ทักษิณเสียสละส่วนรวมเพื่อส่วนตัว
เราไม่ควรขับไล่ออกนอกประเทศ

ติดตามข่าวคราวเมืองไทยตลอดมา
มีความเชื่อมั่นอยู่เสมอว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นคนเก่ง เคยรับราชการตำรวจ
เมื่อเรียนหนังสือก็ได้ทุนเรียนจบระดับ Ph.D. ครั้นทำธุรกิจก็ประสบผลสำเร็จอยู่ในระดับแถวหน้า และเมื่อเข้าสู่วงการเมืองก็ก้าวถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
เป็นผู้นำของประเทศ
นายกรัฐมนตรีอย่างทักษิณได้ชูบทบาทการบริหารแบบ CEO คือตัดสินใจทำอย่างรวดเร็วเหมือนประเทศเป็นบริษัท หากมองในแง่ดีก็ถือเป็นเรื่องทำให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้าได้รวดเร็ว
แต่มองในแง่เสียไม่มีใครจะไปคัดง้างทัดทานได้ ครั้นไม่มีใครทัดทาน การหลงใหลในอำนาจก็เกิดขึ้นและนำไปสู่การใช้อำนาจแบบผิดๆ
ในสังคมโลกย่อมมีมาตรฐาน การเข้ามาเป็นผู้นำของประเทศจะต้องไม่มีผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม
กรณี CEO ทักษิณ
มองว่ามีผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวมหรือของประเทศชาติ
จึงเป็นที่มาของคำว่าทักษิณได้เสียสละส่วนรวมเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ดังนี้
1.นโยบายแปลงทรัพย์สินให้เป็นทุน คำว่าทรัพย์สินในที่นี้เป็นทรัพย์สินของประเทศชาติ เป็นของส่วนรวม เมื่อนำมาแปลงให้เป็นทุน ปรากฎว่ากลายเป็นทุนส่วนตัวของทักษิณและพวกพ้อง ตลอดจนคนมั่งมีมากกว่าจะเป็นของประชาชนทั่วไป ยกตัวอย่างเรื่องการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่จะนำออกขายให้เอกชนเข้าไปถือหุ้น ถามว่าจำเป็นด้วยหรือในเมื่อการไฟฟ้าฯเป็นเรื่องของสาธารณูปโภคที่คนในประเทศทุกคนจะต้องร่วมกันกินร่วมกันใช้ จะขายไปทำไม ? หากองค์กรบริหารไม่ดีก็ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบบริหาร ไม่ใช่นำออกขายในตลาดหุ้นเพื่อให้มี CEO
เกิดขึ้นอีก
เมื่อนำกฟผ.ออกมาขาย สมมติว่านำออกมาขายครึ่งหนึ่งหรือขายหุ้น
50 % และเปิดให้มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แบบเสรี ชาวบ้านทั่วไปอย่างพวกที่ขับรถอีแต๋นมาจากภาคเหนือ-ภาคอีสานและมาชุมนุมกันที่สวนจตุจักร
หรือพวกที่ชุมนุมอยู่หน้าทำเนียบมีกี่คนที่จะมีโอกาสซื้อหุ้น(โอกาสซื้อหุ้นคือการสั่งจองผ่านโบรคเกอร์หรือบริษัทจัดการ) ถึงแม้มีโอกาสซื้อหุ้นจะซื้อได้คนละเท่าไร ดังนั้นคนที่มีโอกาสและมีเงินเท่านั้นที่จะเข้าไปถือหุ้นของกฟผ.ได้
สมมติว่านาย ก. ชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งอยากซื้อหุ้น ก็คงซื้อได้ไม่เกิน
1,000 หุ้น เทียบกับทักษิณหรือพรรคพวกอาจจะซื้อได้ 1
ล้านหุ้นหรือมากกว่า ถามว่าใครจะได้เงินปันผลมากกว่ากัน? ยกเว้นการเปิดขายหุ้นจะจำกัดไว้ที่ไม่เกินคนละ
1,000 หุ้น แต่ก็เป็นไปไม่ได้เพราะกลไกของตลาดหลักทรัพย์เป็นการเปิดเสรีทางการค้าขาย
เมื่อพิจารณาการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอื่นๆหรือการแปลงทรัพย์สินเป็นทุนไปแล้ว จึงเห็นว่าแปลงทรัพย์สินของประเทศชาติ ไปเป็นทุนของตัวเองและพวกพ้องมากกว่าอื่นใด
การแปรรูปยังเปิดโอกาสให้ทุนจากต่างชาติเข้ามาซื้อทรัพย์สินในประเทศได้อีกด้วยโดยผ่านตลาดหลักทรัพย์
2.การขายหุ้นชินคอร์ปให้กับกลุ่มเทมาเส็ก อันเป็นกลุ่มทุนของสิงคโปร์ เรื่องนี้ทักษิณไม่ได้ทำผิดกฎหมายเพราะกฎหมายเปิดโอกาสให้ไม่ต้องเสียภาษี แต่ก่อนที่จะประกาศเรื่อง close deal นั้น ถ้ากลับไปค้นข้อมูลเก่าๆในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจจะเห็นได้ว่า ทักษิณเตรียมการไว้เรียบร้อยก่อนจะขายออกไปเมื่อวันที่
23 มกราคม 2549 ในราคา 73,300 ล้านบาท
เรื่องนี้มีข่าวแพร่สะพัดเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2548 ว่าตระกูลชินวัตรจะขายหุ้นชินคอร์ปให้กับพันธมิตรต่างชาติทำให้ระดับราคาหุ้นของบริษัท ชิน
คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท
แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด
(มหาชน) หรือ AIS มีการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อ 1 ธันวาคม 2548 ราคาหุ้นของชินคอร์ปอยู่ที่หุ้นละ 37.75 บาท ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2549 ราคาหุ้นชินคอร์ปขึ้นไปอยู่ที่ 45 บาท ถือว่าปรับตัวสูงขึ้นกว่า 18%
กลุ่มครอบครัวชินวัตรและครอบครัวดามาพงศ์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของชินคอร์ปจำนวน 1,487,740,120 หุ้น
คิดเป็นสัดส่วน 49.61% เมื่อศึกษาจะพบว่าในช่วงระยะเวลาเพียง 1 เดือนเศษมูลค่าหุ้นชินคอร์ปครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์เพิ่มสูงขึ้นถึง 10,786 ล้านบาท จากวันที่
1
ธันวาคม
2548
มูลค่าหุ้นอยู่ที่ 56,162
ล้านบาท พอถึงวันที่ 10 มกราคม 2549 เพิ่มเป็น 66,948 ล้านบาท เมื่อขายให้เทมาเส็กวันที่ 23 มกราคม 2549
เป็นเงิน 73,300 ล้านบาท
หุ้น ADVANC (AIS)ก็เช่นเดียวกัน ระดับราคาหุ้นปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อ 1 ธันวาคม 2548 ราคาหุ้นอยู่ที่ 98 บาท และวันที่
10
มกราคม
2549
ราคาหุ้นปรับขึ้นไปอยู่ที่ 112 บาท
การขายหุ้นชินคอร์ปครั้งนี้ทักษิณไม่เคยพูดความจริงกับใคร
ระหว่างที่มีข่าวลือออกมานั้น พนักงานในกลุ่มชินก็เกิดความระส่ำระสาย
มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2549 มีการจัดงานฉลองปีใหม่ของพนักงานกลุ่มชินคอร์ป ถือเป็นครั้งแรกที่มีการจัดงานแบบรวมบริษัทในเครือทั้งหมด โดยนายกฯทักษิณพร้อมกับครอบครัวเดินทางไปร่วมงานด้วย
นายกฯทักษิณพูดสั้นๆกับพนักงานว่า "รู้สึกดีใจที่ปีใหม่ปีนี้ได้มีโอกาสมาเจอกันอีก ก็อยากให้พนักงานทุกคนตั้งใจทำงานเพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ และเชื่อว่าองค์กรจะเติบโตต่อไปได้ดี เพราะนอกจากพนักงานทุกคนแล้ว ทีมผู้บริหารที่อยู่ในเครือชินคอร์ปทุกคนยังล้วนแล้วแต่เป็นสุดยอดของประเทศทั้งนั้น"
เมื่อ 9 มกราคม
2549 ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายกฯทักษิณเรื่องการขายหุ้นชินคอร์ป ซึ่งนายกฯกล่าวเพียงว่า "ไม่ทราบ ต้องไปถามลูกผม ไม่ใช่มาถามผม" เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามนายพานทองแท้ ชินวัตร
ก็ได้รับคำตอบว่าไม่รู้เรื่อง เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ถ้าผู้ใหญ่ขายตนก็คงขายตาม
ประเด็นขายหุ้นชินคอร์ป จึงมองว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน
ไม่พูดความจริง ทำให้แมงเม่าทั้งหลายบินเข้าไปซื้อหุ้น SHIN สังเกตได้จากราคาหุ้นปรับจาก
37.75 บาทมาเป็น 45 บาท หรือกรณี ADVANCE จาก
98 บาทขึ้นมาเป็น 112 บาทต่อหุ้น
ถามว่า CEO ของประเทศกระทำแบบนี้คือดูดเงินจากกระเป๋าชาวบ้านนั้นสมควรแล้วหรือ? มีจริยธรรมพอในฐานะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศหรือไม่
?
ในปี 2543 ก่อนที่ทักษิณจะเข้านำพรรคไทยรักไทยเข้าบริหารประเทศนั้นชินคอร์ปมียอดทรัพย์สินอยู่
37,840 ล้านบาท ณ
วันนี้ชินคอร์ปขายออกไปทำเงิน 73,300 ล้านบาท ในห้วงเวลา 5 ปีที่อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ทักษิณและครอบครัวทำกำไรจากชินคอร์ป 35,460 ล้านบาท หรือ 1 ปีทำเงิน
7,092 ล้านบาท ยังไม่นับรวมกิจการอื่นๆที่เครือของตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์
ที่ถูกประเมินว่ามีทรัพย์สินรวมกัน ณ วันนี้ประมาณ 300,000 ล้านบาท
นี่คือการทำกำไรจากผู้กำกับบทบาทของรัฐ หากเป็นพ่อค้าธรรมดาที่ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่กำกับกฎเกณฑ์ของรัฐจะไม่มีใครว่า ไม่ว่าจะเป็นนายเจริญ สิริวัฒนภักดีหรือนายเฉลียว
อยู่วิทยา ตรงนี้คือผลประโยชน์ทับซ้อนที่เห็นชัดเจน
3.การขายหุ้นชินแบบสลับซับซ้อน
ตั้งบริษัทนอมินี(ตัวแทน)วกไปวนมาคือจุดที่คนไทยจำนวนหนึ่งออกมาประท้วงความไม่ชอบธรรมของ
CEO ประเทศ
กลุ่มคนประท้วงไม่ได้เชื่อในสิ่งที่ สนธิ ลิ้มทองกุล พูดอย่างเดียว
แต่พวกเขามีปัญญาแยกแยะอะไรถูกอะไรผิด นี่คือที่มาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมี สนธิ
ลิ้มทองกุล เป็นจำนวน 1 ในนั้น
ดังนั้นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องระหว่างทักษิณกับสนธิ แต่เป็นเรื่องของทักษิณในฐานะ CEO ของประเทศไทยกับประชาชนไทยซึ่งถือว่าเป็นเจ้าของประเทศที่มอบฉันทานุมัติให้ทักษิณเข้าไปบริหารประเทศ แทนที่ทักษิณจะเสียสละส่วนตัวเพื่อส่วนรวม
กลับเสียสละส่วนรวมเพื่อส่วนตัวโดยเอาผลประโยชน์ของตัวเองและครอบครัวเป็นตัวตั้ง
เจ้าของประเทศไทยคือระชาชนคนไทย(หรือเจ้าของบริษัท)
เมื่อไม่ไว้ใจ CEO ย่อมมีสิทธิชอบธรรมที่จะเข้าตรวจสอบ ซักถาม
รวมทั้งถอดถอนเปลี่ยนตัว CEO ออกจากตำแหน่ง
โดยไม่จำเป็นต้องมารอทำงานให้ครบวาระ ในเมื่อทำความเสียหายให้กับประเทศ(หรือบริษัท)
ตัวอย่างนี้มีในบริษัททั่วไปที่ CEO ถูกปลด
แม้กระทั่งหัวหน้าโค้ชทีมอเมริกันฟุตบอล นำทีมแพ้อยู่เรื่อยก็ถูกแฟนโห่ เจ้าของทีมก็เห็นด้วยจึงต้องเลิกจ้างหัวหน้าโค้ชคนนั้น แม้จะเหลือ Contract อยู่อีก 2-3 ปี ก็ซื้อทิ้งได้เพราะสร้างความเสียหายให้กับทีม เมื่อ CEO หน้าด้านอย่างหนาตราช้าง
ปลดกันดีๆไม่ได้ก็ต้องรวมพลังปลด ดังได้เห็นม็อบรวมตัวกันตะโกน ท้ากกกกษิณ ออกไปอยู่ในขณะนี้
4.เมื่อประชาชนรวมตัวกันประท้วง
นายกฯทักษิณกลับประกาศยุบสภาแทนที่จะลาออก ปัญหานี้เป็นปัญหาส่วนตัวของตระกูลชินวัตรกับตระกูลดามาพงศ์ ไม่ใช่ปัญหาของสภาผู้แทนราษฎร ทักษิณกลับโยนความผิดมาให้สภาฯโดยปราศจากการไตร่ตรองให้รอบคอบ
กลายเป็นว่าทักษิณนำเรื่องส่วนตัวมาให้ประชาชนทั้งประเทศลงคะแนนใหม่โดยใช้เงินภาษีอากรของส่วนรวมอีกประมาณ
22,00- 2,500 ล้านบาท จัดการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549
ครั้นไม่ได้ไตร่ตรองให้รอบคอบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของทักษิณ ปัญหาการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายนก็จะตามมาไม่มีวันสิ้นสุด
เริ่มจาก 3 พรรคฝ่ายค้านคว่ำบาตร มาถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งมีคุณสมบัติไม่ครบถึง
271 เขตใน 71 จังหวัด มาถึงการลาออกของพระเปรมศักดิ์ เพียยุระ
จากผู้สมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์พรรคไทยรักไทย
เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ส.ส.ไม่ครบ 500 คน สภาฯก็เปิดประชุมไม่ได้
หากไม่ได้ ตัวประธานสภาผู้แทนราษฎร(ประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง)
ก็นำชื่อนายกรัฐมนตรีทูลเกล้าไม่ได้ และจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้
5.คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)หรือองค์กรอิสระหน่วยหนึ่ง (องค์กรอิสระหลายองค์กรถูกระบุว่าอยู่ภายใต้อิทธิพลของระบอบทักษิณหรือถูกทักษิณซื้อ)
แทนที่กกต.จะเสนอรัฐบาลให้แก้ปัญหาแต่เริ่มแรก เพราะมองเห็นอยู่แล้วว่าผลการเลือกตั้งที่ตามมาจะเกิดอะไรขึ้น กลับบอกว่าจัดการเลือกตั้งได้ ก็แน่ล่ะองค์กรนี้มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งย่อมจัดการได้ไม่มีใครเถียง
แต่กกต.กลับนำปัญหามาให้องค์กรของตัวเองรับผิดชอบ แสดงว่ากกต.ไม่ได้มีความคิดเป็นอิสระแม้แต่น้อย
ไม่กล้าที่จะลุกขึ้นมาชี้ว่าอะไรถูกอะไรผิด มีหน้าที่สนองการกระทำของทักษิณเพียงอย่างเดียว แล้วจะเป็นองค์กรอิสระได้อย่างไร เงิน 2,500 ล้านบาทจะละลายทิ้งน้ำอย่างงั้นหรือ
?
เพียงยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมไม่กี่ข้อให้เห็น
สิ่งที่จะตามมากับ
CEO คือ 1.ทักษิณต้องถูกไล่ออก 2.ดำเนินคดีอาญาในข้อหาฉ้อโกงประเทศชาติคดีมีทั้งจำคุกและปรับ
3.ยึดทรัพย์ในส่วนที่ทักษิณได้มาโดยไม่ชอบ
ผมไม่อยากให้ทักษิณออกนอกประเทศ หากเขาทำผิด อยากเห็นเขาติดคุกมากกว่าครับ !!
000000000000000
การเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มชินวัตร
กลุ่มชินวัตรมีบริษัทในเครือที่สำคัญคือ
บริษัทชินคอร์ปเรชั่น จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจที่จำแนกเป็นสายธุรกิจได้
4 สาย และมีบริษัทสำคัญในแต่ละสายธุรกิจ คือ 1.สายธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมไร้สาย
ได้แก่บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 2.สายธุรกิจสื่อสารดาวเทียมและธุรกิจต่างประเทศ
ได้แก่ บริษัท ชินแชทเทลไลท์ จำกัด(มหาชน) 3. สายธุรกิจสื่อและโฆษณา
บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) และ4. สายธุรกิจอิเลคทรอนิกส์และธุรกิจอื่นๆ
ได้แก่ บริษัทเทเลอินโฟ มีเดีย จำกัด(เดิมชื่อชินวัตร ไดเร็คทอรี่ส์
จำกัด) ทำธุรกิจพิมพ์และเผยแพร่สมุดโทรศัพท์ White Pagesและ Yellow Pages,บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด ดำเนินธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำ และบริษัท แคปปิตอล
โอเค จำกัด ในส่วนของธุรกิจสินเชื่อผู้บริโภค
สำหรับการใช้อำนาจรัฐภายในประเทศ
มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเพื่อยืนยันว่านายกฯทักษิณมีผลประโยชน์ทับซ้อนดังนี้
วันที่ 21 ม.ค.2546 ครม.มีมติออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม
พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรสามิต พ.ศ.2537 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดให้จัดเก็บภาษีสรรพสามิตกับผู้รับสัมปทานโทรคมนาคม
แทนการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้แก่รัฐ ทำให้บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์
เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ได้รับผลประโยชน์จากการแปรค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต
วันที่ 19 พ.ย.2546 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
(บีโอไอ)มีมติส่งเสริมการลงทุนโครงการดาวเทียม "ไอพีสตาร์"
ของบริษัทชินแซทฯ โดยให้การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เฉพาะรายได้ที่ได้รับจากต่างประเทศ
เป็นระยะเวลา 8 ปี ทำให้ชินแซทฯ ได้รับการยกเว้นภาษีครั้งนี้สูงถึง
16,459 ล้านบาท
วันที่ 14 ธ.ค.2546 กระทรวงคมนาคมให้สิทธิการใช้สนามบินแก่สายการบินราคาถูกและเลิกการคุมค่าโดยสารขั้นต่ำ
3.8 บาทต่อกิโลเมตร ทำให้บริษัทไทยแอร์เอเชียและบริษัทโลว์ คอส แอร์ไลน์ได้ผลประโยชน์ต่อนโยบายนี้
วันที่ 30 ม.ค. 2547 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้สำนักงานปลัดนายกรัฐมนตรี
(สปน.) ปรับลดค่าสัมปทานกับไอทีวี(ITV) เป็นเงิน 20
ล้านบาท พร้อมมีคำสั่งให้ สปน.ปรับลดค่าสัมปทานให้ไอทีวี เหลือปีละ
230 ล้านบาท ทำให้ไอทีวีได้ประโยชน์ไม่น้อยกว่า 17,000 ล้านบาท
ประมาณกลางปี 2547 ครม.มีมติอนุมัติให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า
(Ex-Im Bank)ออกเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้รัฐบาลพม่า เพื่อทำสัญญาขอใช้บริษัทดาวเทียมไทยคมกับบริษัทชินแซทฯ
วิธีการนี้รัฐบาลไทยต้องค้ำประกันความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ให้กับพม่า เป็นการโอนภาระของ ชินแซทฯ ในฐานะคู่สัญญาโดยตรงมาให้กระทรวงการคลังรับผิดชอบ
วันที่ 20 ม.ค.2549 ประกาศใช้
พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่
2 โดยแก้ไขให้คนต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% ซึ่งเดิมระบุว่าให้ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน
25% อีกทั้งตัดเงื่อนไขเรื่องสัดส่วนกรรมการบริษัทที่ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า
3 ใน 4 ออกทั้งหมด กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ในวันที่
21 ม.ค. 2549 ก่อนที่ครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์จะขายหุ้น 73,300
ล้านบาทให้กับเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ของสิงคโปร์เพียง 2 วัน คือวันที่
23 ม.ค.2549
ข้างต้นคือการแก้กฎหมายในประเทศเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มชินวัตรที่เห็นได้เด่นชัด
ยังไม่นับรวมกฎหมายลูกอื่นๆ ที่ออกมาอีกจำนวนมาก และไม่รวมการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มพวกพ้องของทักษิณ
นี่คือระบอบทักษิณที่กินหัวกินหางกินกลางตลอดตัว
รัฐบาลที่ผ่านๆมาทำกับประเทศชาติเช่นนี้หรือไม่ ?