คดีพระฟ้องพระไม่ใช่เรื่องแปลก
   
Mr. Alex Wu (ที่ 3 จากขวามือ) รองประธานสมาคม BLIA. ของวัดชีไหล พุทธ
ศาสนานิกายมหายาน เมืองอาซูซ่า นำคณะอุบาสกอุบาสิกาไปถวายไทยธรรม
แด่พระสงฆ์วัดไทยฯ เมื่อบ่ายวันพฤหัสบดีที่ 6 กรกฎาคมในเทศกาลบุญเข้าพรรษา
ท่านเจ้าคุณพระราชธรรมวิเทศ นำคณะสงฆ์ต้อนรับอย่างอบอุ่น
(ภาพเป็นข่าว)

 

                ฉบับที่แล้วผมดูการ์ตูนวีระในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ เขาบอกว่าเพิ่งมาเห็นในอเมริกานี่แหละที่พระขับแท็กซี่,พระเปิดห้องอาหารและพระฟ้องพระ  การ์ตูนในหนังสือพิมพ์เป็นภาพสะท้อนการเมืองและสังคมที่เราอาศัยอยู่ เป็นการล้อเลียนและสร้างอารมณ์ขัน แต่บ่อยครั้งที่ผู้ถูกล้อเลียนขันไม่ออก ในภาษาหนังสือพิมพ์เรียกว่า Political Cartoon

                ผมอยากพูดถึงคดีพระฟ้องพระ คงหมายถึงพระมหาสุนทร สอนชัย อดีตเจ้าอาวาสวัดไวสเลีย รัฐแคลิฟอร์เนีย ยื่นฟ้องสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาและพระราชธรรมวิเทศ หัวหน้าสงฆ์วัดไทยแอล.เอ. โดยต้องการเงิน 50,000 ดอลลาร์คืนจากการขายวัดไวสเลียตามคำสั่งของศาล ปัจจุบันเงินจำนวนนี้นำเข้าบัญชีของสมัชชาสงฆ์ฯ  และยังเรียกอีก 2 แสนดอลลาร์ในข้อหาหมิ่นประมาทและข้อหาอารมณ์ของท่านถูกทำร้าย(Emotional distress)

                ผมจะไม่พูดลึกเข้าไปถึงคดีเพราะเชื่อว่าทนายความของทั้งสองฝ่ายคงติดต่อเจรจากัน เช่นมีการไต่สวนมูลฟ้อง หากตกลงกันได้นอกศาล ก็อาจไม่จำเป็นต้องนำเรื่องขึ้นสู่การพิจารณาคดี  ถ้าเรื่องไม่หนักหนาสาหัสสากรรจ์ ศาลก็ไม่อยากให้เกิดคดีที่เรียกว่ารกโรงรกศาล ซึ่งเรียกกันว่า”คดีขี้หมูราขี้หมาแห้ง”

                ในสังคมอเมริกันการฟ้องร้องถือเป็นเรื่องปกติเพื่อขจัดข้อพิพาท โดยใช้ข้อเท็จจริง ความถูกต้องและกฎหมายมาเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินคดี  สิ่งเหล่านี้เรียกว่ากระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ตุลาการเป็นสาขาหนึ่งของระบบประชาธิปไตยสหรัฐอเมริกา ส่วนอีก 2 สาขาคือสาขานิติบัญญัติหรือการออกกฎหมายอำนาจนี้อยู่ที่สภาคองเกรสซึ่งสมาชิกได้รับเลือกจากประชาชนเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนของตน และสาขาบริหารประเทศอำนาจขึ้นอยู่กับประธานาธิบดี ตำแหน่งนี้ก็มาจากการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของประชาชน

                วัดไทย,โบสถ์,สุเหร่าและศาลเจ้าของศาสนาต่างๆในสหรัฐ  ส่วนใหญ่จะตกอยู่ภายใต้ความเป็นเจ้าของขององค์กรไม่แสวงหากำไร(NPO)  ไม่เหมือนวัดในเมืองไทยที่ถือเป็นศาสนสมบัติ เพราะประเทศไทยสามารถออกกฎหมายมาบังคับใช้ในฐานะที่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ  ดังนั้นในประเทศไทยเราจึงไม่ได้เห็นกรณีพระยื่นฟ้องกันเพื่อเป็นเจ้าของวัด  แต่เราจะเห็นเรื่องการขัดกันในผลประโยชน์ส่วนตัวหรือพระผู้ใหญ่สะสมสมบัติมากเกินงาม จนถูกปล้นและถูกฆ่าตาย ดังที่เราได้อ่านข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เสมอ

                การยื่นฟ้องร้องกันจะต้องมีมูลเหตุและความเป็นมา  ต้องมีทนายความทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้เราผู้ต้องการเป็นโจทก์เพราะเราคงมีความรู้ไม่พอที่จะไปยื่นฟ้องร้องเองหรือกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้เพราะเราไม่ใช่ทนายความ  ไม่มีใบอนุญาตว่าความ  อีกฝ่ายเมื่อได้รับหมายแล้วจะต้องตั้งทนายความขึ้นรับและตอบคดี  ส่วนใหญ่จะต้องตอบภายใน 30 วัน   หากไม่ตอบก็ถือว่ายอมแพ้  ศาลสั่งให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะได้

                การเป็นโจทก์ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นผู้ชนะเสมอไป เพราะโจทก์จะต้องเป็นผู้พิสูจน์ด้วยหลักฐานข้อเท็จจริงต่างๆว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง เพื่อแสดงให้คณะลูกขุนเห็นว่าเรามีหลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิดจำเลยได้   ส่วนจำเลยก็ต้องนำหลักฐานมาหักล้างข้อกล่าวหาของโจทก์

ดังนั้นถ้าจำเลยมีพยานหลักฐานหรือข้อเท็จจริงที่ดีพอ  คณะลูกขุนอาจชี้ขาดว่าจำเลยไม่ผิดก็ได้ ดังที่เราเห็นในคดีโอ.เจ.ซิมป์สันและไมเคิ่ล  แจ้คสัน เป็นต้น

                ผมว่าคดีพระฟ้องพระจึงไม่ใช่เรื่องแปลกในเมื่อเราอยู่ในสังคมอเมริกัน ใช้กฎหมายบังคับคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ดูกรณีบาดหลวงศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิคถูกยื่นฟ้องในข้อหา”ตุ๋ยเด็ก”(ลวนลามทางเพศ) ไม่เพียงแต่ท่านบาดหลวงจะต้องชะตากรรมในคุกในคดีอาญาเท่านั้น  แต่ศาสนจักรยังถูกฟ้องคดีแพ่งถึงกับซวนเซเพราะต้องหาเงินไปชดใช้หนี้กรรมที่ท่านบาดหลวงได้พากันก่อไว้   จึงสรุปได้ว่าไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์,บาดหลวงหรือใครก็ตามไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

                อาจมีผู้ถามว่าผลจะออกมาอย่างไร   ผมคิดว่าไม่ว่าพระข้างไหนจะชนะก็ตามจะเกิดดังนี้ 1.เสียเงินค่าทนาย-ค่าธรรมเนียมศาล 2.หลังการตัดสินคู่กรณีไม่เผาผีกันในชาตินี้  ยกเว้นจะมีเมตตาธรรมต่อกันก็เลิกร้างกันไป  3.ในนามของชาวพุทธอารมณ์ความรู้สึกก็คงตกอยู่ในความหดหู่พอสมควร

                อย่างไรก็ตามในความเห็นของผมเมื่อเราอยู่ในสังคมอเมริกัน-สังคมสมัยใหม่ หากเราไม่ระมัดระวังเราอาจถูกฟ้องร้องได้ไม่กรณีใดก็กรณีหนึ่ง   อย่างเช่นการขับรถประมาทไปชนเสาไฟฟ้าของ City ไม่เพียงแต่เราจะเจ็บตัวเท่านั้น เรายังต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับ City อีกด้วย   หรือขับรถไปชนคนอื่นได้รับบาดเจ็บหรือตาย  เราก็อาจถูกฟ้องจนหมดเนื้อหมดตัว  ยิ่งรถยนต์คันที่ขับไม่มีประกันภัยด้วยแล้ว  ความฉิบหายก็จะตามมามากขึ้น

                อีกประการหนึ่งการฟ้องร้องอาจไม่ได้ต้องการเป็นตัวเงิน  แต่ต้องการ”ความถูกต้องชอบธรรม”  ตัวอย่างเช่นในสหรัฐ  ถ้าประชาชนเห็นว่าร่างกฎหมาย ( Proposition ) ผ่านการลงคะแนนเสียงจะมีผลบังคับใช้  แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วยก็อาจยื่นฟ้องเพื่อให้ผู้พิพากษาสั่งระงับการบังคับใช้ชั่วคราวก็ได้(Temporary Restraining Order)

ในปัจจุบันประเทศไทยมีศาลปกครองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ. 2540  ถ้าข้าราชการหรือพนักงานวิสาหกิจเห็นว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมในกรณีการถูกโยกย้ายก็ดี การไม่ได้รับเลื่อนขั้นตำแหน่งหรือเงินเดือนก็ดี สามารถยื่นฟ้องศาลปกครองได้  เป็นต้น 

ดังนั้นอย่าตื่นเต้นตกใจหากได้รับหมายศาล  ศึกษาให้ละเอียด  ถ้าถูกฟ้องก็ตั้งทนายความขึ้นรับ  ซึ่งแน่นอนท่านต้องเสียเงินค่าทนาย  ไม่มีทนายความคนไหนจะมาว่าความให้ท่านฟรี  โดยสรุปแล้ว  ผมเห็นว่าภาษิตไทยยังดีอยู่คือ “กินขี้หมาดีกว่าค้าความ”  แต่ท่านก็มีทางเลือกนะครับ  คือเลือกที่จะไม่กินขี้หมา  แต่ไปค้าความแทน  ก็ขอให้ท่านโชคดีครับ ( ฉบับ 232 ประจำวันที่ 14-20 กรกฎาคม 2005 ).....อ่านต่อ

 

 
 
 
 
 
 
     

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy