น้ำมันแพงต้องดูแลรถของท่าน
   
ช่างที่อู่กำลังยกเครื่องยนต์ใหม่


รายนี้กำลังทำเบรค


คันนี้ก็เข้ามาอัด Freon เพื่อเพิ่มความเย็นของแอร์คอนดิชั่น

 

 

ความจริงแล้วไม่ว่าน้ำมันจะถูกหรือแพงก็ต้องนำรถยนต์ของท่านไปซ่อมหรือไปรับการบริการเป็นปกติอยู่แล้ว เช่นนำไปเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เปลี่ยนน้ำมันทรานสมิชชั่น ไปเปลี่ยนผ้าเบรค ไปทูน-อัพ ฯลฯ

ห้วงเวลานี้ถือว่าน้ำมันดิบแพงมากนะครับคือตกบาเรลละ 66-67 ดอลลาร์(จากปีที่แล้วที่เราเคยใช้ระหว่าง 28-30 ดอลลาร์) ในอนาคตมีการเก็งกันว่าอาจจะถึงบาเรลละ 90 ดอลลาร์  เมื่อน้ำมันดิบแพงน้ำมันสุกประเภทต่างๆ(คือน้ำมันที่กลั่นแล้ว)ก็แพงตามไปด้วย  อย่างเช่นเมื่อสิ้นสัปดาห์วันที่ 12 สิงหาคมน้ำมันเติมรถยนต์เบนซินธรรมดาเฉลี่ยทั่วประเทศสหรัฐแกลลอนละ 2.53 ดอลลาร์ จากการสำรวจประจำสัปดาห์ของ Lundberg กับปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ 7,000 แห่ง  บางแห่งแถวซาน ฟรานซิสโกขึ้นไปแกลลอนละกว่า 3 ดอลลาร์

ชีวิตของเราย่อมไม่มีความสุขแน่นอน  เมื่อรายได้ไม่ได้เพิ่มตามราคาน้ำมันที่ขึ้นไป  ปัญหานี้เกิดขึ้นกับทั่วโลก โดยเฉพาะฝ่ายคมนาคมขนส่ง  ที่เห็นๆบริษัทการบินไทยก็ออกมาเปิดเผยตัวเลขแล้วว่าเมื่อสิ้นไตรมาสที่ 3 ของการประกอบการคือเมษายน-มิถุนายน 2005 บริษัทขาดทุนสุทธิ 4,779.44 ล้านบาท (ในจำนวนนี้เป็นการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 2,721.35 ล้านบาท)  สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะในไตรมาสนี้ต้องเสียค่าน้ำมันเชื้อเพลิงถึง 12,219.47 ล้านบาท  ไตรมาสก่อนคือมกราคม-มีนาคมเสียค่าน้ำมันอยู่ที่  7,816.52 ล้านบาท  

อย่างไรก็ตามเมื่อนับรวมการประกอบการ 9 เดือนจากตุลาคม 2004-มิถุนายน 2005 บริษัทยังมีกำไรสุทธิอยู่  4,428.13 ล้านบาท 

ผมเชื่อว่าหากแนวโน้มราคาน้ำมันถีบตัวขึ้นไปถึง 90 ดอลลาร์ต่อบาเรลแล้ว การบินไทยหรือการบินไหนๆก็คงต้องขาดทุน  ยกเส้นเสียแต่จะเพิ่มค่าโดยสารเพื่อผลักภาระมาให้ผู้โดยสารรับผิดชอบ  พอขึ้นมากๆเข้าผู้โดยสารอาจไม่บินก็ได้เพราะมีเงินไม่พอค่าตั๋ว ยกเว้นคนที่จำเป็นจริงๆ ส่วนคนที่จะบินไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจประเภทเวเคชั่นก็คงลำบาก และจะส่งผลกระทบถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยรวมอีกด้วย

ดังนั้นแต่ละคนจึงต้องหาทางประหยัดน้ำมัน  ผมรับทราบมาว่าคนเมืองไทยที่เป็นชนชั้นกลางรุ่นใหม่ ผ่อนรถยนต์กันใหม่ๆเจอราคาน้ำมันเข้าต้องจอดรถยนต์ไว้กับบ้านแล้วโหนรถเมล์แทน ไม่เป็นไรครับ ชีวิตเราเกิดมาก็เคยโหนรถเมล์ตั้งแต่ไปโรงเรียนแล้ว จะกลับไปโหนใหม่ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

นักการเมืองและบริษัทผู้ผลิตรถยนต์กำลังค้นคว้าวิจัยเพิ่มเติมเพื่อให้รถยนต์กินน้ำมันน้อยลงไปอีก ทุกวันนี้ก็มีรถพันธุ์ผสมที่เขาเรียกว่า hybrid cars กินน้ำมันน้อยลงไปกว่าเดิมอยู่แล้วเช่น Toyota Prius อาจแล่นได้ 45 ไมล์ต่อแกลลอน  ปกติรถยนต์จะกินน้ำมันประมาณกว่า 20 ไมล์ต่อแกลลอน

แต่ก่อนที่เราจะได้ใช้รถแบบประหยัดน้ำมัน ผมก็มีเรื่องแนะนำว่าสัปดาห์ก่อนผมไปรีดสารพิษที่เรียกว่า”วารีบำบัด” สุดสัปดาห์ที่แล้วผมนำรถไปซ่อมกับคุณรังสรรค์ พูนสวัสดิ์ ที่อู่ R&T Auto Repair อู่นี้เข้าไปในซอยครับ อยู่เลขที่ 12046 Centralia Ave.,  Rd., Hawaiian Garden, CA โทร.562-402-6892  ผมไปถามเขาตรงๆว่าภาวะน้ำมันแพง ในฐานะเป็นช่างจะแนะนำผู้ใช้รถอย่างไรบ้าง  คุณรังสรรค์ตอบว่าหากพูดถึงเรื่องน้ำมันโดยตรง จะต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรอง(Oil Filter) ซึ่ง Oil Filter จะช่วยประหยัดน้ำมันได้ประมาณ 5 %  ถ้าเปลี่ยนเฉพาะน้ำมันเครื่องไม่ได้เปลี่ยนไส้กรองด้วย  ไม่ช่วยให้ประหยัดแต่อย่างใด

จากนั้นก็ต้องไปดูที่ไส้กรองน้ำมันหรือ Fuel Filter  ถ้าสกปรกมากรถก็ต้องสูบฉีดมาก อันนี้คุณรังสรรค์แกพูดเป็นภาษาทางช่าง ผมจำไม่ได้เอาเป็นอันว่าถ้า Fuel Filter มันค่อนข้างอุดตันหรืออุดตัน การสูบฉีดน้ำมันเข้ามาเป็นพลังงานก็ไม่สะดวกเครื่องยนต์เดินไม่สมควรที่มันจะเป็น  ทำให้กินน้ำมันมากขึ้น จำต้องเปลี่ยนตัวนี้ด้วย

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจำได้ชัดเจนคุณรังสรรค์บอกว่า “รถยี่ห้อใดก็ตาม ใหม่เก่าก็ตาม หากเหยียบคันเร่งเกิน 60 ไมล์ต่อชั่วโมง เป็นกินน้ำมันทั้งนั้นครับ  ดังนั้นควรขับอยู่ระหว่าง 55-59 ไมล์ต่อชั่วโมงจะได้ช่วยประหยัดอีกทางหนึ่ง”

คุณรังสรรค์ยังแนะนำว่าเมื่อจะเปลี่ยนน้ำมันเครื่องในช่วงอากาศร้อนนี้ควรจะเปลี่ยนเป็นแบบ W20-50 หรือน้ำมันเครื่องประเภท heavy duty เพราะหากเป็นแบบใสๆคือ W10-30 รถแล่นไปร้อนๆก็ถูก burn ทิ้งหมด

ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่จะดูแลรถของท่านเอง ทั้งการทูน-อัพเพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานดีขึ้น การตรวจสอบ Coolant หม้อน้ำ ยิ่งหน้าร้อนรถบางคันไม่เคยดูแลเลยจึงมักจะเกิด overheat  การเปลี่ยนเบรค การวัดลมยางรถยนต์ให้ได้พิกัดของโรงงาน รถจะได้แล่นฉิว  การบรรทุกสิ่งของไม่หนัก  อันไหนไม่ใช้ก็นำลงจากรถ ฯลฯ ช่วยประหยัดน้ำมันได้ทั้งนั้น

ผมคิดว่าควรจะหันมาดูแลสุขภาพรถยนต์ของท่านด้วย โดยการนำไปให้ช่างที่ท่านซ่อมแซมอยู่เป็นประจำดูแลให้  เมื่อช่างเห็นว่าสิ่งใดควรเปลี่ยนหรือซ่อมแซม เขาก็จะบอก รถยนต์คือขาของเรา หากไปตายกลางทางแล้วก็เหงื่อตกครับ  ซ่อมเองก็ไม่เป็นต้องเรียกรถลากมาลากไปเข้าอู่ เสียเงินค่าลากเพิ่มขึ้นไปอีก  สิ่งเหล่านี้ท่านอย่ามองผ่านครับเพราะจะเข้าตำรา”เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย”(ฉบับ 237 ประจำวันที่ 18-24 สิงหาคม 2005 ).....อ่านต่อ

 

 
 
 
 
 
 
     

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy