้วเงียบ พอถูกกินบ้างแล้วร้องลั่นกริ๊งกร๊างๆแล้วไปโพทนาว่าฉันไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือกูจะฟ้องมึง อะไรเทือกนี้

พฤติกรรมเช่นนี้ผมเห็นว่าเป็นพวก “กูละแก่ แพ้ไม่เป็น เห็นแก่ตัว กลัวเสียเปรียบ”  คนไทยควรห่างๆไว้ เจอหน้าหนีได้เป็นหนี ในส่วนของผมถือว่าพฤติกรรมนี้รับไม่ได้ครับ สมัยโบราณเขาต้องประกาศเป็น Persona Non Grata    แต่สมัยใหม่อาจไม่เป็นไรเพราะถือว่า”หน้าด้านเสียอย่าง ทำให้ด้านครองโลก”(ฉบับที่ 239 ประจำวันที่ 1-7 กันยายน 2005).....อ่านต่อ

 

 

 
 
 
 
 
 
     

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy