ฉบับที่แล้วผมดูการ์ตูนวีระในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้
เขาบอกว่าเพิ่งมาเห็นในอเมริกานี่แหละที่พระขับแท็กซี่,พระเปิดห้องอาหารและพระฟ้องพระ การ์ตูนในหนังสือพิมพ์เป็นภาพสะท้อนการเมืองและสังคมที่เราอาศัยอยู่
เป็นการล้อเลียนและสร้างอารมณ์ขัน
แต่บ่อยครั้งที่ผู้ถูกล้อเลียนขันไม่ออก
ในภาษาหนังสือพิมพ์เรียกว่า
Political Cartoon
ผมอยากพูดถึงคดีพระฟ้องพระ
คงหมายถึงพระมหาสุนทร
สอนชัย อดีตเจ้าอาวาสวัดไวสเลีย
รัฐแคลิฟอร์เนีย
ยื่นฟ้องสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาและพระราชธรรมวิเทศ
หัวหน้าสงฆ์วัดไทยแอล.เอ.
โดยต้องการเงิน
50,000 ดอลลาร์คืนจากการขายวัดไวสเลียตามคำสั่งของศาล
ปัจจุบันเงินจำนวนนี้นำเข้าบัญชีของสมัชชาสงฆ์ฯ และยังเรียกอีก
2 แสนดอลลาร์ในข้อหาหมิ่นประมาทและข้อหาอารมณ์ของท่านถูกทำร้าย(Emotional
distress)
ผมจะไม่พูดลึกเข้าไปถึงคดีเพราะเชื่อว่าทนายความของทั้งสองฝ่ายคงติดต่อเจรจากัน
เช่นมีการไต่สวนมูลฟ้อง
หากตกลงกันได้นอกศาล
ก็อาจไม่จำเป็นต้องนำเรื่องขึ้นสู่การพิจารณาคดี ถ้าเรื่องไม่หนักหนาสาหัสสากรรจ์
ศาลก็ไม่อยากให้เกิดคดีที่เรียกว่ารกโรงรกศาล
ซึ่งเรียกกันว่าคดีขี้หมูราขี้หมาแห้ง
ในสังคมอเมริกันการฟ้องร้องถือเป็นเรื่องปกติเพื่อขจัดข้อพิพาท
โดยใช้ข้อเท็จจริง
ความถูกต้องและกฎหมายมาเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินคดี สิ่งเหล่านี้เรียกว่ากระบวนการยุติธรรม
ทั้งนี้ตุลาการเป็นสาขาหนึ่งของระบบประชาธิปไตยสหรัฐอเมริกา
ส่วนอีก 2 สาขาคือสาขานิติบัญญัติหรือการออกกฎหมายอำนาจนี้อยู่ที่สภาคองเกรสซึ่งสมาชิกได้รับเลือกจากประชาชนเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนของตน
และสาขาบริหารประเทศอำนาจขึ้นอยู่กับประธานาธิบดี
ตำแหน่งนี้ก็มาจากการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของประชาชน
วัดไทย,โบสถ์,สุเหร่าและศาลเจ้าของศาสนาต่างๆในสหรัฐ ส่วนใหญ่จะตกอยู่ภายใต้ความเป็นเจ้าของขององค์กรไม่แสวงหากำไร(NPO) ไม่เหมือนวัดในเมืองไทยที่ถือเป็นศาสนสมบัติ
เพราะประเทศไทยสามารถออกกฎหมายมาบังคับใช้ในฐานะที่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ดังนั้นในประเทศไทยเราจึงไม่ได้เห็นกรณีพระยื่นฟ้องกันเพื่อเป็นเจ้าของวัด
แต่เราจะเห็นเรื่องการขัดกันในผลประโยชน์ส่วนตัวหรือพระผู้ใหญ่สะสมสมบัติมากเกินงาม
จนถูกปล้นและถูกฆ่าตาย
ดังที่เราได้อ่านข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เสมอ
การยื่นฟ้องร้องกันจะต้องมีมูลเหตุและความเป็นมา
ต้องมีทนายความทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้เราผู้ต้องการเป็นโจทก์เพราะเราคงมีความรู้ไม่พอที่จะไปยื่นฟ้องร้องเองหรือกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้เพราะเราไม่ใช่ทนายความ ไม่มีใบอนุญาตว่าความ อีกฝ่ายเมื่อได้รับหมายแล้วจะต้องตั้งทนายความขึ้นรับและตอบคดี
ส่วนใหญ่จะต้องตอบภายใน
30 วัน หากไม่ตอบก็ถือว่ายอมแพ้ ศาลสั่งให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะได้
การเป็นโจทก์ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นผู้ชนะเสมอไป
เพราะโจทก์จะต้องเป็นผู้พิสูจน์ด้วยหลักฐานข้อเท็จจริงต่างๆว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง
เพื่อแสดงให้คณะลูกขุนเห็นว่าเรามีหลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิดจำเลยได้ ส่วนจำเลยก็ต้องนำหลักฐานมาหักล้างข้อกล่าวหาของโจทก์
ดังนั้นถ้าจำเลยมีพยานหลักฐานหรือข้อเท็จจริงที่ดีพอ คณะลูกขุนอาจชี้ขาดว่าจำเลยไม่ผิดก็ได้
ดังที่เราเห็นในคดีโอ.เจ.ซิมป์สันและไมเคิ่ล แจ้คสัน เป็นต้น
ผมว่าคดีพระฟ้องพระจึงไม่ใช่เรื่องแปลกในเมื่อเราอยู่ในสังคมอเมริกัน
ใช้กฎหมายบังคับคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
ดูกรณีบาดหลวงศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิคถูกยื่นฟ้องในข้อหาตุ๋ยเด็ก(ลวนลามทางเพศ)
ไม่เพียงแต่ท่านบาดหลวงจะต้องชะตากรรมในคุกในคดีอาญาเท่านั้น แต่ศาสนจักรยังถูกฟ้องคดีแพ่งถึงกับซวนเซเพราะต้องหาเงินไปชดใช้หนี้กรรมที่ท่านบาดหลวงได้พากันก่อไว้
จึงสรุปได้ว่าไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์,บาดหลวงหรือใครก็ตามไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
อาจมีผู้ถามว่าผลจะออกมาอย่างไร ผมคิดว่าไม่ว่าพระข้างไหนจะชนะก็ตามจะเกิดดังนี้
1.เสียเงินค่าทนาย-ค่าธรรมเนียมศาล
2.หลังการตัดสินคู่กรณีไม่เผาผีกันในชาตินี้ ยกเว้นจะมีเมตตาธรรมต่อกันก็เลิกร้างกันไป 3.ในนามของชาวพุทธอารมณ์ความรู้สึกก็คงตกอยู่ในความหดหู่พอสมควร
อย่างไรก็ตามในความเห็นของผมเมื่อเราอยู่ในสังคมอเมริกัน-สังคมสมัยใหม่
หากเราไม่ระมัดระวังเราอาจถูกฟ้องร้องได้ไม่กรณีใดก็กรณีหนึ่ง อย่างเช่นการขับรถประมาทไปชนเสาไฟฟ้าของ
City ไม่เพียงแต่เราจะเจ็บตัวเท่านั้น
เรายังต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับ
City อีกด้วย หรือขับรถไปชนคนอื่นได้รับบาดเจ็บหรือตาย เราก็อาจถูกฟ้องจนหมดเนื้อหมดตัว ยิ่งรถยนต์คันที่ขับไม่มีประกันภัยด้วยแล้ว ความฉิบหายก็จะตามมามากขึ้น
อีกประการหนึ่งการฟ้องร้องอาจไม่ได้ต้องการเป็นตัวเงิน แต่ต้องการความถูกต้องชอบธรรม ตัวอย่างเช่นในสหรัฐ ถ้าประชาชนเห็นว่าร่างกฎหมาย
( Proposition ) ผ่านการลงคะแนนเสียงจะมีผลบังคับใช้ แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วยก็อาจยื่นฟ้องเพื่อให้ผู้พิพากษาสั่งระงับการบังคับใช้ชั่วคราวก็ได้(Temporary
Restraining Order)
ในปัจจุบันประเทศไทยมีศาลปกครองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ.
2540 ถ้าข้าราชการหรือพนักงานวิสาหกิจเห็นว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมในกรณีการถูกโยกย้ายก็ดี
การไม่ได้รับเลื่อนขั้นตำแหน่งหรือเงินเดือนก็ดี
สามารถยื่นฟ้องศาลปกครองได้ เป็นต้น
ดังนั้นอย่าตื่นเต้นตกใจหากได้รับหมายศาล ศึกษาให้ละเอียด ถ้าถูกฟ้องก็ตั้งทนายความขึ้นรับ ซึ่งแน่นอนท่านต้องเสียเงินค่าทนาย ไม่มีทนายความคนไหนจะมาว่าความให้ท่านฟรี โดยสรุปแล้ว ผมเห็นว่าภาษิตไทยยังดีอยู่คือ
กินขี้หมาดีกว่าค้าความ แต่ท่านก็มีทางเลือกนะครับ คือเลือกที่จะไม่กินขี้หมา แต่ไปค้าความแทน ก็ขอให้ท่านโชคดีครับ
( ฉบับ 232 ประจำวันที่
14-20 กรกฎาคม 2005 ).....อ่านต่อ
|